• ยอดผู้ป่วยโควิดฯรายใหม่ กทม.พุ่งลิ่ว ถกหารือรับมือการระบาด เตรียมความพร้อมหลังสถานการณ์ครองเตียงเพิ่มสูงขึ้น หมอแนะสังเกตอาการ คนเดินทางกลับกรุงหลังช่วงวันหยุดยาว
  • ประชาชนแห่ฉีดวัคซีนที่สถานีกลางบางซื่อ เหตุผวา "BA.4/BA.5" จะระบาดแรงใน กทม. ช่วงปลายเดือน ก.ค.นี้
  • โอมิครอน "BA.2.75" ที่ระบาดในอินเดีย อาจไม่น่าห่วง เหตุหลบภูมิคุ้มกันคนเคยติด "BA.2" สู้ "BA.4/5" ไม่ได้ ต่างจากคนเคยติดสายพันธุ์ "เดลตา"


การแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 ในไทย ช่วงเดือน ก.ค.เริ่มน่าเป็นห่วง หลังยอดผู้ติดเชื้อรายใหม่และเสียชีวิตรายวันเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในพื้นที่ กทม. ส่งผลให้หน่วยงานเกี่ยวข้องต้องหารือรับมือการแพร่ระบาด พร้อมประสาน รพ.สังกัดต่างๆเตรียมความพร้อม หลังสถานการณ์การครองเตียงในพื้นที่กรุงเทพมหานครพุ่งสูงขึ้น จนสัญญาณเริ่มน่าเป็นห่วง นอกจากนี้ยังต้องจับตาสถานการณ์การแพร่ระบาด หลังช่วงวันหยุดยาวที่ผ่านมาว่า จะส่งผลทำให้ยอดผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นอีกหรือไม่!!! 

...

กทม.ยอดป่วยรายใหม่พุ่ง เร่งถกรับมือการระบาด

นพ.เกียรติภูมิ วงศ์รจิต ปลัดกระทรวงสาธารณสุข กล่าวถึงสถานการณ์โควิดฯ ว่า ขณะนี้มีแนวโน้มพบการติดเชื้อเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะพื้นที่ กทม. ปริมณฑล และจังหวัดท่องเที่ยว ทำให้มีผู้ป่วยเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลเพิ่มขึ้น ซึ่ง กทม.ถือเป็นพื้นที่เปราะบางและมีความเสี่ยงในการแพร่ระบาดมากกว่าพื้นที่อื่น เนื่องจากเป็นเมืองขนาดใหญ่ มีประชากร มีการเดินทาง และมีกิจกรรมต่างๆ จำนวนมาก ดังนั้นจึงเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมกันเพื่อหารือ และเตรียมความพร้อมรองรับสถานการณ์การระบาดที่จะเกิดขึ้น โดยกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) จะขอความร่วมมือในการดำเนินการ 2 ส่วน คือ การลด ละ เลิก กิจกรรมที่ทำให้เกิดความเสี่ยงในการติดเชื้อและแพร่เชื้อ ซึ่งผู้ว่าฯ กทม. ในฐานะประธานคณะกรรมการโรคติดต่อกรุงเทพมหานคร สามารถออกมาตรการต่างๆ ภายในพื้นที่ให้มีความเหมาะสมได้

ตัวเลขผู้ป่วยครองเตียงในกรุงเทพฯพุ่ง

ส่วนการเตรียมความพร้อมด้านการรักษาพยาบาลนั้น นพ.เกียรติภูมิ กล่าวว่า ปัจจุบันมีผู้ป่วยโควิดฯ เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลประมาณ 2,000 รายต่อวัน และกว่าครึ่งอยู่ในพื้นที่ กทม. คือประมาณ 1 พันกว่าราย ส่วนเตียงผู้ป่วยโควิดอาการสีเหลืองและสีแดง หรือเตียงระดับ 2-3 ภาพรวมทั้งประเทศมีการใช้ประมาณร้อยละ 13 แต่ กทม.มีอัตราครองเตียงกว่าร้อยละ 42 ส่วนหนึ่งเกิดจากการคืนเตียงโควิดกลับไปใช้รักษาผู้ป่วยโรคอื่นๆ ทำให้ต้องเตรียมความพร้อมในการบริหารจัดการเตียงให้เพียงพอ โรงพยาบาลใน กทม.มีหลากหลายสังกัด ทั้งของ กทม. กรมการแพทย์ คณะแพทยศาสตร์ ทหาร ตำรวจ รวมถึงโรงพยาบาลเอกชน จึงต้องประสานความร่วมมือเพื่อช่วยกันรองรับสถานการณ์ โดยมี กทม.เป็นหน่วยงานหลักในการเตรียมความพร้อม และ สธ.ให้การสนับสนุนในทุกด้านอย่างเต็มที่ สำหรับประชาชนยังคงต้องเข้มมาตรการป้องกันตนเอง เพื่อลดความเสี่ยงในการติดเชื้อ และมารับวัคซีนให้ครบ 3 เข็ม รวมถึงรับเข็มกระตุ้นทุก 4 เดือน จะช่วยป้องกันอาการป่วยรุนแรงและเสียชีวิตได้

