สธ.ดาหน้าโต้ให้สถานพยาบาลจัดซื้อยาต้านไวรัส รักษาโรคโควิด-19 เริ่ม 1 ก.ย.นี้ ไม่ช้าไป ยันไม่มีใครกระทุ้ง แต่ทำตามแผนงาน ย้ำให้ รพ.ซื้อยาได้เอง ไม่ใช่ให้ประชาชนซื้อยาเอง ต้องจ่ายโดยแพทย์ตามแนวทางเวชปฏิบัติฯ เชื่อสถานการณ์ความรุนแรงของโรคค่อยๆลดลง พร้อมแนะหลังเป็นโรคติดต่อเฝ้าระวัง 1 ต.ค.นี้ ประชาชนยังต้องปฏิบัติตัวเช่นเดิม ทั้งฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้น สวมหน้ากาก เว้นระยะห่าง หมั่นล้างมือ ป่วยกักตัวรักษา 7+3 วัน ยกเลิกกักตัวกลุ่มเสี่ยง ขณะที่ผู้ป่วยเข้า รพ.รายวันยังไม่ลดกลับมาใกล้แตะ 2 พันคน ตายเพิ่มอีก 33 คน
หลังจากคณะกรรมการโรคติดต่อแห่งชาติ มีมติเมื่อวันที่ 8 ส.ค.ที่ผ่านมา ลดระดับโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) จากโรคติดต่ออันตราย เป็นโรคติดต่อที่ต้องเฝ้าระวัง มีผลวันที่ 1 ต.ค.นี้ และอนุญาตให้ รพ.จัดซื้อยาต้านไวรัสได้เอง มีผลตั้งแต่ 1 ก.ย.นี้ ต่อมาเมื่อวันที่ 9 ส.ค. นพ.ธงชัย กีรติหัตถยากร รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ให้สัมภาษณ์ถึงกระแสวิพากษ์วิจารณ์ให้ รพ.จัดซื้อยาต้านไวรัสรักษาโควิด-19 ได้เอง เริ่มวันที่ 1 ก.ย. ช้าเกินไปหรือไม่ว่า การปรับให้แต่ละ รพ.จัดซื้อยาต้านไวรัสได้เองอยู่ในแผนของ สธ.ที่เป็นรายละเอียดของการทำให้โควิด-19 เป็นโรคประจำถิ่นที่ระบุแต่ละระยะจะดำเนินการอะไรบ้าง ขณะนี้สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) รายงานว่ามีผู้ได้รับอนุญาตนำเข้ายาทั้งฟาวิพิราเวียร์ โมลนูพิราเวียร์ และเรมดิซิเวียร์ หลายบริษัทแล้ว มีทั้งองค์การเภสัชกรรม (อภ.) และบริษัทเอกชน ซึ่งยาต้านไวรัสสามารถซื้อขายได้นานแล้ว แต่บางบริษัทยังขายให้กับภาครัฐเท่านั้น เพราะยายังเป็นการขึ้นทะเบียนใช้ในภาวะฉุกเฉิน (EUA) จึงไม่กล้าขายให้เอกชน ที่ผ่านมา สธ.เป็นผู้จัดซื้อยาและกระจายไปยัง รพ.ต่างๆทุกสังกัด แต่ขณะนี้สถานการณ์โควิด-19 เปลี่ยนแปลงไป สธ.จึงทำหนังสือแจ้งไปให้ยัง รพ.ต่างๆรวมถึงคลินิก สามารถซื้อยาได้เองผ่านการบริหารจัดการงบประมาณของแต่ละหน่วย พร้อมแจ้งว่ามีบริษัทใดบ้างที่ได้รับอนุญาตนำเข้า เพื่อให้ รพ.ไปติดต่อ เนื่องจากการจัดซื้อจะต้องมีการวางแผนจัดซื้อ
