ทราบหรือไม่ว่า จากการสำรวจพบว่า เด็กและเยาวชน ขยับร่างกายน้อยกว่าผู้ใหญ่ถึง 2 เท่า! การมีกิจกรรมทางกายไม่เพียงพอ รวมถึงอยู่ในพฤติกรรมเนือยนิ่งสัมพันธ์อย่างชัดเจนกับการเกิดโรคไม่ติดต่อ (NCDs) เนื่องจากการบ่มเพาะพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมลักษณะนี้ ส่งผลต่อการเกิดปัญหาสุขภาพระยะยาวได้เช่นกัน สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ หรือ สสส. ตระหนักถึงปัญหาเหล่านี้ จึงเป็นส่วนหนึ่งของการสานพลังภาคี หนุนแผนส่งเสริมกิจกรรมทางกายในเด็กและเยาวชนขึ้น จากความร่วมมือครั้งสำคัญของทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน รวมถึงสถาบันวิชาการ
ทำไมต้องมีแผนส่งเสริมกิจกรรมทางกายในเด็กและเยาวชน
ที่ผ่านมา สสส. ได้สานพลังมหาวิทยาลัยมหิดล ส่งเสริมให้ผู้คนในสังคมตระหนักถึงความสำคัญของการเคลื่อนไหวร่างกายให้เพียงพอในรูปแบบต่างๆ เสมอมา รวมถึงการออกกำลังกายที่เหมาะสม เนื่องจากพฤติกรรมเหล่านี้ถือเป็นจุดเริ่มต้นหนึ่งของการมีสุขภาพดี และห่างไกลจากการเกิดโรค NCDs ผ่านการรณรงค์และกิจกรรมต่างๆ ที่เกิดขึ้นอย่างเนื่อง เพื่อสร้างการตระหนักรู้ แต่ในภาวการณ์ที่เปลี่ยนไป โดยเฉพาะจากสถานการณ์โควิด-19 ทำให้กลุ่มเด็กและเยาวชน อายุ 0 - 24 ปี เป็นกลุ่มที่น่ากังวลใจมากขึ้น ดร.อารีกุล อมรศรีวัฒนกุล อาจารย์ประจำวิทยาลัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการกีฬา มหาวิทยาลัยมหิดล ให้ข้อมูลว่า กลุ่มเด็กและเยาวชน อายุ 0 - 24 ปี กลายเป็นกลุ่มที่มีระดับกิจกรรมทางกายที่เพียงพอน้อยกว่ากลุ่มวัยอื่นถึง 2 เท่า คือมีระดับกิจกรรมทางกายที่เพียงพอเพียง 17.7% เมื่อเทียบกับวัยทำงานซึ่งอยู่ที่ 54.7% และวัยสูงอายุอยู่ที่ 52.9%
ข้อมูลหนึ่งจากการศึกษาวิจัยของแผนส่งเสริมกิจกรรมทางกายเด็กและเยาวชน ยังพบความสัมพันธ์ในการเกิดภาวะน้ำหนักเกินและโรคอ้วนในกลุ่มเด็กและเยาวชนไทย โดยในปี 2551 - 2552 พบว่าเด็กไทยมีภาวะน้ำหนักเกินและโรคอ้วน 8.7 - 11.9% และเพิ่มเป็น 34.9% ในปี 2558 แยกเป็นภาวะน้ำหนักเกิน 17.6% และโรคอ้วน 17.3% ซึ่งเป็นตัวเลขที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ดร.อารีกุล กล่าวว่าการเดินหน้าอย่างเป็นรูปธรรมเพื่อส่งเสริมกิจกรรมทางกายในเด็กและเยาวชน ผ่านความร่วมมือจากพลังภาคีแบบบูรณาการจึงเป็นสิ่งสำคัญ เนื่องจากมีหลายปัจจัยที่การศึกษาพบว่าสัมพันธ์กับระดับกิจกรรมทางกายในเด็กและเยาวชนด้วย ตั้งแต่ปัจจัยระดับบุคคล ที่หมายถึงตัวเด็กและเยาวชนเอง ปัจจัยระหว่างบุคคล โดยเฉพาะอิทธิพลจากครอบครัว จนถึงปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อม ที่ครอบคลุมตั้งแต่สิ่งอำนวยความสะดวกสบาย ไปจนถึงกิจกรรมชุมชนและนโยบายจากภาครัฐ
