นับเป็นประเด็นร้อนให้ถกเถียงกันอย่างกว้างขวาง “สำหรับวงการการศึกษาไทย” เมื่อกระทรวงศึกษาธิการได้ประกาศปรับปรุงเนื้อหาการเรียนการสอนวิชาประวัติศาสตร์แยกเป็นวิชาเฉพาะ
อันเป็นไปตาม “นโยบาย 8+1” ด้วยกำหนดโครงสร้างเวลาเรียน 8 กลุ่มสาระการเรียนรู้ และแยกวิชาพื้นฐานประวัติศาสตร์ออกเป็นอีก 1 รายวิชา ที่กำลังจะลงนามประกาศใช้ในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2566 นี้
ไม่นานมานี้ บ.อักษร เอ็ดดูเคชั่น จำกัด (มหาชน) ผู้พิมพ์ตำราเรียน ร่วมกับฝ่ายสวัสดิการและสมาชิกสัมพันธ์ สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย จัดเสวนาหัวข้อ “สอนประวัติศาสตร์อย่างไรในวันที่เราบอกเด็กไทยให้มองไปข้างหน้า” ถ่ายทอดความสำคัญวิชาประวัติศาสตร์ต่อโลกวันนี้ในมุมองของเด็กยุคที่เปลี่ยนไป
ในการนี้ ดร.วิทย์ สิทธิเวคิน ผู้เชี่ยวชาญเรื่องประวัติศาสตร์ และเศรษฐกิจโลก บอกว่า จริงๆแล้วหนังสือเรียนประวัติศาสตร์เป็นเหมือนสารตั้งต้นในการพูดคุยกัน แต่คนที่จะให้ชีวิตกับประวัติศาสตร์คือ “นักเรียน” ต้องตั้งคำถาม “ครู” เป็นผู้ช่วยกระตุ้นให้น่าสนใจ เพราะประวัติศาสตร์เป็นเหมือนมหาสมุทรที่กว้างใหญ่ไพศาล
...
ทำให้ขึ้นอยู่กับ “ผู้เรียน” อยากเรียนอะไร เรียนอย่างไร เรียนแล้วได้อะไร และจะต่อยอดอย่างไร แม้แต่ประเทศพัฒนาอย่าง “อังกฤษ สหรัฐอเมริกา เยอรมนี ญี่ปุ่น” ล้วนแต่เรียนวิชาประวัติศาสตร์แทบทุกประเทศ
อย่าลืมว่า “เศรษฐกิจ เศรษฐศาสตร์ รัฐศาสตร์ วิชาเคมี และวิชาฟิสิกส์” ต่างมีประวัติศาสตร์แฝงอยู่เสมอ เมื่อมีตำราเป็นเสมือนสารตั้งต้น เพื่อให้เราตั้งคำถาม ขยายผล สร้างแรงบันดาลกระตุ้นต่อการอยากรู้นั้น
ปัญหาที่ผ่านมา “เด็กเรียนไม่สนุก” เพราะเด็กไม่เห็นความเชื่อมโยงของประวัติศาสตร์ไทย และประวัติศาสตร์โลก ที่เป็นเสมือนจิ๊กซอว์เชื่อมเหตุการณ์สำคัญของโลก เช่น “สงครามนโปเลียน” ถ้านับย้อนหลังแล้ว อยู่ในช่วง “ปลายรัชกาลที่ 1” แล้วในช่วงนั้นจะไม่มีฝรั่งเข้ามาใน “สยาม” เพราะเป็นช่วงอยู่ระหว่างการสู้รบทำสงคราม
เมื่อสงครามสงบลง “กองทัพเรือฝรั่งเศส–อังกฤษ” ได้ส่งเรือรบเข้ามาสร้างอิทธิพลในภูมิภาคเอเชียดังในภาพยนตร์บุพเพสันนิวาสภาค 2 เช่นนี้ หากเด็กเห็นประเทศไทยอยู่ในบริบทโลกจะทำให้การเรียนรู้สนุกมากยิ่งขึ้น
จริงๆ แล้ว “ประวัติศาสตร์ไทยมีความเป็นอินเตอร์เนชันแนลซิตีมาแต่ตั้งสมัยกรุงศรีอยุธยา” อย่างเช่นละครบุพเพสันนิวาสบทเรื่องเขียนครั้งสมัย “ยุคสมัยสมเด็จพระนารายณ์” มีตัวละครท้าวทองกีบม้าลูกครึ่งโปรตุเกส-อินเดีย สาเหตุเพราะ “โปรตุเกสเป็นชาติแรกเข้ามาในอินเดีย” แล้วมีบางส่วนย้ายถิ่นฐานมาในสยาม
ทำให้ประเทศสยามมีต่างชาติเข้ามาอยู่อาศัย 1 ล้านคน เพราะคราวนั้น “เปิดรับทุกศาสนา” เรื่องนี้กลายเป็นประวัติศาสตร์รู้กันทั่วโลกว่า “เราต้อนรับทุกเชื้อชาติ–ศาสนา” จนมีนักท่องเที่ยวเข้ามาปีละ 40 ล้านคนนี้
