• สถานการณ์โควิด-19 ไทย แนวโน้มดีขึ้น ผู้ติดเชื้อรายใหม่ และผู้เสียชีวิตเริ่มลดลง ด้านหมอเชื่อคนในประเทศส่วนใหญ่มีภูมิต้านทานโควิดฯ
  • ศูนย์จีโนม มหาวิทยาลัยมหิดล จับตาโอมิครอน BA.4.6 ที่กำลังคืบคลานแทนที่ BA.5 องค์การอนามัยโลก ชี้หลายประเทศรายงานตัวเลขผู้ติดเชื้อโควิดฯ ต่ำกว่าจริง เตือนอย่าประมาท
  • ชี้โรคปอดบวมลึกลับคร่า 4 ชีวิตที่อาร์เจนตินา เกิดจากเชื้อแบคทีเรียลีจิโอเนลลา ก่อโรคลีเจียนแนร์ ไม่ใช่โรคใหม่ ไทยเคยพบประปราย

สถานการณ์โควิดฯ ไทยแนวโน้มดีขึ้น ถึงจะช้ากว่าชาติอื่น ล่าสุดยอดผู้ติดเชื้อรายใหม่ทั้งที่เข้า รพ.และไม่มีอาการ รวมทั้งผู้เสียชีวิตเริ่มค่อยๆลดลง โดยตัวเลขผู้ติดเชื้อทั้งหมดตั้งแต่ปี 2563 จนถึงปัจจุบัน ไทยมียอดผู้ติดเชื้อยืนยันสะสมแล้วกว่า 4.6 ล้านคน และเสียชีวิตสะสมกว่า 3.2 หมื่นคน ขณะที่ศูนย์จีโนมฯ ของไทยแนะให้ระวังและจับตาโอมิครอนตัวใหม่ นอกจาก BA.2.75 ที่ทั่วโลกต่างเฝ้าจับตาการแพร่ระบาดอยู่ในขณะนี้ ซึ่งพบว่าโอมิครอนตัวใหม่นี้ มีการเติบโตและแพร่ระบาดสูงกว่า BA.5 ในหลายประเทศทั่วโลก!!!

...

โดย นพ.ศุภกิจ ศิริลักษณ์ อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กล่าวถึงสถานการณ์โควิดฯ ในไทย ว่า สายพันธุ์ที่ระบาดในไทยล่าสุด คือ สายพันธุ์ BA.4 และ BA.5 มีเกือบร้อยละ 100 สัดส่วนของ BA.5 มีมากกว่า BA.4 เกือบ 6 เท่า ส่วน BA.2.75 ขณะนี้ยังไม่เห็นวี่แววว่าจะมาแทน BA.5 และสถานการณ์ในปัจจุบันยังไม่แตกต่างจาก 2-3 เดือนที่ผ่านมา ขณะที่การตรวจหาภูมิคุ้มกันหมู่ในคนไทยนั้น ภาพรวมการฉีดวัคซีนของประเทศขณะนี้ดีขึ้น อัตราการฉีดวัคซีน 2 เข็มอยู่ที่ประมาณร้อยละ 70 และจำนวนหนึ่งน่าจะติดเชื้อไปแล้ว เชื่อว่าคนไทยที่ติดเชื้อแล้วอาจไม่รู้ตัวหรือไม่ได้ตรวจ น่าจะมีประมาณร้อยละ 30-40 บวกกับการฉีดวัคซีน ทำให้เกิดภูมิคุ้มกันที่มากพอทำให้การระบาดไม่มีปัญหาอะไร เป้าหมายของประเทศคือการฉีดเข็ม 3 อยู่ที่ร้อยละ 70-80 รวมถึงกลุ่ม 608 ที่ขอให้มาฉีดเข็มกระตุ้นให้มาก เพื่อลดความรุนแรงของโรคและลดการเสียชีวิต สำหรับผู้ที่ต้องการรอฉีดเข็มกระตุ้น เป็นวัคซีนรุ่นใหม่ที่ผลิตจาก BA.1 นั้น ความจริงคนที่ติด BA.1 สามารถติด BA.5 ได้ ซึ่งวัคซีนไม่สามารถไล่ทันสายพันธุ์ที่กลายพันธุ์ได้ ดังนั้นจึงต้องดูว่า วัคซีนรุ่นใหม่มีความแตกต่างจากวัคซีนที่ใช้อยู่ในปัจจุบันเพียงใด หากมีความแตกต่างไม่มาก ก็ไม่คุ้มค่าที่จะซื้อ

