- สถานการณ์โควิดฯ ไทย มีแนวโน้วดีขึ้น "องค์การอนามัยโลก" เผยทั่วโลกมีผู้เสียชีวิตจากโควิดอย่างเป็นทางการไปแล้วในปีนี้ 1 ล้านคน เตือนทุกประเทศทั่วโลกเร่งฉีดเข็มกระตุ้น
- นักวิจัยเผยผลกระทบ "ลองโควิด" กระทบชีวิต พบคนที่ติดเชื้อแล้วป่วยรุนแรง มีแนวโน้มระยะฟักตัวของเชื้อ สั้นกว่าคนที่ติดเชื้อแล้วอาการน้อย
- ยันแนวทางการรักษาผู้ป่วยโควิดฯ แบบ 5+5 เหมาะสม เหตุเพราะมีตัวแทนจากหน่วยงานเกี่ยวข้องร่วมกลั่นกรอง-มติ ศบค.ถือว่าชอบด้วยกฎหมาย
สถานการณ์โควิดในไทยในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา แม้ยอดผู้ติดเชื้อรายใหม่ยังสูง แต่ก็มีแนวโน้มดีขึ้น ขณะที่ยอดรวมผู้เสียชีวิตทั่วโลกในปีนี้ (2565) ดูจากตัวเลขแล้วถือว่าสุดโหดร้าย เมื่อมนุษย์ถูกโควิดฯ คร่าชีวิตไปแล้วถึง 1 ล้านคน อย่างเป็นทางการ ส่งผลให้ยอดผู้เสียชีวิตรวมทั่วโลกนับตั้งแต่เกิดการระบาดเมื่อปี 2563 จนถึงปัจจุบันนี้ ทะลุกว่า 6.4 ล้านคนไปแล้ว โดยล่าสุด องค์การอนามัยโลก ออกมาชี้ว่า "อย่าวางใจว่าโควิดฯสงบ" และ "ไม่ควรใช้คำว่าเรียนรู้ที่จะอยู่กับโควิดฯ" ในเมื่อภายในปีเดียวโควิดฯ กลืนกินชีวิตมนุษย์ไปแล้วถึง 1 ล้านคน โดยย้ำขอให้รัฐบาลทั่วโลกเร่งกระตุ้นการฉีดวัคซีน เพื่อป้องกันแก่บุคลากรการแพทย์ ประชาชน รวมถึงคนกลุ่มเสี่ยงให้ได้ถึง 70% ของสัดส่วนประชากร แต่จนบัดนี้ ยังพบว่ามีถึง 136 ประเทศทั่วโลก ที่ยังฉีดวัคซีนได้ไม่ถึงเป้า นอกจากนี้ ยังมีอีกหนึ่งปัญหาที่น่ากังวลไม่น้อยไปกว่ากันเลย นั่นคืออาการ "ลองโควิด" ซึ่งมีตั้งแต่อาการที่ไม่รุนแรง จนถึงขั้นทำให้ร่างกายทรุดโทรม และมีผลระยะยาวตั้งแต่หลายสัปดาห์ ไปจนถึงหลายเดือนหลังหายจากการป่วยโควิดฯ !!!
...