ไม่เท่านั้นยังมีคนญี่ปุ่นมาลงทุนในไทยกว่า 40 กว่าปี และคนสวิตเซอร์แลนด์ลงทุนในอีอีซีมากที่สุด สะท้อนว่า “ประเทศไทยอินเตอร์มาแต่โบราณ” สิ่งนี้บ่งชี้ว่าประวัติศาสตร์ไทยไม่ได้เชยโบราณอย่างที่คิดแต่บริบททางประวัติศาสตร์นี้กลับผลักดันให้ต่างชาติเข้ามาท่องเที่ยว และลงทุนในประเทศกันอย่างมากมายอยู่ทุกวันนี้ด้วยซ้ำ
หากเปรียบเทียบ “ประเทศเพื่อนบ้าน” อย่างเช่นเวียดนามที่มีนักธุรกิจเกาหลีใต้เป็นผู้ลงทุนรายใหญ่ เพราะประวัติศาสตร์เคยขัดแย้งกับสหรัฐฯ ญี่ปุ่น จีน อันเป็นเศรษฐีรายใหญ่ของโลก ทำให้เข้ามาลงทุนในไทยแทน
สิ่งเหล่านี้ชี้ให้เห็นว่า “ความสำคัญของประวัติศาสตร์” ถ้าหากสามารถเรียนรู้เชื่อมโยงกับประวัติศาสตร์โลก ก็จะช่วยเพิ่มเติมนำมาประยุกต์พลิกแพลงใช้ให้เกิดประโยชน์ในยุคปัจจุบันได้ ซึ่งเพียงแต่ว่าคนไทยไม่เชื่อมโยงประวัติศาสตร์ไทยต่อเนื่องกับประวัติศาสตร์โลก ทำให้บริบทเรื่องราวเหตุการณ์สำคัญหายไป
...
ถ้าหากว่า “ต้องการเชื่อมโยงนั้น” เรื่องนี้จะคาดหวังเฉพาะตำราประวัติศาสตร์อันเป็นสารตั้งต้นอย่างเดียวคงไม่ได้ “อาจต้องผสมปนเปกันระหว่างความจริง” ให้เด็กฝึกฝน และเรียนรู้จากวิชานี้เพื่อวิเคราะห์แยกแยะควรจะเชื่อ หรือไม่เชื่ออะไร อันเป็นทักษะการคิดเชิงวิพากษ์ที่มีความสำคัญของศตวรรษที่ 21 นี้ด้วยซ้ำ
ตอกย้ำด้วยข้อดี “การเรียนรู้ประวัติศาสตร์” ส่วนหนึ่งยังสามารถช่วยป้องกันอดีตที่เคยผิดพลาดไม่ให้เกิดซ้ำ เพราะด้วยมนุษย์ทุกคนมักมีการเรียนรู้ประวัติศาสตร์กันตลอดอยู่แล้วอย่างเช่น ข้อสังเกตกรณี “ความขัดแย้งรัสเซีย–ยูเครน” อันเป็นสงครามค่อนข้างรุนแรงมาก แต่กลับไม่ปรากฏมีการก่อสงครามนิวเคลียร์กันขึ้น
เพราะครั้งสุดท้าย “การก่อสงครามนิวเคลียร์ ค.ศ.1962” เหตุการณ์ขีปนาวุธคิวบาเป็นความขัดแย้ง 2 มหาอำนาจโลกได้เล็งหัวรบนิวเคลียร์ใส่ เมืองสำคัญต่อกันระหว่างสหภาพโซเวียต และสหรัฐอเมริกา แล้วชาวโลกเห็นถึงอานุภาพอาวุธนิวเคลียร์ถูกใช้ ในท้ายสงครามโลกครั้งที่ 2 ต่างออกมาต่อต้านใช้เจรจาเพียง 3 เดือนทุกอย่างก็ยุติลง
สิ่งนี้ล้วนมีที่มาจาก “การเรียนรู้ประวัติศาสตร์” นำมาสู่การป้องกันไม่ให้มีสงครามนิวเคลียร์ที่จะกระทบต่อทั่วโลกอยู่กันอย่างไม่สงบสุข หรือแม้แต่หลังสงครามโลกครั้งที่ 1 “เยอรมนีต้องจ่ายค่าปฏิกรรมสงครามมหาศาล” แล้วสหรัฐฯยื่นมือเข้าช่วยเหลือคราวนั้น แต่หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 กลับไม่มีการเรียกค่าปฏิกรรมสงคราม
เรื่องนี้ทำให้ “สหรัฐอเมริกา” ต้องใช้เงินช่วยเหลือแก่ “ยุโรป 22 ประเทศ” ผ่านแผนมาร์แชลล์ (Marshall Plan) “เพื่อไม่ให้ทางเศรษฐกิจพังทลายอันจะนำไปสู่การก่อสงครามขึ้นอีกครั้ง” สิ่งเหล่านี้ก็ล้วนเกิดจากการเรียนรู้จากประวัติศาสตร์แทบทั้งสิ้นเพียงแต่ไม่สามารถลงเนื้อหาได้ครบทุกเหตุการณ์ในตำราเรียนเท่านั้น
...
