นับแต่การระบาดของโควิด-19 คนไทยเจอปัญหาสุขภาพจิตหนักหน่วงจนปะทุออกมาเชิงการใช้ความรุนแรงในครอบครัวนำไปสู่ “ฆ่าตัวตาย” ปรากฏเป็นข่าวบนสื่อถี่ขึ้นรายวันช่วง 2 ปีที่ผ่านมานี้
สะท้อนให้เห็นว่า “คนไทยมีความเครียดสูงขึ้น” สอดรับกับข้อมูล “กรมสุขภาพจิต” ในการจัดกิจกรรม “วันป้องกันการฆ่าตัวตายโลกประจำปี 2565” ได้เปิดเผยข้อมูลสายด่วน 1323 ตั้งแต่เดือน ต.ค.2564-ส.ค.2565 พบว่า “ผู้รับบริการมีพฤติกรรมคิดฆ่าตัวตาย 1,554 ราย” เฉลี่ยแล้วคิดฆ่าตัวตาย 141 รายต่อเดือน
ปัญหาสุขภาพจิตสู่การฆ่าตัวตายนี้ นพ.ณัฐกร จำปาทอง ผอ.สถาบันกัลยาณ์ราชนครินทร์ ให้ข้อมูลว่าการระบาดโควิด-19 ส่งผลให้อัตราคนไทยฆ่าตัวตายสำเร็จพุ่งสูงต่อเนื่องในปี 2564 อยู่ที่ 7.38 ต่อแสนประชากร คิดเป็น 4,822 ราย/ปี ใกล้เคียงปี 2563 อยู่ที่ 7.35 ต่อแสนประชากร
ตัวเลขนี้เก็บจากฐานข้อมูล “ออกใบมรณบัตร” ที่ไม่ระบุสาเหตุการตายผิดธรรมชาติอยู่มากมาย “ในจำนวนนี้มีการฆ่าตัวตายแฝงอยู่” ดังนั้นไม่ระบุสาเหตุให้ชัดตัวเลขการฆ่าตัวตายจึงไม่ถูกนับเปิดเผยออกมา
...
ผลตามมา “ตัวเลขอันเดอร์กว่าจำนวนจริง” เมื่อเทียบ 3 ฐาน คือ ฐานมรณบัตร หนังสือรับรอง ทร.4/1 แบบเฝ้าระวังการฆ่าตัวตายที่มีอัตรา 10.08 ต่อแสนประชากร คิดเป็น 6,000 กว่ารายต่อปี
สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นว่า “คนไทยฆ่าตัวตาย” ไต่ระดับสูงขึ้นมาตั้งแต่ปี 2563 เริ่มมีการระบาดของโควิด-19 เพราะถ้าเทียบปีก่อนหน้าเกิดโรคระบาดนั้นตัวเลขคนไทยฆ่าตัวตายสำเร็จอยู่ที่ 6-6.5 ต่อแสนประชากรต่อปี
ความเห็นส่วนตัวมองว่า “โควิด-19” อาจไม่มีผลโดยตรงแต่ผลทางอ้อมกระทบกับเศรษฐกิจต่างหากที่เป็นส่วนประกอบต่อ “การตัดสินใจฆ่าตัวตาย” ยิ่งกว่านั้นในช่วงโรคระบาดคลี่คลายยังปรากฏพบ “การใช้สุรา” เป็นปัจจัยสำคัญดีดตัวแข็งขึ้นนำไปสู่ “คนไทยฆ่าตัวตายสำเร็จสูงอย่างมีนัย” อันเป็นสัญญาณแนวโน้มไม่น่าดีนัก
ด้วยการดื่มสุรามีผลกระทบด้านประสิทธิภาพ และสมรรถภาพการใช้ชีวิต นำไปสู่ “อารมณ์เศร้า” เป็นตัวเร่งให้สามารถกระทำการได้ง่ายขาดความยับยั้งชั่งใจ “สิ่งใดไม่กล้าทำเมื่อดื่มมักใจกล้ายิ่งขึ้น” ดังนั้นในปี 2561-2562 “คนฆ่าตัวตายสำเร็จ” มีการดื่มสุราร่วมด้วยไม่น้อยกว่า 30% ของจำนวนการฆ่าตัวตายทั้งหมด
อีกราว 20% มีอาการมึนเมาบางสิ่งบางอย่างในช่วงกระทำการนั้น ดังนั้นในทางวิชาการต้องหันมาให้ความสำคัญเร่งด่วนแล้วจำเป็นต้องทำอะไรสักอย่างให้ผ่านพ้นในช่วงเวลานี้ไปให้ได้
จริงๆแล้วถ้าให้ไล่เรียงจำแนก “ปัญหานำไปสู่การฆ่าตัวตายสำเร็จนั้น” มีสาเหตุหลากหลายผสมผสานเป็นองค์ประกอบร่วมกันแยกได้ 4 ปัจจัยสำคัญ คือ อันดับแรก...“ปัญหาความสัมพันธ์” ที่อาจเกิดจากบุคคลนั้นถูกต่อว่าถูกตำหนิจนน้อยเนื้อต่ำใจจากความสัมพันธ์ของคนในครอบครัว หรือความสัมพันธ์กับคนใกล้ชิดก็ได้
