“หมอธีระ” ชี้ผู้ป่วยโควิด-19 เสียชีวิตของไทย ยังสูงเป็นอันดับ 13 ของโลก อันดับ 5 ของเอเชีย รวมถึงสูงกว่าค่าเฉลี่ยของโลก ทั้งที่เป็นยอดไม่รวมคนเสียชีวิตที่มีโรคอื่นร่วม คาดตัวเลข คนตายสูงกว่าที่เห็นในรายงาน พร้อมแนะให้ระวังผลตรวจ ATK เป็นลบในครั้งแรกอย่าเพิ่งชะล่าใจ ยิ่งมีอาการป่วยร่วม แต่ตรวจไม่พบเชื้อ ควรตรวจซ้ำใน 48 ชั่วโมง ด้านอธิบดีกรมควบคุมโรคเตือน ประชาชนไม่ควรตื่นตระหนกกรณีจีนพบผู้ติดเชื้อไวรัสเลย์วี ที่มีผลวิจัยชี้ “หนูผี” อาจเป็นพาหะในการแพร่เชื้อตามธรรมชาติ ตามด้วยแพะและหมา แต่ยังไม่มีหลักฐานแพร่ระบาดจากคนสู่คนและยังไม่พบผู้เสียชีวิต
ไทยยังต้องลุ้นยอดผู้ป่วยโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) หลังวันหยุดยาวสุดสัปดาห์นี้ หลังจากผู้ติดเชื้อและผู้ป่วยเสียชีวิตเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง เมื่อวันที่ 12 ส.ค. ศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 หรือ ศบค.รายงานมีผู้ป่วยรายใหม่ รักษาตัวใน รพ.จำนวน 2,455 คน เป็นผู้ป่วยในประเทศทั้งหมด และมีผู้ติดเชื้อในเรือนจำ 11 คน หายป่วย 2,142 คน ผู้ป่วยรักษาตัวอยู่ 21,584 คน อาการหนัก 920 คน ใส่ท่อช่วยหายใจ 477 คน เสียชีวิตเพิ่ม 33 คน มาจาก กทม. 3 คน ปริมณฑล 4 คน ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 6 คน ภาคใต้ 1 คน ภาคกลาง และภาคตะวันตก 19 คน แยกเป็นชาย 19 คน หญิง 145 คน เป็นผู้มีอายุ 60 ปีขึ้นไป 30 คน อายุน้อยกว่า 60 ปี แต่มีโรคเรื้อรัง 3 คน รวมตั้งแต่ปี 2563 ไทยมีผู้ป่วยโควิด-19 ยืนยันสะสม 4,616,512 คน หายป่วยแล้ว 4,563,165 คน เสียชีวิตสะสม 31,763 คน ขณะที่ภาพรวมยอดฉีดวัคซีน วันที่ 11 ส.ค.2565 ยอดฉีดทั่วประเทศ 42,961 โดส เข็มที่ 1 : 4,543 คน เข็มที่ 2 : 7,762 คน และเข็มที่ 3 : 30,656 คน
ด้าน รศ.นพ.ธีระ วรธนารัตน์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โพสต์เฟซบุ๊กถึงสถานการณ์การระบาดของโรคโควิด-19 ในประเทศไทยว่า จำนวนเสียชีวิตเมื่อวันที่ 11 ส.ค.ของไทย สูงเป็นอันดับ 13 ของโลก และอันดับ 5 ของเอเชีย เมื่อดูค่าเฉลี่ยรอบ 7 วันต่อประชากรล้านคน จะพบว่าการเสียชีวิตของไทยยังคงสูงกว่าค่าเฉลี่ยของโลก สูงกว่าของทวีปเอเชีย และสูงกว่ากลุ่มประเทศรายได้ปานกลางระดับสูงอย่างชัดเจน ยิ่งหากเราทราบกันดีว่า จำนวนเสียชีวิตรายวันที่รายงานในระบบนั้น ไม่รวมคนที่เสียชีวิตที่มีโรคอื่นร่วม ตัวเลขจริงของผู้เสียชีวิตทั้งหมดตรวจพบว่าติดเชื้อโรคโควิด-19 ย่อมสูงกว่าที่เห็นในรายงาน และถ้านำมาพล็อตกราฟ จะยิ่งเห็นกราฟที่ทิ้งห่างจากประเทศอื่นมากขึ้น สะท้อน ให้เห็นว่าการระบาดยังคงรุนแรงและทำให้เกิดความสูญเสีย การป้องกันตัวอย่างสม่ำเสมอสำคัญมาก
