แผ่นดินไหวที่เกิดขึ้น “ในตุรกีติดพรมแดนกับซีเรียขนาด 7.8” แรงสั่น 2 นาที เขย่าอาคารบ้านเรือนพังพินาศเสียหายราบเป็นหน้ากลอง “มีผู้เสียชีวิต 5 หมื่นราย” ประชาชนไร้ที่อยู่อาศัยหลายแสนคน
โศกนาฏกรรมครั้งใหญ่นี้ “กำลังส่งสัญญาณสะกิดเตือนให้ประเทศไทย” ต้องหันมาตระหนักถึง “รอยเลื่อนมีพลัง 16 รอยเลื่อน” ที่อาจเกิดแผ่นดินไหวระดับรุนแรงขึ้นได้ตลอดแล้วรอยเลื่อนใกล้ “กรุงเทพฯ อันเป็นเมืองหลวง” อยู่ใน จ.กาญจนบุรี มีระยะห่าง 200-250 กม. สามารถส่งผลกระทบก่อให้อาคารบ้านเรือนเสียหายรุนแรงได้
เพราะด้วย “กรุงเทพฯ” เป็นพื้นที่ดินอ่อนตอบสนองรับรู้แรงสะเทือนระยะไกลสามารถขยายความรุนแรงของแผ่นดินไหวได้ดีเช่นนี้ “กรุงเทพมหานคร” จึงได้จัดเสวนาวิชาการในหัวข้อ “แผ่นดินไหวตุรกี กทม.พร้อมแค่ไหน” โดยมี รศ.ดร.สุทธิศักดิ์ ศรลัมพ์ ภาควิชาวิศวกรรมโยธา คณะวิศวกรรมศาสตร์ ม.เกษตรศาสตร์ บอกว่า
กรณีการเกิดแผ่นดินไหวขนาดใหญ่รุนแรงอย่าง “ญี่ปุ่น หรือตุรกี” ที่เป็นประเทศตั้งอยู่ตำแหน่งแนวรอยต่อแผ่นเปลือกโลก “เป็นจุดอันตราย” เพราะมีการเคลื่อนตัวขยับเขยื้อนมาเป็นล้านปี “แล้วจะเป็นแบบนี้ไปหลายชั่วอายุคน” ทำให้จุดรอยต่อชนมุดเข้าหากัน หรือเลื่อนตัวผ่านเฉียดกันเกิดแผ่นดินไหวรุนแรงขึ้น
...
ทว่าในส่วน “ตุรกี” ตั้งอยู่บริเวณรอยต่อของแผ่นเปลือกโลก “Eurasian plate” เป็นพื้นที่ขนาดใหญ่รวมกันของยุโรปและเอเชีย แล้วด้านล่างเป็นแผ่นเปลือกโลก “ทวีปแอฟริกา” โดยมี “Anatolian plate” คอยคั่นกลาง อันเป็นจุดที่ตั้งของตุรกี “ก่อนเกิดการเลื่อนกันของเปลือกโลก” ทำให้เกิดแผ่นดินไหวขนาด 7.8
แต่ว่ารอยเลื่อน Anatolian plate นี้ “นักวิชาการ” เคยประเมินมีโอกาสเกิดแผ่นดินไหวระดับ 8 ได้ ในเรื่องมีความน่าสนใจว่า “เมื่อรู้จะเกิด แผ่นดินไหวระดับ 8” ประเทศตุรกีออกกฎหมายหรือโค้ดรหัสมาตรฐานการออกแบบอาคารรองรับระดับนั้นหรือไม่ ปรากฏว่าไม่มีการออกแบบโค้ด สอดคล้องรับกับแผ่นดินไหวในพื้นที่เลยด้วยซ้ำ
ทำให้ “มีคำถามว่าประเทศไทยมีโอกาสเกิดขึ้นอย่างตุรกีได้หรือไม่...?” ถ้าย้อนดูจุดที่ตั้งบ้านเราไม่ได้อยู่แนวรอยต่อแผ่นเปลือกโลกโดยตรงเพียงแต่อยู่ ใกล้แนวรอยต่อในเขตอันดามัน และรอยเลื่อนสกายในเมียนมา ในส่วนประเทศไทย ตามที่กรมทรัพยากรธรณีเคยสำรวจพบรอยเลื่อนมีพลังอยู่ 16 รอยเลื่อน
ถ้ามองเฉพาะ “กรุงเทพฯ” กำลังเผชิญกับรอยเลื่อนมีพลังใกล้สุดคือ “พื้นที่ จ.กาญจนบุรี” มีทั้งรอยเลื่อนเจดีย์สามองค์ และรอยเลื่อนไกลออกไป ในเขตภาคเหนือแล้วด้วยปัญหา “กรุงเทพฯเป็นพื้นที่ดินอ่อน” ทำให้การรับรู้ ถึงแรงสั่นสะเทือน หรือขยายสัญญาณบางอย่างให้อาคารบางประเภทอย่างอาคารสูงตอบสนองมากกว่าปกติ