ส่วนที่มีการวิพากษ์วิจารณ์ว่า ที่ สธ.เพิ่งประกาศเพราะเกิดจากการกระทุ้งของนักวิชาการบางคนนั้น นพ.ธงชัยกล่าวว่าการดำเนินงานตามขั้นตอนอยู่แล้ว ไม่ได้เกี่ยวกับว่า มีใครกระทุ้ง เพราะบริษัทยาขออนุญาต อย.นำเข้ามานานแล้ว แต่ไม่ได้จัดซื้อยาเอง เพราะทาง สธ.จัดสรรยาให้ ฉะนั้น เมื่อเข้าระบบปกติยาต้านไวรัสโควิดจะเป็นยาตัวหนึ่งใน รพ.ที่มีระบบการจัดซื้อจัดจ้างตามปกติ เหมือนตอนไข้หวัดใหญ่ 2009 ระบาด เมื่อถึงจุดหนึ่ง ยาเพียงพอ มีบริษัทเข้ามาขายเยอะ จากนั้นเป็นยาในบัญชียาของ รพ.ก็มีการจัดซื้อเอง สธ.จะหาเงินมาซื้อยาแจกทุกสังกัดคงไม่ได้ ต่างคนต่างเข้าสู่ระบบปกติ และขอย้ำว่า การให้ รพ. ซื้อยาได้เอง ไม่ใช่ให้ประชาชนซื้อยาได้เอง เพราะยาต้านไวรัสต้องจ่ายโดยแพทย์ตามแนวทางเวชปฏิบัติ ดูแลรักษาผู้ป่วยโควิด-19 ดังนั้น ไม่ใช่ว่าผู้ป่วยอาการ น้อย ไม่มีความเสี่ยงแล้วจะไปขอซื้อยาใน รพ. เพราะ การวินิจฉัยโรคต้องเกิดจากดุลพินิจของแพทย์
ขณะที่ นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวถึงการลดระดับโรคโควิด-19 จากโรคติดต่ออันตราย เป็นโรคติดต่อเฝ้าระวัง เริ่ม 1 ต.ค.นี้ว่า การดำเนินการทุกอย่างเพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ของโรคในปัจจุบัน อีกทั้งในต้นเดือนตุลาคม คณะกรรมการภาวะฉุกเฉิน องค์การอนามัยโลก จะประชุมหารือเรื่องระดับเตือนภัยโควิด-19 เนื่องจากสถานการณ์โควิดเปลี่ยนไปมาก สำหรับการจัดระดับโรค กรมควบคุมโรคแบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ 1.โรคติดต่อทั่วไป เป็นโรคที่มีชื่อเอาไว้ หากรุนแรงขึ้น อาจประกาศเป็นโรคระบาด 2.โรคติดต่ออันตราย คือโรคที่ต้องเฝ้าระวังสูงสุด แพร่เร็วต้องให้อำนาจเจ้าหน้าที่ในการดำเนินการต่างๆ เพื่อควบคุมกักตัวหากอยู่ในระยะสงสัยและ 3.โรคติดต่อเฝ้าระวังเป็นโรคที่ไม่รุนแรงมาก แพร่ระบาดไม่สูง เมื่อโควิดเป็นโรคติดต่อเฝ้าระวัง เทียบได้กับโรคไข้เลือดออกที่ต้องมีการระวังและรายงานการติดเชื้อมายังระดับกรมควบคุมโรค จากนั้นรายงานให้ สธ.ทราบ แต่เชื่อสถานการณ์ความรุนแรงของโรคค่อยๆปรับลดลง และการกลายพันธุ์ของโรคก็ช้าลงด้วย เห็นว่าไวรัสมีการเปลี่ยนแปลงจาก อู่ฮั่น อัลฟา เบตา โอมิครอน และสายพันธุ์ย่อยจาก BA.1, BA.2 และ BA.4, BA.5 อีกทั้งเราอยู่กับโรคนี้มา 3 ปีแล้ว รู้ว่าจะต้องป้องกันตนเองอย่างไร
นพ.โอภาสกล่าวอีกว่า เมื่อลดระดับเป็นโรคติดต่อเฝ้าระวัง ประชาชนยังต้องปฏิบัติตัวเช่นเดิม ยังคงต้องรับวัคซีนเข็มกระตุ้นทุก 4 เดือน และควรสวมหน้ากากอนามัย เว้นระยะห่าง ล้างมือ ส่วนการรักษาและการแยกกักตัว คนป่วยแยกกักรักษาจากเดิม 14 วัน เหลือ 7+3 วัน ส่วนการกักตัวคนสัมผัสผู้ป่วยยกเลิกแล้ว สำหรับการเปลี่ยนแปลงการบริหารจัดการยาใหม่ ทุกสถานพยาบาล รวมคลินิกจัดซื้อยาต้านไวรัสรักษาโควิดได้เอง แต่เนื่องจากยาต้านไวรัสทุกชนิดเป็นยาอันตราย และอยู่ในยาควบคุม ดังนั้น การจ่ายยาต้องทำโดยแพทย์