ประการเช่นนี้ “การสอนประวัติศาสตร์ในยุคนี้” อาจไม่ได้มีเป้าหมายให้เด็กจดจำข้อมูลทุกอย่างได้ตามหนังสือเรียน “แต่เป็นการสอนเพื่อจุดประกายให้เด็กอยากรู้” แล้วไปหาคำตอบเพิ่มเติมด้วยตนเองจากโลกโซเซียลฯ “ครู” ต้องทำให้เด็กเห็นในสิ่งที่เรียนมันเจ๋งแค่ไหน ถ้าเด็กสนุก เขาก็จะไปหาคำตอบด้วยตนเอง
เมื่อเด็กมีแรงบันดาลใจที่จะค้นหาคำตอบด้วยตนเองก็จะสร้างทักษะกระบวนการเรียนรู้ ไม่ว่าจะเป็นการหาหลักฐาน การพิสูจน์ความจริง ได้คิดไตร่ตรอง และสรุปผล แต่ยุคนี้การเรียนรู้ค้นหาประวัติศาสตร์ด้วยตัวเอง “ควรต้องมีระบบเซฟตี้คัดกรอง” เพราะบนโลกโซเซียลฯ มีทั้งเนื้อหาจริง และเนื้อหาปลอมปะปนกันอยู่
ดังนั้นประเด็น “เด็กรุ่นใหม่พูดไม่อยากเรียนประวัติศาสตร์นั้น” อาจหมายถึงตำนานปลอม (fake) ไม่มีหลักฐานความน่าเชื่อถือหรือไม่ แต่ในส่วน “เนื้อหาความจริง” ก็ยังยินดีอยากเรียนอยู่เช่นเดิม เพราะเด็กยุคนี้ไม่เชื่ออะไรง่ายๆ มักนำข้อมูลมาเทียบหลายแหล่งข้อมูลแล้ว “ครู” มีหน้าที่คอยจัดกระบวนการชั่งน้ำหนักข้อมูลนั้น
...
สุดท้ายแล้วหลักการ “ถกเถียงเรียนรู้ประวัติศาสตร์นั้น” ส่วนใหญ่เน้นให้ได้มาซึ่ง “ข้อเท็จจริง” อีกส่วนคือ “สร้างปรากฏการณ์ความสมเหตุสมผล” เป็นการฝึกระบบความคิดที่เรียกว่า “การต่อจิ๊กซอว์” เช่น เหตุการณ์ปาเลสไตน์ในศตวรรษที่ 20 ถ้าคนเรียนประวัติศาสตร์มักสามารถต่อจิ๊กซอว์เรื่องราวทั้งหมดได้อย่างเข้าใจ
แม้ว่า “การเรียนรู้สิ่งนั้นไม่ส่งผลต่อการดำเนินชีวิต” แต่อาจเป็นต้นแบบให้มีระบบความคิด ซึ่งแท้จริงแล้ว “วิชาประวัติศาสตร์” เป็นวิชามุ่งให้ผู้เรียนใช้กระบวนการสร้างความรู้ด้วยตนเอง และฝึกฝนการคิดอย่างชำนาญ อันจะก่อให้เกิดทักษะสำคัญที่จำเป็นในศตวรรษที่ 21 ทั้งทักษะการทำงาน ทักษะชีวิต และเรียนรู้ตลอดชีพ
นี่คือ “ประวัติศาสตร์” ที่มักสอนทักษะของสังคมโลก “เพื่อสร้างคนให้เก่ง” จากการเรียนรู้เรื่องราวในอดีต เช่น กรณีญี่ปุ่นสามารถสร้างชาติอย่างไร หรือประเทศจีนเคยตกต่ำก่อนกลายเป็นประเทศมหาอำนาจได้อย่างไร แม้แต่สหรัฐอเมริกาเคยอยู่ภายใต้อังกฤษแต่สามารถมีอาวุธแข็งแกรงทั้งที่ไม่เคยมีสงครามในประเทศด้วยซ้ำ
ย้ำว่า “ประวัติศาสตร์คือ สารตั้งต้น” อันมีความสำคัญเปรียบเสมือนเป็นดัง “เสาเข็มฐานรากของสิ่งปลูกสร้างที่ยิ่งใหญ่” ต้องบ่มเพาะขึ้นมาเริ่มต้นพลิกแพลงพัฒนาต่อยอดให้เกิดประโยชน์ต่อตัวเองนั้น
ฉะนั้นประวัติศาสตร์ก็เหมือน “ตึก” ถึงแม้ว่ามีวิวัฒนาการไปไกลขนาดไหน “ฐานรากนี้ก็ยังเหมือนเดิม” มีความเชยเป็นคอนกรีตแท่งซีเมนต์ แต่ถ้าหากไม่มีตึกก็ไม่สามารถอยู่กันได้.