โดยเฉพาะแผ่นดินไหวจาก “รอยเลื่อนใน จ.กาญจนบุรี ที่มีระยะห่าง 200–250 กม.” สามารถสร้างความรุนแรงให้กรุงเทพฯ ได้ เช่นเดียวกับรอยเลื่อนอยู่ไกลออกไปมีโอกาสทำให้อาคารสูงรับรู้ หรืออาจสร้างความเสียหายได้เหมือนกัน เพราะอดีตเคยเกิดแผ่นดินไหวในลาวขนาด 6.8 ทำให้อาคารสูง เสียหายแต่ไม่เป็นข่าวเท่านั้นเอง
และมีคำถามต่อว่า “รอยเลื่อนมีพลังในไทยเคยมีการวิจัยหรือไม่...?” ตามข้อมูลกรมทรัพยากรธรณีเคยมีการศึกษาว่า “รอยเลื่อนแต่ละแห่งมีโอกาสเกิดได้ขนาด 6–7” ตัวเลขที่เป็นไปได้แน่ๆ คือ “ขนาด 6 ที่เกิดแผ่นดินไหวใน จ.เชียงราย” นั่น แปลว่ายังไม่มีการศึกษาใดพบรอยเลื่อนในไทยมีโอกาส เกิดแผ่นดินไหวระดับ 8
แต่สิ่งที่มีการสำรวจมานั้นครอบคลุมทั้งหมดแล้วหรือยัง...? เพราะรอยเลื่อนขนาดใหญ่น่าจะมีข้อมูลในระดับหนึ่งแล้วส่วนรอยเลื่อนตัวเล็กๆที่อาจจะมีพลังแอ็กทีฟจำเป็นต้องมีการสำรวจต่อไปด้วยเช่นกัน
ประการต่อมา “หากเกิดแผ่นดินไหวใน จ.กาญจนบุรี จะกระทบกรุงเทพฯอย่างไร” มีข้อสังเกตการเกิดแผ่นดินไหว “จุดศูนย์กลาง” มักมีความรุนแรงรัศมีหนึ่งจากเส้นโค้ง (curve) ช่วงอยู่ใกล้ๆความเร่งจะสูง 10-40 แล้วจะลดลง แต่หากเกิดแผ่นดินไหวระดับ 7 ใน จ.กาญจนบุรี จังหวัดใกล้เคียงรัศมี 30-50 กม. จะได้รับความรุนแรงมาก
...
ถัดมาในส่วน “กรุงเทพฯระยะห่าง 250 กม. ความแรงย่อมจะลดลง” ส่วนกรณีเป็นพื้นที่ดินอ่อนอันจะส่งผลให้เกิดการขยายความแรงนั้น “ต้องขึ้นอยู่กับความเร่งถูกส่งมาในระดับใด” แต่มีอีกปัจจัยหนึ่งคือ “จังหวะการสั่นคลื่น” อันเป็นตัวแปรให้อาคารสูงตอบสนองความสั่นแรงได้ แม้ว่าจะเกิดแผ่นดินไหวระยะไกลก็ตาม
ดังนั้น องค์ความรู้ทางด้านแผ่นดินไหวนำมาปรับต่อโค้ดก่อสร้างอาคารให้ทันต่อสถานการณ์ย่อมมีความจำเป็น ศ.นคร ภู่วโรดม ภาควิชาวิศวกรรมโยธา คณะวิศวกรรมศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ บอกว่า
ในแง่แผ่นดินไหวนำไปสู่ความรุนแรงมีปัจจัย 2 ส่วน คือ ส่วนแรก... “อาคารที่ตั้งอยู่บนดิน” มักจะโยกลักษณะเฉพาะ ส่วนที่สอง...“ลักษณะดิน ในพื้นที่” อย่างกรุงเทพฯ ที่เป็นดินอ่อนอันจะส่งผลกระทบต่ออาคารแตกต่างกัน ยกตัวอย่างอาคาร 3 หลัง แบ่งเป็นอาคารสูง อาคารระดับกลาง และอาคารเตี้ย
ถ้าเกิดแผ่นดินไหวอาคารสูงจะโยกช้าๆ อาคารเตี้ยจะโยกเร็วๆ สะท้อนให้เห็นการตอบสนองของการรับคลื่นแตกต่างกันภาษาวิศวะเรียกว่า “การสั่นพ้อง” ดังนั้นกรณี “กรุงเทพฯ” ต้องมีข้อมูลเหล่านี้มาสนับสนุนด้วย เพื่อให้เกิดการสร้างมาตรฐานรองรับปัญหาโดยเฉพาะ ตัวอย่างแผ่นดินไหวที่เคยเกิดขึ้นส่งผลมาถึง “กรุงเทพฯ”
...