"ลองโควิด" ก่อให้เกิดผลกระทบกับชีวิต
โดย รศ.นพ.ธีระ วรธนารัตน์ จากคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เผยแพร่ข้อมูล คณะวิจัยจากโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เผยแพร่ผลการวิจัยในวารสารการวิทยาศาสตร์การแพทย์ เมื่อ 25 ส.ค.ที่ผ่านมา โดยศึกษาในประชากรผู้ใหญ่ 1,383 คน อายุเฉลี่ย 44.3 ปี เป็นหญิงราว 60% ครึ่งหนึ่งไม่มีประวัติโรคประจำตัว สาระสำคัญพบว่า มี 767 คน ที่เคยติดเชื้อโรคโควิด-19 และมีถึง 37% ที่ประสบปัญหาลองโควิด โดยมีอาการคงค้างหรือผิดปกติ 7 เดือนหลังจากติดเชื้อ ในผู้ป่วยที่ประสบปัญหาลองโควิดหากติดตาม 15 เดือน พบว่า 47.9% หายป่วย อีก 52.1% ยังมีอาการผิดปกติเรื้อรัง ในกลุ่มที่มีอาการคงค้างเรื้อรัง จะมีอัตราการต้องรับการดูแลรักษาพยาบาลมากกว่า และกระทบการดำรงชีวิตประจำวันและมีคุณภาพชีวิตที่แย่กว่า งานวิจัยนี้ยังชี้ให้เห็นว่าปัจจัยเสี่ยงที่สัมพันธ์กับการเกิดปัญหาลองโควิดระยะยาว ได้แก่ การที่ป่วยหลายอาการตอนพบว่าติดเชื้อ การประสบปัญหาไม่มีสมาธิ 7 เดือน
โดยข้อมูลล่าสุดจากสถาบันบรูกกิงส์ ได้ประเมินผลกระทบของลองโควิดในสหรัฐอเมริกา พบว่า ปัจจุบันจะมีประชากรวัย 18-65 ปี ประมาณ 16 ล้านคน ที่กำลังประสบปัญหาลองโควิด 2-4 ล้านคน ไม่สามารถทำงานได้ คิดเป็นความสูญเสียจากการขาดรายได้ที่สูงถึง 170,000 ล้านเหรียญต่อปี แม้ข้อมูลข้างต้นเป็นการประเมินระดับมหภาค แต่สำหรับไทยมีจำนวนการติดเชื้อที่ผ่านมาในระดับสูงมาก ควรตระหนักถึงความสำคัญของผลกระทบที่จะเกิดขึ้นจากลองโควิดด้วย ทั้งต่อระดับประเทศ ระดับกิจการห้างร้าน ครอบครัว ระดับบุคคล ไม่ใช่แค่งานที่ใช้แรงงาน แต่รวมถึงงานที่ต้องใช้สมองและทักษะด้วย ข้อมูลทางการแพทย์จากการศึกษาวิจัยทั่วโลกในปัจจุบัน ฟันธงให้เห็นชัดเจนว่าลองโควิดเกิดปัญหาจากหลายกลไก ทั้งเรื่องการติดเชื้อเรื้อรังหรือการคงค้างของชิ้นส่วนไวรัสในร่างกาย กระบวนการอักเสบเรื้อรัง การทำงานผิดปกติของเซลล์ในอวัยวะต่างๆ ของร่างกาย จากการถูกทำลายภายหลังการติดเชื้อ ซึ่งการป้องกันตัวไม่ให้ติดเชื้อนั้นย่อมดีที่สุด
นักวิจัยฯ พบ "วัยรุ่น" มีปัญหาลองโควิดมากกว่า "เด็กเล็ก"
...