หมอแนะคนกลับจากช่วงหยุดยาว สังเกตอาการ ตรวจ ATK

ขณะที่ ศ.นพ.ยง ภู่วรวรรณ หัวหน้าศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านไวรัสวิทยาคลินิก คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โพสต์เฟซบุ๊กระบุว่า ในการระบาดในช่วงหลังมานี้ ความรุนแรงของโรคลดน้อยลง คนไข้ส่วนใหญ่จะมีอาการเจ็บคอ ไอแห้งๆ มีเสียงเปลี่ยน บางรายเท่านั้นที่มีไข้ ปวดศีรษะ มีน้ำมูก คัดจมูก ส่วนในเด็กบางคนมีไข้สูง แต่ไข้ที่ขึ้นสูงจะเป็นเพียงแค่ 1 หรือ 2 วันเท่านั้น ส่วนการไม่ได้กลิ่น และไม่ได้รส จะพบน้อยลงมาก ถ้ามีอาการดังกล่าวในระบบทางเดินหายใจ โดยเฉพาะ 1.เจ็บคอ 2.ระคายคอ 3.ไอแห้งๆ 4.มีเสียงเปลี่ยน และ 5.มีน้ำมูก หรือคัดจมูก ควรจะต้องตรวจ ATK เพื่อจะได้รีบรักษา และแยกตัวเพื่อลดการระบาดของโรคในทันที ไม่ต้องรอให้มีอาการเหนื่อย หายใจไม่เต็มอิ่ม

ลุ้นยอดติดเชื้อหลังช่วงหยุดยาว

ด้าน รศ.นพ.นิธิพัฒน์ เจียรกุล หัวหน้าสาขาวิชาโรคระบบการหายใจและวัณโรค ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล โพสต์เฟซบุ๊กเช่นกันว่า สถานการณ์รายวันที่บ้านริมน้ำ (รพ.ศิริราช) และของทั้งประเทศยังทรงตัว วันที่ 18 ก.ค.นี้ จะเป็นวันแรกหลังพ้นช่วงวันหยุดยาวครั้งแรกของเดือน ก.ค.นี้ มาลุ้นกันว่ายอดจะกระเพื่อมแบบจิ๊บจ๊อยตามคำทำนายสำนักโลกสวย หรือจะเป็นแบบบิ๊กบึ้มที่สำนักโลกหม่นออกมาสำทับไว้ แต่ไม่ว่าจะออกไม้ไหน พวกเราทุกฝ่ายต้องร่วมมือควบคุมสถานการณ์กันไปต่อ ยื้อไม่ให้สถานการณ์เลวร้าย รอให้พ้นช่วงหยุดยาวสี่วันปลายเดือนนี้อีกครั้ง สำหรับใครที่เดินทางกลับเข้าบ้านหรือที่พัก อย่าลืมหมั่นสังเกตอาการอย่างน้อย 5 วัน ไม่คลุกคลีกับคนกลุ่มเปราะบาง และรีบตรวจเอทีเคถ้ามีอาการหรือมีคนใกล้ชิดติดเชื้อ

...