อันดับสอง... “ภาวะความเจ็บปวดโรคเรื้อรัง” ถูกจำแนกเป็น 2 ส่วน คือ “โรคเรื้อรังทางกาย” ทำให้เกิดความเจ็บปวดรุนแรงกลายเป็นความทุกข์ทรมานต่อเนื่อง เช่น โรคมะเร็ง โรคเบาหวาน โรคไต วัณโรค เพราะเคยมีงานวิจัยศึกษา “ความเจ็บปวดส่งผลต่อผู้สูงอายุพยายามฆ่าตัวตาย” จากภาวะเจ็บปวดตามร่ายกายยาวนาน
แม้ว่าหาแพทย์เพื่อรักษากินยาแล้วก็ไม่หายดี “ไม่มีทางออกทำให้ฆ่าตัวตาย” เช่นเดียวกับ “โรคเรื้อรังทางด้านจิตใจ” โดยเฉพาะโรคจิตเภท และโรคซึมเศร้า มักเป็นปัจจัยนำไปสู่การฆ่าตัวตายได้ด้วย
อันดับสาม... “ผลกระทบจากเศรษฐกิจ” ตามปกติเมื่อเกิดวิกฤติกราฟลูกคลื่นอัตราการฆ่าตัวตายของคนไทยมักปรากฏชัดเจน “หลังเกิดวิกฤติเศรษฐกิจ 24 เดือน” ถ้าหากนับโควิด-19 ระบาดมาตั้งแต่ต้นปี 2563 จนถึงวันนี้ก็เข้า 2 ปี ที่อาจเห็นแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงลูกคลื่นตัวเลขฆ่าตัวตายเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับปีก่อนมานี้
ยกตัวอย่างเปรียบเทียบกับ “วิกฤติเศรษฐกิจต้มยำกุ้ง” ในปี 2540 มีอัตราการฆ่าตัวตายค่อนข้างสูงไต่ระดับขึ้นต่อเนื่องเรื่อยๆ จนในช่วงปี 2542 มีตัวเลขก้าวกระโดดสูงสุดชัดเจนที่ 8.6 ต่อแสนประชากร
...
เหตุนี้ในช่วงโควิด-19 ระบาดนั้น “อัตราการฆ่าตัวตายยังไม่ใช่ตัวเลขสูงสุด” แต่ต้องใช้เวลาไต่ระดับไป 1-2 ปีนับแต่การระบาดครั้งแรก นั่นก็หมายความว่า “ปี 2565–2566 น่าจะมีสถิติการฆ่าตัวตายพีกสูงสุด” แต่ด้วยกระบวนการรวบรวมตัวเลขของประเทศไทยไม่สามารถทำแบบเรียลไทม์ส่งผลให้การรับรู้ข้อมูลค่อนข้างล่าช้า
แต่ว่าเท่าที่เก็บตัวเลขจาก 3 ฐานข้อมูลนั้น พบว่าตอนนี้คนไทยฆ่าตัวตายสำเร็จอยู่ที่ 10.08 ต่อแสนประชากร ซึ่งอัตราค่อนข้างสูงเป็นประวัติการณ์มาตั้งแต่ปี 2564 แล้วด้วยซ้ำ
ถัดมาอันดับสี่... “ดื่มแอลกอฮอล์ และใช้สารเสพติด” ไม่ว่าเศรษฐกิจจะดีหรือไม่ดี “ปัจจัยดื่มสุรานำไปสู่การฆ่าตัวตายสูงทุกภูมิภาค” จากสภาวะมึนเมาขาดสติทำให้ง่ายต่อการทำร้ายตัวเองสูงกว่าปกติ
อย่างไรก็ดี “ผู้ฆ่าตัวตายสำเร็จ” มีเหตุปัจจัยอื่นมากกว่าหนึ่งข้อเป็นองค์ประกอบร่วมอยู่ด้วยเสมอ
ประการต่อมา “ช่วงอายุฆ่าตัวตายสำเร็จสูงสุด” เรื่องนี้ยังคงเป็นกลุ่มวัยทำงานอายุ 35-39 ปี ที่มีความเสี่ยงพฤติกรรมการฆ่าตัวตาย 9 ต่อแสนประชากรของช่วงวัยนี้ ถัดมาคือผู้สูงอายุตั้งแต่ 70 ปีขึ้นไป ที่นับเป็นกลุ่มฆ่าตัวตายสำเร็จสูงมาก เพราะมีความมั่นคง รุนแรง และเด็ดเดี่ยวต่อการตัดสินใจกระทำชัดเจนไม่ลังเล
ส่วนช่วงอายุ 10-20 ปีเสี่ยงฆ่าตัวตาย 4 ต่อแสนประชากรของวัยนี้ และช่วงอายุ 20-34 ปีเสี่ยงฆ่าตัวตาย 7 ต่อแสนประชากรของวัยนี้ เพราะมีความซับซ้อนทางความคิดมากมาย “แต่ถ้าเป็นเด็กต่ำกว่า 10 ขวบ” โอกาสทำได้สำเร็จน้อยมากๆ หากมีกรณีเด็กวัยนี้ต้องไม่เชื่อไว้ก่อน เพื่อทำการสืบสวนหาสาเหตุแท้จริง
...