นอกจากนี้ คณะวิจัยจาก รพ.มหาวิทยาลัยเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ยังเผยแพร่ผลวิจัยที่ศึกษาความชุกของลองโควิดในเด็กอายุต่ำกว่า 18 ปี ที่เคยติดเชื้อโควิดฯ เปรียบเทียบกับคนที่ไม่ติดเชื้อ พบสาระสำคัญคือ เด็กที่ติดเชื้อโควิดฯ มีปัญหาลองโควิดทำให้เกิดอาการผิดปกติต่างๆ ราว 9.1% ทั้งนี้ เด็กวัยรุ่น 12-17 ปี จะประสบปัญหาลองโควิดมากกว่าเด็กเล็ก อาการผิดปกติที่พบบ่อยได้แก่ ปัญหาการดมกลิ่น ไม่มีสมาธิ ปวดท้อง ผลการศึกษาสะท้อนให้ผู้ปกครองและครูเห็นถึงความสำคัญในการดูแลเด็ก เพื่อให้ความรู้และฝึกทักษะในการป้องกันตัวไม่ให้ติดเชื้อ ปรับสภาพแวดล้อมให้มีการถ่ายเทอากาศที่ดี หากเด็กเคยติดเชื้อมาก่อน ผู้ปกครองควรสังเกต ประเมินสุขภาพของเด็กทั้งด้านกาย อารมณ์ สมาธิ ฯลฯ ถ้าพบสิ่งผิดปกติจะได้ปรึกษาแพทย์ตรวจวินิจฉัย และดูแลรักษาอย่างเหมาะสมได้ทันท่วงที
ชี้ระยะการฟักตัวสั้น มีแนวโน้มป่วยรุนแรง
นอกจากปัญหาผลกระทบจากภาวะลองโควิดฯ แล้ว ยังมีข้อมูลจากงานวิจัยเปิดเผยถึงระยะการฟักตัวของเชื้อโควิดฯ สายพันธุ์ต่างๆ มีแนวโน้มสัมพันธ์กับอาการป่วย โดย Wu Y และคณะจากประเทศจีน ได้ทบทวนงานวิจัยเกี่ยวกับระยะฟักตัวเฉลี่ยของโควิดฯ จำแนกตามสายพันธุ์ต่างๆ เผยแพร่ในวารสารการแพทย์สากล JAMA Network Open เมื่อวันที่ 22 ส.ค.ที่ผ่านมา สาระสำคัญคือ สายพันธุ์ของไวรัสโรคโควิด-19 มีระยะฟักตัวเฉลี่ย (ระยะเวลาตั้งแต่มีการติดเชื้อจนเริ่มมีอาการ) สั้นลงอย่างต่อเนื่อง ดังนี้ อัลฟา เริ่มติดเชื้อจนมีอาการ ใช้เวลาราว 5 วัน สายพันธุ์เบตาใช้เวลา 4.5 วัน สายพันธุ์เดลตา ใช้เวลา 4.41 วัน และสายพันธุ์โอมิครอนที่ระบาดปีนี้ ใช้เวลาสั้นลงเหลือแค่ 3.42 วัน
...
โดยผลวิจัยนี้ชี้ให้เห็นว่าสายพันธุ์อัลฟากับเบตานั้น มีระยะฟักตัวพอๆ กับสายพันธุ์ดั้งเดิมที่เริ่มระบาดที่อู่ฮั่น ประเทศจีน (ราว 5.2 วัน) แต่สายพันธุ์ที่ระบาดตั้งแต่กลางปีที่แล้วเป็นต้นมา คือ เดลตา และ โอมิครอน มีระยะฟักตัวที่สั้นลงกว่าเดิมอย่างเห็นได้ชัดเจน หากลองจำแนกตามความรุนแรงของโรคแล้ว จะพบว่าคนที่ติดเชื้อแล้วป่วยรุนแรง มีแนวโน้มที่จะมีระยะฟักตัวของเชื้อสั้นกว่าคนที่ติดเชื้อแล้วมีอาการน้อย ประโยชน์ของงานวิจัยนี้ช่วยให้เราทราบธรรมชาติของโรค และคอยสังเกตอาการผิดปกติหลังจากมีประวัติไปคลุกคลีสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ที่ติดเชื้อ และการใช้ชีวิตประจำวันจำเป็นต้องตระหนัก และใส่ใจต่อสุขภาพของตนเองและสมาชิกในครอบครัว การใส่หน้ากากอย่างถูกต้องเป็นหัวใจสำคัญ ที่จะช่วยลดความเสี่ยงไปได้มาก
ยันแนวทางรักษาโควิดฯ 5+5 เหมาะสม เป็นมติ ศบค.ชี้ชอบด้วย ก.ม.