โควิดไทยแนวโน้มดีวันดีคืน "ติดเชื้อใหม่-ป่วยหนัก-ตาย" ค่อยๆ ลดลง

ด้าน นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า โควิดในปัจจุบันที่มีแนวโน้มดีขึ้น ผู้ติดเชื้อรายใหม่และผู้ป่วยอาการหนัก ใส่ท่อช่วยหายใจ รวมถึงผู้เสียชีวิต มีแนวโน้มค่อยๆ ลดลง ประชาชนส่วนใหญ่มีภูมิต้านทานเกิดขึ้นจากการฉีดวัคซีน โดย ณ วันที่ 5 ก.ย. 2565 มีการฉีดวัคซีนไปแล้ว 142,891,943 โดส มีประชาชนที่ฉีดครบ 2 เข็ม จำนวน 53,744,479 คน คิดเป็นร้อยละ 77.3 และฉีดเข็มที่ 3 ขึ้นไป 31,876,008 คน คิดเป็น ร้อยละ 45.8 ขณะนี้มีวัคซีนเพียงพอและเข้าถึงการฉีดได้ง่าย จึงอยากเชิญชวนประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยง 608 ให้มาฉีดเข็มกระตุ้น

นพ.โอภาส กล่าวอีกว่า คณะทำงานศูนย์ประเมินประสิทธิภาพและประสิทธิผลวัคซีน กรมควบคุมโรค ร่วมกับคณะทำงานวิชาการ ศูนย์ปฏิบัติการฉุกเฉินทางการแพทย์และสาธารณสุข ได้ติดตามประเมินประสิทธิผลวัคซีนโควิด-19 จากการใช้จริงในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง ผลของการใช้จริงช่วงเดือน พ.ค.-ก.ค. 2565 ที่เป็นการระบาดของโอมิครอน สายพันธุ์ย่อย BA.4/BA.5 พบว่าการฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้นจะเพิ่มประสิทธิผลในการป้องกันการป่วยรุนแรง คืออาการปอดอักเสบและใส่ท่อช่วยหายใจ จากร้อยละ 60 ในผู้ที่ได้รับครบ 2 เข็ม เป็นร้อยละ 83 ในผู้ได้รับครบ 3 เข็ม และร้อยละ 100 ในผู้ที่ได้รับครบ 4 เข็ม ส่วนการป้องกันการเสียชีวิตจากร้อยละ 72 ในผู้ที่ได้รับครบ 2 เข็ม เป็นร้อยละ 93 ในผู้รับครบ 3 เข็ม และร้อยละ 100 ในผู้ที่ได้รับครบ 4 เข็ม สำหรับกลุ่มสูงอายุ 60 ปีขึ้นไป ป้องกันปอดอักเสบ/ใส่ท่อช่วยหายใจในผู้ที่ได้รับวัคซีนครบ 3 เข็มได้ ร้อยละ 80 ต่ำกว่ากลุ่มอายุ 18-59 ปี ที่ป้องกันได้ ร้อยละ 89 แต่จะเพิ่มเป็นร้อยละ 100 เมื่อได้รับครบ 4 เข็มทั้งสองกลุ่มอายุ โดยการฉีดวัคซีนกระตุ้น 3 เข็มขึ้นไปจะมีประสิทธิผลในการป้องกันป่วยหนักและเสียชีวิตในระดับสูงกว่าร้อยละ 80 ได้นานถึง 6 เดือน

...

ศูนย์จีโนมฯ ให้จับตาโอมิครอน "BA.4.6"

ขณะที่ ศูนย์จีโนมทางการแพทย์ คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ระบุข้อมูลว่า ในรอบ 1 เดือนที่ผ่านมา มีผู้เชี่ยวชาญสังเกตพบโอมิครอน BA.4.6 มีการเติบโต-แพร่ระบาดสูงกว่า BA.5 ในหลายประเทศ โดยเดือน ส.ค.ที่ผ่านมา ทั่วโลกพบ BA.4.6 เติบโตและแพร่ระบาดเหนือกว่า BA.5 ถึง 24% ขณะที่เดือน ก.ค. มีเพียง 15% สหรัฐอเมริกาพบ BA.4.6 เติบโตแพร่ระบาดเหนือกว่า BA.5 ประมาณ 25% ประเทศแถบเอเชียพบ BA.4.6 เติบโตแพร่ระบาด เหนือกว่า BA.5 ถึง 59% ส่วนไทยยังไม่พบ BA.4.6