หนุนพลังจากภาคีเครือข่าย สร้างผลลัพธ์ที่ยั่งยืน
การสร้างตระหนักรู้ให้ประชาชนเห็นความสำคัญของการเคลื่อนไหวทางกายยังเป็นเป้าหมายหนึ่งของกระทรวงสาธารณสุขด้วยเช่นกัน โดย ดร.สาธิต ปิตุเตชะ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข และรองประธานกรรมการกองทุน สสส. คนที่ 1 กล่าวในโอกาสที่เป็นประธานในพิธีเปิดตัวพันธมิตรขับเคลื่อนแผนยุทธศาสตร์ส่งเสริมกิจกรรมทางกายในเด็กและเยาวชนไทย ว่ากิจกรรมทางกายที่เพียงพอและเหมาะสมสะท้อนถึงแนวโน้มปัญหาด้านสาธารณสุขในการจัดการกับโรค NCDs ในอนาคตได้ ด้วยเหตุนี้กระทรวงจึงสร้างการตระหนักรู้ด้านการเคลื่อนไหวทางกาย (Physical Activities) อย่างเป็นรูปธรรมมาอย่างต่อเนื่อง โดยเริ่มตั้งแต่หญิงตั้งครรภ์ ซึ่งถือเป็นการสร้างพื้นฐานที่ดี เนื่องจากสามารถส่งผลต่อเด็กหลังคลอด นอกจากนี้ยังพุ่งเป้าไปกลุ่มคนวัยทำงานที่มีข้อจำกัดจากการงาน ส่งผลให้กิจกรรมทางกายลดลง ในขณะที่กลุ่มเด็กและเยาวชน ได้เริ่มขับเคลื่อนส่งเสริมกิจกรรมทางกายในกลุ่มเด็กปฐมวัย อายุ 0 - 5 ปี ผ่านแคมเปญ “เด็กไทยเล่นเปลี่ยนโลก” ที่กลายเป็นหนึ่งกุญแจความสำเร็จในเรื่องนี้เช่นกัน
ครั้งนี้จึงกล่าวได้ว่าเป็นครั้งสำคัญที่จะได้เกิดการสานพลังความร่วมมือรอบด้าน เพื่อสร้างผลลัพธ์ให้เป็นรูปธรรมและยั่งยืนขึ้น ดร.นพ.ไพโรจน์ เสาน่วม ผู้ช่วยผู้จัดการกองทุน สสส. เน้นย้ำว่า การกระตุ้นให้เกิดการตระหนักรู้และปฏิบัติเรื่องการเคลื่อนไหวทางกายในเด็กและเยาวชนเพื่อหยุดพฤติกรรมเนือยนิ่ง ต้องเกิดจากความร่วมมือและรวมพลังกันจากหลายภาคส่วน และวันนี้นโยบายจากภาครัฐโดยกระทรวงสาธารณสุข ก็นับเป็นพลังหนุนที่ดีมาก ในขณะที่ภาควิชาการและภาคเอกชนที่เห็นความสำคัญเรื่องนี้คือการขับเคลื่อนที่มีพลังอย่างมาก ทั้งนี้ในส่วนของ สสส. นั้น การทำให้ประชาชนทุกภาคส่วน รวมถึงเด็กและเยาวชน เห็นความสำคัญของการมีกิจกรรมทางกายเพียงพอ หยุดพฤติกรรมเนือยนิ่ง เพื่อลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคNCDs ในอนาคต ก็ถือเป็นภารกิจสำคัญ โดยสอดคล้องกับเป้าหมายของ สสส. ที่วางไว้สู่การสร้างสังคม 3 Actives อันได้แก่ Active Poeple, Active Society และ Active Environment
นอกจากนี้ ในวันเปิดตัวพันธมิตรขับเคลื่อนแผนยุทธศาสตร์ส่งเสริมกิจกรรมทางกายในเด็กและเยาวชน ที่ผ่านมา ยังมีการเสวนาร่วมกันในหัวข้อ “ทำอย่างไรให้เด็กไทยแอ็กทีฟ” โดย ดร.นพ.ไพโรจน์ เสาน่วม จาก สสส. ตัวแทนผู้ปกครอง ตัวแทนจากครูและโรงเรียน และตัวแทนจากภาครัฐ โดยกระทรวงสาธารณสุข เพื่อขบคิดร่วมกันถึงแนวทางที่เป็นรูปธรรมขึ้นในการกระตุ้นให้เด็กและเยาวชนของชาติขยับเขยื้อนร่างกายให้มากขึ้น เพราะเด็กและเยาวชนที่แอ็กทีฟขึ้น ก็หมายถึงสังคมที่แอ็กทีฟและมีพลังอยู่เสมอเช่นกัน