ส่วนกรณีที่นักวิชาการและแพทย์แสดงความคิดเห็นคัดค้าน ศบค. เห็นชอบกำหนดแนวทางการรักษาผู้ป่วยโควิดฯ จากเดิม 7+3 วัน คือให้ผู้ป่วยแยกตัวเพื่อรักษา 7 วัน และสังเกตอาการ 3 วัน เป็น 5+5 วัน คือแยกตัวเพื่อรักษา 5 วัน และสังเกตอาการ 5 วัน จนกลายวิวาทะโต้แย้งกันนั้น เรื่องนี้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.สาธารณสุข ให้สัมภาษณ์ว่า มติ ศบค.ถือว่าชอบด้วยกฎหมายและแนวทางปฏิบัติ ซึ่งก่อนมีมติออกมาต้องผ่านการกลั่นกรองจาก ศบค.ชุดเล็ก ซึ่งมีตัวแทนแพทย์ นักวิชาการ ผู้แทนกรมควบคุมโรค และผู้แทนกรมการแพทย์พิจารณาร่วมกันมาแล้ว แนวทางการรักษานั้น มีการปรับปรุงมาตลอด โดยพิจารณาจากสถานการณ์การระบาด และความรุนแรงของโรค แนวทาง 5+5 ถือว่าเหมาะสมที่จะให้ประชาชนปฏิบัติและปลอดภัย เมื่อเป็นมติ ศบค.แล้วถือว่ามีผลตามกฎหมาย ส่วนที่พบว่าบางจังหวัดยังพบการระบาดเป็นระยะ หรือ Small Wave นั้น ขอยืนยันว่าสถานพยาบาลต่างๆ มีความพร้อมทั้ง แพทย์ เตียง ยา และเวชภัณฑ์
...
แจงการใช้ "พ.ร.บ.โรคติดต่อ" คุมโควิดฯ
ส่วนกรณีร่าง พ.ร.บ.โรคติดต่อ พ.ศ. ... ที่จะมาใช้ควบคุมสถานการณ์โควิด-19 แทน พ.ร.ก.ฉุกเฉิน นั้น นายอนุทิน กล่าวชี้แจงว่า ตอนนี้ยังมีการคง พ.ร.ก.ฉุกเฉิน อยู่ ส่วนของ พ.ร.บ.โรคติดต่อ จะเข้ามาควบคุมเรื่องโควิดต่อ ต้องยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ก่อน ซึ่งเป็นอำนาจของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม การคง พ.ร.ก.ฉุกเฉิน เคยมีการตีความถึงอำนาจทางกฎหมาย เพื่อให้ผู้ว่าราชการจังหวัดมีความมั่นใจในการใช้อำนาจเพื่อควบคุมโรคมากขึ้น เช่น ให้อำนาจผู้ว่าฯ ในการสั่งปิดสถานบริการ ไม่เช่นนั้น ผู้ประกอบการอาจฟ้องร้องได้
ไทยมีวัคซีนที่มีประสิทธิภาพเพียงพอ ฉีดเข็มกระตุ้น
นอกจากนี้ นายอนุทิน ยังกล่าวถึงกรณีที่ สหรัฐอเมริกาเตรียมใช้วัคซีนไฟเซอร์รุ่นที่ 2 ในเดือน ก.ย.นี้ ว่า ไทยต้องรอให้บริษัทมายื่นเรื่องก่อน อย่างไรก็ตาม ขณะนี้เรามีวัคซีนที่มีประสิทธิภาพและจำนวนเพียงพอสำหรับการฉีดเข็มกระตุ้น จึงขอให้ประชาชนมารับเข็มกระตุ้นให้มากที่สุด เพราะมีหลักฐานยืนยันว่าผู้รับเข็มที่ 4 จะไม่ป่วยรุนแรงและไม่เสียชีวิต นอกจากนี้ยังมีวัคซีนซิโนแวคสำหรับฉีดให้กับเด็กเล็ก อายุ 3 ปีขึ้นไป และมีการวิจัยวัคซีนสำหรับเด็กเล็ก อายุ 6 เดือนขึ้นไป ซึ่งได้ขอให้ผู้รับใบอนุญาตนำข้อมูล จากผู้ผลิตมาขึ้นทะเบียนขอขยายช่วงอายุการฉีดกับสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.)
ผู้เขียน : หงเหมิน
กราฟิก : Varanya.p