คาดกำลังคืบคลานแทนที่ "BA.5"

โดยศูนย์ควบคุมโรคติดต่อสหรัฐฯ อัปเดตข้อมูลสัดส่วนโอมิครอนสายพันธุ์ย่อยประจำสัปดาห์ที่ 27/8/65 บ่งชี้ชัดเจนว่า สายพันธุ์โอมิครอนใหม่ที่มีชื่อว่า BA.4.6 น่าจะเอาชนะและเข้ามาแทนที่ BA.5 ในสหรัฐอเมริกาได้เร็วๆ นี้ แม้ว่าโอมิครอน BA.4.6 จะปรากฏขึ้นในสหรัฐอเมริกาตั้งแต่เดือน พ.ค.ที่ผ่านมา แต่ปริมาณผู้ติดเชื้อยังน้อยกว่า 2% ของผู้ป่วยรายใหม่จนมาถึงเดือน ก.ค. จึงค่อยเพิ่มจำนวนขึ้น ขณะที่อัตราผู้ติดเชื้อโอมิครอน BA.5 รายใหม่ยังคงเท่าเดิม จากการรายงานล่าสุดของศูนย์ควบคุมโรคติดต่อสหรัฐฯ จำนวนผู้ติดเชื้อโอมิครอน BA.4.6 รายใหม่ในสัปดาห์นี้อยู่ที่ 7.5% ของผู้ติดเชื้อรายใหม่ทั้งหมด แต่ข่าวดีคือในอเมริกาตัวเลขผู้ติดเชื้อรายใหม่และผู้เสียชีวิตจากโควิดฯ ในเกือบทุกรัฐลดลง ดังนั้นที่ต้องเฝ้าจับตาคือโอมิครอน BA.4.6 ที่กำลังจะคืบคลานเข้ามาแทนที่โอมิครอน BA.5 อย่างช้าๆ

...

WHO เตือนอย่าประมาท หลายชาติรายงานตัวเลขติดเชื้อต่ำกว่าจริง

ด้าน รศ.นพ.ธีระ วรธนารัตน์ จากคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โพสต์เฟซบุ๊กว่า รายงานจากองค์การอนามัยโลก (WHO) เมื่อวันที่ 31 ส.ค.ระบุในรอบเดือนที่ผ่านมาโอมิครอนครองการระบาดทั่วโลกถึง 99.6% และพบว่า สายพันธุ์ย่อย BA.5 มีสัดส่วนสูงขึ้นจากเดิม ขณะที่ BA.2 มีสัดส่วนเพียง 2.7% ส่วน BA.2.75 ที่พบครั้งแรกในอินเดีย มีสัดส่วนไม่มากนัก แต่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นชัดเจนในหลายประเทศ จำเป็นต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด ทั้งมีการเตือนว่าปัจจุบันหลายประเทศมีการเปลี่ยนแปลงระบบรายงานเคส ระบบการตรวจ ทำให้เชื่อว่าตัวเลขติดเชื้อที่รายงานมาต่ำกว่าที่เกิดขึ้นจริงในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา คาดมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นกว่าสัปดาห์ก่อนหน้าจึงไม่ควรประมาท

ชี้การระบาดในไทยยังสูง สะท้อนจากตัวเลขคนตาย

ส่วนสถานการณ์โควิดระลอกโอมิครอน BA.5 ทั่วโลกเป็นช่วงขาลง ทวีปเอเชียดูจะเป็นทวีปท้ายสุดที่เข้าสู่ขาลงช้ากว่าทวีปอื่น ส่วนสายพันธุ์ที่ทั่วโลกจับตามองคือ BA.2.75 ที่ค่อยๆ เพิ่มขึ้นในหลายประเทศ แต่ในภาพรวมของโลกยังไม่น่าวิตก ส่วนการระบาดของไทยยังอยู่ในระดับสูง สะท้อนได้จากจำนวนการเสียชีวิตเฉลี่ยรอบสัปดาห์ต่อประชากรล้านคน มากกว่าค่าเฉลี่ยของโลก ของทวีปเอเชีย และของกลุ่มประเทศรายได้ปานกลางระดับสูงมาตลอด ทั้งๆ ที่หลังจาก 1 พ.ค. 65 สธ.ปรับระบบรายงานโดยไม่รวมเคสที่มีโรคร่วม ทำให้ตัวเลขรายงานน้อยลงไปแล้วก็ตาม การระบาดที่ลดลงช้ากว่าธรรมชาติของ BA.5 ในประเทศอื่นๆ นั้น น่าจะเป็นผลมาจากเรื่องการมีวันหยุดยาวหลายครั้งที่ผ่านมา ส่งผลให้มีการเดินทางและท่องเที่ยวกันมากขึ้น การรณรงค์ให้ระมัดระวัง และมีพฤติกรรมป้องกันตัวอย่างสม่ำเสมอถือเป็นเรื่องจำเป็น