นพ.สมศักดิ์ อรรฆศิลป์ อธิบดีกรมการแพทย์ กล่าวถึงการจ่ายยาโดยแพทย์ว่า โดยหลักการการรักษาโรคจำเป็นต้องเป็นไปตามข้อบ่งชี้ทางการแพทย์ โรคโควิด-19 ก็เช่นกัน ที่สำคัญกรณียาต้านไวรัส ทั้งยาโมลนูพิราเวียร์และยาแพกซ์โลวิด ตอนที่มีการทำวิจัย ได้ทำในกลุ่มผู้ป่วยที่เริ่มมีอาการและมีปัจจัยเสี่ยง ดังนั้น หากไม่มีปัจจัยเสี่ยงแล้วให้ยากลุ่มนี้ ก็มีคำถามว่าผู้วิจัยไม่ได้ทำการศึกษาวิจัยแบบนั้น เราจะทำนอกเหนือจากนั้นหรืออย่างไร ที่สำคัญขณะนี้เริ่มมีภาวะรีบาวด์ (Rebound) เป็นปรากฏการณ์หายจากโควิดแล้วกลับมาบวกใหม่ แม้กินยาต้านไวรัส ประกอบกับทั้งยาโมลนูพิราเวียร์และยาแพกซ์โลวิด มีการประกาศให้เป็นยาที่ใช้ในยามฉุกเฉิน ซึ่งประกาศมาไม่ถึงปี เรายังไม่ทราบถึงผลข้างเคียง ดังนั้นการใช้ยาควรต้องเป็นไปตามข้อบ่งชี้ทางการแพทย์
ผู้สื่อข่าวถามว่าหากแพทย์จ่ายยาต้านไวรัสรักษาโควิดโดยไม่เป็นไปตามข้อบ่งชี้ ถือว่าผิดหรือไม่ นพ.สมศักดิ์กล่าวว่า หากแพทย์จ่ายยาไม่เป็นไปตามข้อบ่งชี้ทางการแพทย์ เรียกว่าจ่ายตามใจหมอ หรือตามใจผู้ป่วย หากเกิดเหตุอะไรขึ้นมา ผู้ป่วยอาจฟ้องร้องได้ ทางที่ดีที่สุดควรต้องจ่ายยาตามอาการ ตามข้อบ่งชี้ทางการแพทย์ที่มีผู้เชี่ยวชาญ มีคณะกรรมการพิจารณาออกมาแล้วดีที่สุด อย่างไรก็ตาม แนวทางเวชปฏิบัติฯ หรือข้อบ่งชี้ทางการแพทย์จะมีการพิจารณาปรับเปลี่ยนตามข้อมูลที่เปลี่ยนไป ซึ่งมีผู้เชี่ยวชาญดำเนินการและติดตามเรื่องนี้
ส่วนสถานการณ์โรคโควิด-19 ในไทย ศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 หรือศบค. รายงานเมื่อวันที่ 9 ส.ค. พบผู้ติดเชื้อรายใหม่ 1,955 คน เป็นการติดเชื้อในประเทศ 1,954 คน เป็นผู้เดินทางจากต่างประเทศ 1 คน หายป่วยเพิ่มขึ้น 2,294 คน อยู่ระหว่างรักษา 20,947 คน อาการหนัก 935 คน ใส่ท่อช่วยหายใจ 478 คน เสียชีวิตเพิ่ม 33 คน ทั้งนี้ ตั้งแต่ปี 2563 มียอดผู้ติดเชื้อยืนยันสะสม 4,609,406 คน หายป่วยสะสม 4,556,797 คน เสียชีวิตสะสม 31,663 คน ขณะที่ใน กทม.พบผู้ป่วยรายใหม่ 1,366 คน เสียชีวิต 3 คน ส่วน 10 เขตที่มีผู้ติดเชื้อสูงสุด ได้แก่ 1.บางกอกน้อย 96 คน 2.บางแค 79 คน 3.บางกะปิ 50 คน 4.จตุจักร 44 คน 5.ตลิ่งชัน 44 คน 6.หนองแขม 44 คน 7.สายไหม 40 คน 8.ราชเทวี 38 คน 9.ภาษีเจริญ 36 คน และ 10.บางเขน 35 คน ยอดฉีดวัคซีนเมื่อวันที่ 8 ส.ค.2565 จำนวน 19,785 โดส แบ่งเป็นเข็มที่ 1 : 1,770 คน เข็มที่ 2 : 2,831 คน เข็มที่ 3 : 15,184 คน