ความจริงแล้วแต่ละวัน “คนไทย” มีการฆ่าตัวตายสำเร็จ 10-20 ราย/วัน แล้วมีข่าวเกิดขึ้นบนสื่อต่างๆ 2-3 เคส/วัน คิดเป็นอัตรา 1 ใน 5 ของเคสทั้งหมด ในจำนวนนี้ “เหตุการณ์เด็กฆ่าตัวตาย” มักได้รับความสนใจจากสื่อมวลชนเป็นพิเศษ ทำให้ถูกจับจ้องจากสังคมดูเหมือนว่า “อัตราการฆ่าตัวตายสูงขึ้น” เท่านั้นเอง
สิ่งนี้นำมาสู่ “ประเทศไทย” มีอัตราการฆ่าตัวตายสูงอันดับ 2 ของอาเซียน อยู่ที่ 8.8 ต่อแสนประชากร อันดับ 1 สิงคโปร์อัตราฆ่าตัวตาย 11.2 ต่อแสนประชากร โดยอ้างอิงตามองค์การอนามัยโลก (WHO) ในปี 2019
ประเด็น “การป้องกันการฆ่าตัวตาย” เรื่องนี้หน่วยงานภาครัฐเปิดช่องทางดูแลช่วยเหลือผู้มีปัญหาทางสุขภาพจิตอย่างหลากหลาย “เพื่อลดการสูญเสียจากการฆ่าตัวตายในประเทศไทย” ง่ายๆ คิดอะไรไม่ออกโทร.สายด่วนสุขภาพจิต 1323 หรือเข้าไป Facebook แฟนเพจ 1323 ส่งข้อความอินบ็อกซ์แล้วแจ้งเบอร์โทร.ให้ติดต่อกลับ
ตอกย้ำ “ถ้าพบเจอบุคคลโพสต์ข้อความแปลกๆอันเป็นสัญญาณเสี่ยงต่อการฆ่าตัวตายนั้น” ก็สามารถแชร์ข้อความนั้นมายัง Facebook แฟนเพจ 1323 และหน่วยงานพันธมิตรอย่าง “กองบังคับการปราบปราม กองบัญชาการสอบสวนกลาง” ที่จะดำเนินการตรวจสอบหาผู้มีความเสี่ยงนั้นอาศัยอยู่พื้นที่ใดเป็นการเร่งด่วน
โดยเฉพาะ “การฆ่าตัวตายไลฟ์สด” อันเป็นการส่งสัญญาณแสดงถึงการร้องขอความช่วยเหลือประเภทหนึ่ง โดยผู้นั้นอาจจะเอ่ยปากพูด หรือไม่เอ่ยขอความช่วยเหลือก็ตาม เพื่อจะประสานโรงพักเขตพื้นที่นั้นเข้าช่วยเหลือด้วยการติดต่อผู้อาศัยอยู่ใกล้ชิดยืดเวลาไว้ให้นานที่สุด ก่อนที่เจ้าหน้าที่จะเดินทางเข้าช่วยเหลือผู้นั้น
...
ไม่เท่านั้นยังมี Line เข้าไปที่ Line Official : คุยกัน Khuikun และแอปพลิเคชัน Sabaijai ที่มีเจ้าหน้าที่ทำการประเมินให้คำปรึกษาแก่ประชาชนตลอดเวลา ถ้ามีความเสี่ยงก็ส่งประสานหน่วยช่วยเหลือได้เช่นกัน
สุดท้ายฝากไว้เราต้องยอมรับ “ประเทศไทย” มีความเป็นไปได้ที่อาจถูกบันทึกไว้ว่า “มีอัตราการฆ่าตัวตายสูงกว่าตัวเลขจากการเก็บข้อมูลตามใบมรณบัตร” ทำให้คงถูกจัดอยู่ในอันดับต้นๆของเอเชียเช่นเดิม ดังนั้นทุกคนควรต้องยอมรับความจริง “คนไทยฆ่าตัวสูง” เพื่อนำไปสู่การมีส่วนร่วมของทุกฝ่ายเข้ามาช่วยกันป้องกันเรื่องนี้
ย้ำว่าการแก้ปัญหาคนไทยฆ่าตัวตายดีที่สุด คือต้องทำให้คุณภาพชีวิตผู้คนดีขึ้น สามารถอยู่ในสังคมอย่างมีความสุข ครอบครัวอยู่ดีมีสุข ผู้คนมีศักดิ์ศรีเท่าเทียมกัน และผู้อาศัยชายขอบห่างไกลอยู่โดดเด่ียวได้รับการดูแลที่ดี นี่ต่างหากคือทางออกของปัญหา...