เผยความรุนแรงปอดอักเสบ "โอมิครอน" ไม่ต่าง "เดลตา"

รศ.นพ.นิธิพัฒน์ ยังกล่าวถึงอาการของผู้ป่วยโควิดฯ ว่า จากที่ ศบค.รายงานตัวเลขผู้ติดเชื้อเข้ารักษาใน รพ.ราวหมื่นคน ปอดอักเสบประมาณ 800 ราย ยอดผู้ติดเชื้อรักษาแล้วดูแลตัวเองที่บ้าน คาดว่าอยู่ที่ประมาณ 3-5 หมื่นราย สัดส่วนที่เป็นปอดอักเสบถือว่าค่อนข้างน้อย ประมาณร้อยละ 8 ของคนที่เข้า รพ. ถ้าเทียบกับสมัยการระบาดของสายพันธุ์เดลตา จะพบผู้ป่วยปอดอักเสบประมาณร้อยละ 30-40 ดังนั้นการระบาดของสายพันธุ์โอมิครอนล่าสุด ถือว่าทำให้มีสัดส่วนผู้ป่วยปอดอักเสบน้อยกว่าเดลตา 5 เท่า แต่ถ้าเทียบความรุนแรงของภาวะปอดอักเสบ ไม่แตกต่างกันระหว่างสายพันธุ์โอมิครอนและเดลตา แต่สายพันธุ์โอมิครอนรอบนี้ คนที่ปอดอักเสบส่วนใหญ่เป็นคนที่มีสุขภาพไม่ค่อยดีอยู่แล้ว เป็นกลุ่ม 608 กว่าครึ่งไม่ได้รับวัคซีนป้องกันโรคโควิดด้วยเหตุผลต่างๆ อีกประมาณครึ่งอาจได้รับวัคซีน 1 เข็มบ้าง 2 เข็มบ้าง ที่รับวัคซีนเข็มกระตุ้นมีน้อยมาก ฉะนั้นการฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้นจึงเป็นเรื่องที่มีความสำคัญ จึงขอให้ประชาชนไปรับวัคซีนเข็มกระตุ้นให้มากกว่านี้

...

ย้ำติดโควิดกักตัวให้ครบ แนะออกจากบ้านต้องเคร่งครัด-ลดเสี่ยงแพร่เชื้อ

นพ.รุ่งเรือง กิจผาติ หัวหน้าที่ปรึกษาระดับกระทรวงและโฆษกกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า แนวโน้มสถานการณ์โควิด-19 กำลังเพิ่มขึ้น แต่เนื่องจากพบว่าผู้ติดเชื้อจำนวนหนึ่งมีอาการน้อย เข้ารับการรักษาแบบต่างๆ ไม่ได้กักตัวจนครบ 10 วัน ได้แก่ ผู้ป่วยที่รักษาแบบผู้ป่วยนอกและต้องแยกกักตัวเองที่บ้าน หรือผู้ที่เข้าระบบเจอ แจก จบ โดยรับยาและกลับมากักตัวที่บ้าน หรือผู้ที่โทรศัพท์เข้าระบบเพื่อให้จัดส่งยามาที่บ้าน หรือผู้ที่เข้ารับการรักษาใน รพ.และกลับมาบ้านก่อนครบ 10 วัน ไม่ได้กักตัวครบตามกำหนด ขอย้ำให้ผู้ป่วยในระบบดังกล่าวกักตัวเองอย่างน้อย 10 วัน หากมีความจำเป็นต้องออกจากบ้าน ให้เคร่งครัดการสวมหน้ากากอนามัยจนครบ 10 วันนับจากวันที่เริ่มมีอาการ การที่ผู้ติดเชื้อออกไปใช้ชีวิตนอกบ้านตามปกติทำให้เกิดความเสี่ยงในการแพร่เชื้อต่อได้ ส่งผลให้เกิดการระบาดต่อเนื่องเป็นวงกว้าง

คนกรุงผวาระบาดระลอก 6 แห่ฉีดวัคซีนศูนย์บางซื่อ

...