รศ.นพ.ธีระระบุอีกว่า การใช้ ATK นั้น องค์การอาหารและยาของสหรัฐอเมริกา ออกประกาศเตือนประชาชนล่าสุดเมื่อวันที่ 11 ส.ค.2565 ให้ระวังเรื่อง “ผลลบปลอม” กล่าวคือ ชุดตรวจเองที่บ้าน มักมีปัญหาเรื่องความไว ทำให้เกิดผลลบปลอมได้สูง แปลว่าติดเชื้อแต่ตรวจได้ผลลบ ทำให้คนเข้าใจผิดคิดว่าตัวเองไม่ติดเชื้อ และมีโอกาสที่จะประมาท ใช้ชีวิตไม่ป้องกันตัว และแพร่ให้คนใกล้ชิดและชุมชนได้ คำแนะนำคือหากตรวจแล้วได้ผลบวก มักจะบ่งถึงการติดเชื้อจริง สำหรับ “คนที่มีประวัติสัมผัสหรือสงสัยว่าจะติดเชื้อ แต่ยังไม่มีอาการ” หากตรวจ ATK แล้วได้ผลลบในครั้งแรก อย่าชะล่าใจ ควรตรวจซ้ำในอีก 48 ชั่วโมง และแม้จะยังได้ผลลบอีกครั้ง ควรตรวจซ้ำเป็นครั้งที่สามในอีก 48 ชั่วโมงถัดมา ส่วน “คนที่มีอาการป่วย” สงสัยว่าจะเป็นโควิด-19 หากตรวจ ATK แล้วได้ผลลบในครั้งแรก ก็อย่าชะล่าใจ ควรตรวจซ้ำในอีก 48 ชั่วโมง แต่หากได้ผลลบอีกครั้งและยังมีความกังวล ควรตรวจซ้ำเป็นครั้งที่สามในอีก 48 ชั่วโมงถัดมาด้วย ATK หรือหาทางไปตรวจ RT-PCR หรือปรึกษาแพทย์ ถ้าครั้งใดที่ตรวจแล้วได้ผลบวก แปลว่ามีโอกาสติดเชื้อจริง ควรปฏิบัติตัวตามข้อปฏิบัติสำหรับผู้ติดเชื้อ และแยกตัวจากคนอื่น ตนเคยเตือนตอนช่วงต้นๆ ที่มีการนำ ATK มาใช้ในเมืองไทยถึงปัจจุบันว่า ต้องระวังเรื่องผลลบปลอมให้ดี การตรวจซ้ำเป็นระยะๆนั้นมีความสำคัญมาก
ด้าน นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค เปิดเผยว่า ตามที่ประเทศจีนเผยแพร่รายงานว่า ตรวจพบผู้ติดเชื้อไวรัสเลย์วี (LayV) เป็นครั้งแรก ผู้ติดเชื้อมีประวัติสัมผัสกับสัตว์ในช่วงที่ผ่านมา ส่วนใหญ่เป็นเกษตรกร อาศัยอยู่ในพื้นที่หลายจังหวัดของมณฑลซานตงและเหอหนาน ทางตะวันออกเฉียงเหนือของจีน คณะนักวิทยาศาสตร์พบว่าเชื้อไวรัสเลย์วีมีแนวโน้มแพร่ระบาดจากสัตว์สู่คน และได้นำสัตว์ป่ามาตรวจหาเชื้อไวรัสเลย์วี และพบการติดเชื้อในหนูผี (shrew) ร้อยละ 25 จากทั้งหมด 262 ตัว ผลวิจัยในครั้งนี้บ่งชี้ว่า หนูผี อาจเป็นพาหะในการแพร่เชื้อตามธรรมชาติ และยังพบสัตว์อื่นๆที่ติดเชื้อคือ แพะ ร้อยละ 2 และสุนัข ร้อยละ 5 ทั้งนี้กรมควบคุมโรค ได้ติดตามสถานการณ์นี้อย่างใกล้ชิด ซึ่งยังไม่มีหลักฐานพบการแพร่ระบาดจากคนสู่คนได้ และยังไม่พบผู้เสียชีวิตจากการติดเชื้อไวรัสเลย์วี ประชาชนไม่ควรตื่นตระหนกต่อการแพร่กระจายของเชื้อไวรัสดังกล่าว
วันเดียวกัน ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคแห่งชาติสหรัฐฯ (CDC) ผ่อนคลายคำแนะนำด้านการ ป้องกันไวรัสโควิด-19 ทั่วประเทศ ประกาศยกเลิก มาตรการรักษาระยะห่าง 2 เมตร การกักบริเวณตัวเอง หากใกล้ชิดผู้ติดเชื้อ ยกเลิกมาตรการตรวจเชื้อเด็กนักเรียนแบบวันต่อวัน ส่วนหน้ากากอนามัยให้สวมเฉพาะพื้นที่ที่มีการแพร่ระบาดรุนแรง หรือบุคคลนั้น มีความเสี่ยงที่จะแสดงอาการป่วย ขณะที่สำนักข่าวเอพีระบุว่า การปรับแก้คำแนะนำมีขึ้นหลังทางการประเมิน ว่า ชาวอเมริกันอายุ 16 ปีขึ้นไป กว่า 95 เปอร์เซ็นต์ เคยผ่านการติดเชื้อหรือได้รับวัคซีนครบโดส


