กระทรวงมหาดไทย-สมาคมแม่บ้าน มท. จัดกิจกรรมแถลงการประกวดผ้าลายพระราชทาน "ผ้าขิดลายนารีรัตนราชกัญญา" ชิงรางวัลพระราชทาน ประจำปี 2565
เมื่อวันที่ 12 ก.ค.65 ที่ชั้น 1 กรมการพัฒนาชุมชน ศูนย์ราชการ นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วย ดร.วันดี กุญชรยาคง จุลเจริญ นายกสมาคมแม่บ้านมหาดไทย ดร.ศศิธร จันทมฤก ประธานชมรมแม่บ้านพัฒนาชุมชน นายธนันท์รัฐ ธนเสฏฐการย์ กรรมการที่ปรึกษาโครงการ "ผ้าไทยใส่ให้สนุก" และผู้เชี่ยวชาญด้านผ้าไทย/ผู้แทนคณะกรรมการประกวดผ้าขิดลายนารีรัตนราชกัญญา ร่วมกันแถลงข่าวการประกวดผ้าลายพระราชทาน "ผ้าขิดลายนารีรัตนราชกัญญา" ภายใต้โครงการจัดแสดงและเชื่อมโยงการตลาดภูมิปัญญาผ้าไทย "ผ้าขิดลายนารีรัตนราชกัญญา"
โดย นายสุทธิพงษ์ กล่าวว่า นับเป็นระยะเวลากว่า 60 ปี ที่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนี พันปีหลวง ได้ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณต่อการอนุรักษ์และสืบสานภูมิปัญญาของคนไทย ตั้งแต่เมื่อครั้งที่ได้ตามเสด็จพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ในคราวเสด็จพระราชดำเนินไปเยี่ยมราษฎรในภาคตะวันออกเฉียงเหนือเป็นครั้งแรก เมื่อวันที่ 2 ธันวาคม ปีพุทธศักราช 2498 ได้ทอดพระเนตรเห็นราษฎรนุ่งซิ่นไหมมัดหมี่กันเป็นส่วนใหญ่ จึงได้มีพระราชดำริว่าควรจะมีการนำภูมิปัญญาของราษฎร ที่ได้ทอผ้าไว้ใช้กันอยู่มาพัฒนาเป็นอาชีพให้เกิดรายได้แก่ราษฎร ซึ่งในเวลาต่อมาก็ได้ ทรงก่อตั้งมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถขึ้น เมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม ปีพุทธศักราช 2519 เพื่อทำการฝึกอาชีพเสริมให้กับราษฎร อีกทั้งยังมีพระประสงค์เพื่อการอนุรักษ์ และสืบสานภูมิปัญญาของคนไทยให้คงอยู่สืบไป ซึ่งรัฐบาลได้น้อมนำแนวพระราชดำริมาขยายผลจัดทำเป็นโครงการหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ หรือ One Tambon One Product (OTOP) และกรมการพัฒนาชุมชนได้ดำเนินการสานต่อพระราชปณิธานสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และอนุรักษ์ผ้าไทยให้คงอยู่คู่แผ่นดิน โดยได้ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) กับสภาสตรีแห่งชาติ ในพระบรมราชินูปถัมภ์และจัดทำโครงการ "สืบสาน อนุรักษ์ศิลป์ผ้าถิ่นไทย ดำรงไว้ในแผ่นดิน" ขึ้นทั้งยังได้ผลักดันมาตรการส่งเสริมและสนับสนุนการใช้และสวมใส่ผ้าไทย จนเป็นมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2563 เห็นชอบมาตรการดังกล่าว โดยการรณรงค์เชิญชวนคนไทยสวมใส่ผ้าไทยอย่างน้อยสัปดาห์ละ 2 วัน เพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรมอันล้ำค่า ให้ดำรงคงอยู่ปรากฏเป็นความภาคภูมิใจของคนไทย
...