สำหรับบรรยากาศการฉีดวัคซีนช่วงวันหยุดยาวที่ผ่านมา ที่ศูนย์ฉีดวัคซีนกลางบางซื่อ มีประชาชนจำนวนมากเดินทางมาขอรับวัคซีนเพื่อป้องกันตัวเอง หลังมีข่าวว่าในพื้นที่ กทม. โควิดฯ จะมีการระบาดสูงตั้งแต่ปลายเดือน ก.ค.-ส.ค.นี้ โดย พญ.มิ่งขวัญ วิชัยดิษฐ ผอ.สถาบันโรคผิวหนังและผอ.ศูนย์ฉีดวัคซีนกลางบางซื่อ เปิดเผยว่า ศูนย์ฯ ได้จัดผู้เข้ามารับวัคซีนแบ่งเป็น ให้จองผ่านเครือข่ายโทรศัพท์มือถือ 4 ค่าย รองรับได้วันละ 10,000 คน แบบวอล์กอินเข้ามาวันละ 10,000 คน มีผู้จองคิวเข้ามาวันละ 7,500 คน วอล์กอิน 7,500 คน เฉลี่ยมีคนมาฉีดวัคซีนที่ศูนย์ฯ วันละ 15,000 คน ยังมีศักยภาพที่จะรองรับได้ แต่อยากแนะนำให้ประชาชนจองคิวผ่านเครือข่ายมือถือจะได้สะดวกกว่า ใช้เวลาเฉลี่ยคนละ 40 นาที ส่วนผู้วอล์กอินจะใช้เวลา 54 นาที เนื่องจากต้องลงทะเบียนก่อนรับวัคซีน ส่วนในเดือน ก.ค. และ ส.ค.นี้ที่มีวันหยุดยาวหลายช่วง ศูนย์ฯ ได้ระดมบุคลากรแต่ละส่วนงานมาเพิ่มเติม เพื่อรองรับประชาชนที่คาดว่าจะมารับการฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้นกันมากเพื่อป้องกันการระบาดที่เพิ่มขึ้น บุคลากรทางการแพทย์ประจำจุดฉีดวัคซีนช่วงนี้จะมี 300 คน ส่วนเดือน ส.ค.จะเพิ่มเป็น 350 คน

"BA.2.75" ที่ระบาดในอินเดีย อาจไม่น่าห่วง

ส่วนความกังวลเรื่องความรุนแรงของโอมิครอนสายพันธุ์ย่อย BA.2.75 ที่ระบาดในอินเดียขณะนี้นั้น ดร.อนันต์ จงแก้ววัฒนา ผู้อำนวยการกลุ่มวิจัยนวัตกรรมสุขภาพสัตว์และการจัดการศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) นักไวรัสวิทยา โพสต์เฟซบุ๊กระบุว่า เริ่มมีข้อมูลเกี่ยวกับ BA.2.75 ที่แพร่กระจายในอินเดียที่หลายคนกังวลว่าจะเป็นสายพันธุ์หลักมาแทน BA.5 ในอนาคต เนื่องจาก BA.2.75 มีการเปลี่ยนแปลงบนโปรตีนสไปก์มากกว่าสายพันธุ์ BA.2 ทั่วไป แต่การเปลี่ยนแปลงส่วนใหญ่ไปอยู่นอกส่วน RBD หรือส่วนที่สไปก์ถูกจับด้วยแอนติบอดี ทำให้ความสามารถหนีภูมิคุ้มกันของ BA.2.75 เมื่อเทียบกับ BA.5 ไม่ค่อยชัดเจนเท่าไร ข้อมูลล่าสุดจากทีมวิจัยจีนได้ทดสอบภูมิคุ้มกันจากผู้ได้รับวัคซีนซิโนแวค 3 เข็ม และติดเชื้อ BA.2 มาเปรียบเทียบกับไวรัสตัวแทนที่มีสไปก์รูปแบบต่างๆ รวมไปถึง BA.4/5 และ BA.2.75 ด้วย ผลออกมาดูเหมือนว่าความสามารถในการหนีภูมิจากคนที่มีภูมิจากธรรมชาติ (BA.2) ของ BA.2.75 ยังสู้ BA.4/5 ไม่ได้ ผลที่น่าสนใจอีกชิ้นหนึ่งคือ ภูมิจากคนติดเชื้อเดลตา (ยังไม่มีภูมิจาก BA.2) สามารถถูก BA.2.75 หนีได้ดีกว่า ซึ่งอาจจะอธิบายปรากฏการณ์ในอินเดียตอนนี้ได้ แต่ข้อมูลตัวอย่างยังน้อยคงใช้อ้างอิงไม่ได้ ข้อมูลอีกชุดหนึ่งมาจากทีมอังกฤษได้เปรียบเทียบความสามารถของยาชนิด Antibody ที่ออกมาหลายผลิตภัณฑ์กับไวรัส BA.2.75 พบว่า ไม่ได้แตกต่างจาก BA.2 ทั่วไปมากนัก ที่น่าสนใจคือยา Evulsheld ที่ไทยจะนำมาใช้ดูเหมือนจะมีประสิทธิภาพในการป้องกัน BA.2.75 ดีกว่า BA.4/5 ด้วยซ้ำ ถือว่าเป็นข่าวดีมาก.

ผู้เขียน : หงเหมิน

กราฟิก : Jutaphun Sooksamphun