...

โรคปอดบวม คร่า 4 ชีวิต ที่อาร์เจนฯ ไม่ใช่โรคใหม่

ส่วนโรคปอดอักเสบปริศนาในอาร์เจนตินา ที่ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตนั้น ตรวจพบเชื้อแบคทีเรียลีจิโอเนลลา (Legionella) 4 คน รายล่าสุดเป็นชาย อายุ 64 ปี ติดเชื้อแล้วป่วยรุนแรง ต้องใช้เครื่องช่วยหายใจ สิ่งที่น่าสนใจคือ การตรวจในกลุ่มผู้ป่วยช่วงแรกนั้น ผลตรวจออกมาเป็นลบ ทั้งนี้ โรคลีเจียนแนร์ เป็นโรคที่เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย Legionella ที่ทำให้ผู้ป่วยจะมีอาการป่วยรุนแรงจากภาวะปอดอักเสบ และเสียชีวิตได้ การติดเชื้อส่วนใหญ่มักมาจากการสูดละอองฝอยของน้ำ หรือจากดิน ที่มีการปนเปื้อนของเชื้อแบคทีเรียเข้าสู่ทางเดินหายใจ แหล่งน้ำตามธรรมชาติ เช่น แม่น้ำ ลำธาร ทะเลสาบ ตลอดจน ในสถานที่ต่างๆ อาทิ บ่อบาดาล น้ำในอุปกรณ์ หล่อเย็น เครื่องปรับอากาศ ฝักบัว สปริงเกลอร์ สระว่ายน้ำ เป็นต้น พบการติดเชื้อได้ทั้งภายในสถานพยาบาล โรงแรม อาคารสถานที่ต่างๆ และในชุมชน ส่วนชื่อของ Legionella มาจากการระบาดใหญ่ที่เกิดขึ้นในปี ค.ศ. 1976 (พ.ศ. 2519) ในกลุ่มผู้ที่เข้าพักในโรงแรมที่จัดงานรำลึกวันทหารผ่านศึกครบรอบ 200 ปี (The American Legion Convention) ณ รัฐฟิลาเดลเฟีย ประเทศสหรัฐอเมริกา มีผู้ป่วยปอดอักเสบรุนแรงกว่า 200 คน และเสียชีวิตกว่า 30 คน ในปีต่อมา จึงค้นพบว่าเกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียนี้

ไทยเคยพบผู้ป่วย "โรคลีเจียนแนร์" ประปราย

สำหรับประทศไทยมีผู้ป่วยโรคลีเจียนแนร์ ตั้งแต่ พ.ศ. 2527 และพบประปรายมาเรื่อยๆ เฉลี่ยแล้วระดับหลักหน่วยต่อปี มักพบในนักท่องเที่ยว ผู้ที่ติดเชื้อส่วนใหญ่มักจะเกิดอาการราว 5-6 วัน (ระยะฟักตัวตั้งแต่ 2-10 วัน) อาจมีอาการเบื่ออาหาร อ่อนเพลีย ปวดกล้ามเนื้อ ปวดศีรษะ และมีไข้สูง อาจมีเรื่องปวดท้อง และอุจจาระร่วงเกิดขึ้นตามมาได้ ในกรณีที่ป่วยรุนแรง จะเกิดภาวะปอดอักเสบ มีอาการไอ ไม่มีเสมหะ หอบเหนื่อย เอกซเรย์ปอดจะพบเป็นปื้นหรือจุดขาว อาจพบลุกลามได้ในปอดทั้งสองข้าง และอาจจะทำให้ระบบหายใจล้มเหลว
การติดเชื้อนั้น หากรับเชื้อมาน้อย หรือป่วยน้อย อาการจะคล้ายไข้หวัดใหญ่ เรียก ไข้พอนเตียก (Pontiac fever) มักหายเองได้และไม่เสียชีวิต แต่หากป่วยรุนแรงจนเกิดภาวะปอดอักเสบ จะเรียกโรคลีเจียนแนร์ (Legionnaires' disease) ซึ่งมีอัตราเสียชีวิตราวร้อยละ 15-20 ยาปฏิชีวนะที่ใช้รักษามีหลายชนิด เช่น ยากลุ่ม Fluoroquinolone (เช่น Levofloxacin, Moxifloxacin, Cipro floxacin), ยากลุ่ม Macrolide (ได้แก่ Azi thromycin) ดังนั้น การดูแลฟื้นฟูแหล่งน้ำ รักษาความสะอาดและบำรุงรักษาระบบต่างๆ ในอาคารสถานที่อย่างสม่ำเสมอ จะช่วยลดความเสี่ยงที่จะเกิดการระบาดได้