เช่นในปี 2557 จุดศูนย์กลางแผ่นดินไหวอยู่ใน อ.แม่ลาว จ.เชียงราย แรงสั่นสะเทือนส่งมาถึงกรุงเทพฯ และ จ.สุรินทร์ อันมีระยะห่างจาก อ.แม่ลาว 700 กม.เท่ากัน แต่ลักษณะพื้นที่ต่างกันโดยกรุงเทพฯตั้งอยู่บนดินอ่อน และ จ.สุรินทร์ ตั้งอยู่บนดินแข็ง ทำให้คลื่นวัดได้ต่างกัน 2-3 เท่า เพราะดินอ่อนของกรุงเทพฯ ขยายคลื่นแผ่นดินไหว
ย้ำในแง่ “อาคารตอบสนองกับแผ่นดินไหว” สามารถวัดอาคารในกรุงเทพฯ มีความรุนแรงมากกว่าที่ จ.สุรินทร์ 5-6 เท่านั้น ก็เป็นผลจากกำลังขยายของดินอ่อน ในกรุงเทพฯ เรื่องนี้ “นักวิชาการไทยเรียนรู้เหตุการณ์แผ่นดินไหวมาหลายปี” ทำให้มีมาตรฐานการออกแบบอาคารต้านทานแผ่นดินไหวปี 2552
นอกจากนี้ “มีการปรับปรุง และแก้ไขมาตรฐานให้ทันสมัย” ไม่ว่าจะเป็นการกำหนดสร้างอาคารสูงไม่เกิน 8-30 ชั้น ปรับปรุงระดับความเสี่ยงภัยของแผ่นดินไหวทั่วประเทศ รวมถึงกรุงเทพฯ มีการศึกษาผลกระทบของดินอ่อน ขยายเพิ่มขึ้นเท่าไหร่ พื้นที่ดินอ่อนอยู่จุดใด รวมถึงการออกแบบอาคารสูงที่เกิดขึ้นเยอะใน 10-20 ปี
...
ตอกย้ำต่อว่า “ประเทศไทย” มักเกิดแผ่นดินไหวในภาคเหนือ ส่วนกรุงเทพฯ ไม่พบการเกิดเพียงแต่อยู่ใกล้ จ.กาญจนบุรี หรืออันดามัน “อันมีแนว มุดตัวแผ่นเปลือกโลกที่จะเกิดแผ่นดินไหว” แล้วด้วยกรุงเทพฯ เป็นพื้นที่ดินอ่อน ทำให้มีการสำรวจทุกจุด เพื่อนำมาคำนวณการขยายคลื่นแผ่นดินไหว ในการทำแผนที่จุดเสี่ยงภัยนั้น
ทั้งยังครอบคลุมถึงจังหวัดรอบข้างอย่างราชบุรี ฉะเชิงเทรา อยุธยา สมุทรปราการ ทำให้เห็นว่าพื้นที่ดินอ่อนแบ่งพื้นที่แอ่งในกรุงเทพฯ 10 พื้นที่ย่อย และต้องสร้างอาคารลักษณะแตกต่างกัน
ปัญหามีอยู่ว่า “อาคารสูงในกรุงเทพฯ” นำมาตรฐานต้นแบบมาจาก “สหรัฐอเมริกา” เพราะเชื่อมั่นว่าเป็นมาตรฐานที่ดี ทำให้มีบางจุดพบมาตรฐานเดิมให้ค่าต่อการออกแบบน้อยกว่าค่าที่ควรจะเป็นจึงได้เสนอวิธีใหม่
จริงๆแล้ว “อาคารในกรุงเทพฯ” ก่อสร้างหลังปี 2550 มักถูกออกแบบต้านทานแผ่นดินไหว แต่สร้างก่อนนั้นมีอยู่หลายพันหลัง “อันไม่เป็นไปตามมาตรฐาน” แม้ว่ามีการออกแบบต้านทานแรงลมก็ตามแต่การออกแบบให้ต้านทานแผ่นดินไหวมีเงื่อนไขมากกว่านั้น เช่น ทำให้โครงสร้างเหนียว มีการโยกตัวได้มาก เพื่อรองรับแผ่นดินไหว
ฉะนั้นอาคารเก่าที่ต้านทานแรงลมนั้นไม่ได้แปลว่า “ต้านทานแผ่นดินไหวได้ 100%” แล้วปัจจุบันก็ไม่มีข้อมูลอาคารหลังใดไม่สามารถต้านทานแผ่นดินไหวได้ด้วย ดังนั้นอนาคตอาจต้องสำรวจกลุ่มอาคารสำคัญ หรือกลุ่มเสี่ยงสูง เพื่อเสนอแนวทาง ให้ปรับปรุงและขยายขอบเขต สร้างความปลอดภัยในระดับใหญ่ของสังคมต่อไป
แม้ว่าแผ่นดินไหวไม่ใช่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นบ่อย “แต่ก็ไม่ใช่เรื่องไกลตัว” ดังนั้น สิ่งที่ต้องเตรียมคือการประเมินความเสี่ยง “เพื่อไม่ให้เกิดความเสียหาย” อันจะเป็นแนวทางในการป้องกันที่ดีที่สุด.