หมอเชื่อคนในประเทศส่วนใหญ่ มีภูมิต้านทานโควิดฯ

ขณะที่ ศ.นพ.ยง ภู่วรวรรณ หัวหน้าศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านไวรัสวิทยาคลินิก คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ระบุว่า ภาพรวมโควิดฯ มีแนวโน้มในทางที่ดีขึ้น ประชากรส่วนใหญ่มีภูมิต้านทานเกิดขึ้นจากการฉีดวัคซีนที่ฉีดไปแล้วเกือบ 143 ล้านโดส เมื่อดูการฉีดครบ 2 เข็ม อยู่ประมาณเกือบร้อยละ 80 และการฉีด 3 เข็ม ประมาณเกือบร้อยละ 40 ขณะเดียวกันประชากรส่วนใหญ่มีภูมิต้านทานเกิดขึ้นจากการติดเชื้อโดยธรรมชาติ ยอดการติดเชื้อที่มีการแจ้งให้ทราบ เป็นตัวเลขที่ต่ำกว่าความเป็นจริงมาก ในความเป็นจริงประชากรไทยติดเชื้อไปแล้วมากกว่าครึ่งหนึ่ง

ผลศึกษาพบเด็กเล็กวัย 5-6 ขวบ ไม่เคยได้รับวัคซีนติดเชื้อไปแล้วร้อยละ 47

นอกจากนี้ ศ.นพ.ยง ยังระบุเพิ่มเติมว่า จากข้อมูลที่เห็นได้ชัดในการศึกษาของศูนย์ฯ ในเด็กอายุ 5-6 ปี เป็นวัยที่ยังไม่เคยได้รับวัคซีน มีการติดเชื้อไปแล้วร้อยละ 47 จากการตรวจเลือดเพียงครึ่งเดียวที่ทราบว่าติดเชื้อ อีกครึ่งหนึ่งเป็นการติดเชื้อแบบมีอาการน้อยหรือไม่มีอาการ แต่ตรวจพบภูมิต้านทานบ่งบอกถึงการติดเชื้อมาแล้ว และจากการศึกษาร่วมกับ จ.ชลบุรี ในการศึกษาวัคซีนโควาแวกซ์ในอาสาสมัคร 215 คน มีข้อบ่งชี้ว่าจะต้องไม่เคยติดเชื้อมาก่อน แต่เมื่อนำมาตรวจเลือดคนที่บอกว่าไม่เคยติดเชื้อมาก่อน แต่ผลเลือดแสดงว่ามีการติดเชื้อมาแล้วถึง 1 ใน 3 และถ้ารวมคนที่ติดเชื้อแบบที่ทราบแล้ว จำนวนการติดเชื้อมาแล้วน่าจะเกินกว่าครึ่งหนึ่งหรือมากกว่าแน่นอน แสดงว่าคนไทยส่วนใหญ่มีการติดเชื้อเกิดขึ้นแล้ว และภูมิต้านทานที่เกิดขึ้นจากการติดเชื้อ ร่วมกับการฉีดวัคซีนนั้น จะเป็นภูมิต้านทานแบบลูกผสม ที่สามารถป้องกันและลดความรุนแรงของโรคได้เป็นอย่างดี

ผู้เขียน : หงเหมิน

กราฟิก : Jutaphun Sooksamphun