นายสุทธิพงษ์ กล่าวต่อว่า สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญาทรงออกแบบลายผ้า "ผ้าขิดลายนารีรัตนราชกัญญา" โดยได้รับแรงบันดาลพระทัยจาก "ผ้าขิดลายสมเด็จ" ที่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง อันเป็นจุดเริ่มต้นในการพัฒนาผ้าไทยให้มีความร่วมสมัย ซึ่งแต่ละลวดลายมีความหมายที่ลึกซึ้ง และเมื่อครั้งเสด็จทอดพระเนตรกลุ่มทอผ้าไหมกลุ่มแรก ของมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ และการจัดแสดงผลิตภัณฑ์ผ้าไทยและงานหัตถกรรมชุมชนภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เมื่อวันอาทิตย์ที่ 23 มกราคม 2565 ณ วัดธาตุประสิทธิ์ และหอประชุมโรงเรียนนาหว้าพิทยาคม ต.นาหว้า อ.นาหว้า จ.นครพนม ได้พระราชทานลายผ้า "ผ้าขิดลายนารีรัตนราชกัญญา" ผ่านปลัดกระทรวงมหาดไทย เพื่อมอบให้แก่ช่างทอผ้า กลุ่มทอผ้าทุกกลุ่มทุกเทคนิค ซึ่งกระทรวงมหาดไทย โดยกรมการพัฒนาชุมชน ได้ดำเนินการส่งมอบแบบผ้าลายพระราชทาน "ผ้าขิดลายนารีรัตนราชกัญญา" ให้กับกลุ่มทอผ้าใน 76 จังหวัด เพื่อนำไปเป็นต้นแบบและพัฒนาต่อยอดไปสู่เครื่องแต่งกาย ของใช้ ของประดับตกแต่ง ตามวิถีที่เป็นเอกลักษณ์ประจำถิ่น ตามพระดำริผ้าไทยใส่ให้สนุก คือ ความสุขที่ได้เลือกใช้ศิลปะหัตถกรรมไทย เพื่อให้รายได้กลับเข้าสู่ชุมชนและส่งเสริม กระตุ้นผ้าไทยให้ทันสมัยสู่สากลเป็นที่นิยมในทุกเพศ ทุกวัย และทุกโอกาส
ด้าน ดร.วันดี กุญชรยาคง จุลเจริญ นายกสมาคมแม่บ้านมหาดไทย กล่าวว่า นับเป็นความโชคดีของพวกเราพสกนิกรชาวไทยทุกคน ที่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงส่งเสริมให้พี่น้องคนไทยรวมกลุ่มกันเป็นกลุ่มศิลปาชีพ โดยนำเอาภูมิปัญญา ฝีไม้ลายมือที่บรรพบุรุษถ่ายทอด ผลิตเป็นงานหัตถศิลป์ หัตถกรรมมากมาย และมีสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ทรงสืบสาน รักษา และต่อยอดพระราชปณิธานในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถพระบรมราชชนนีพันปีหลวง ในการส่งเสริมทักษะและต่อยอดแนวคิด ในการพัฒนาลวดลายผ้าให้แก่สมาชิกกลุ่มทอผ้าทุกกลุ่ม ทุกเทคนิค ทั่วประเทศ และทรงเน้นย้ำถึงการใช้สีธรรมชาติในการย้อมผ้า เพื่อรักษาสิ่งแวดล้อม นอกจากนี้ยังทรงเป็นแบบอย่างให้เยาวชนคนรุ่นใหม่ ได้เข้ามามีส่วนร่วมในการออกแบบเสื้อผ้าไทยให้ทันสมัย สามารถสวมใส่ได้ทุกเพศ ทุกวัย ทุกโอกาส อันเป็นการอนุรักษ์และสืบสานภูมิปัญญาของคนไทย ก่อให้เกิดรายได้สู่ชุมชนเศรษฐกิจฐานราก เพื่อเป็นการสนองพระกรุณาธิคุณที่พระองค์ท่าน
...
ดร.วันดี กล่าวต่อว่า โดยสมาคมแม่บ้านมหาดไทยน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณยิ่งตลอดมา และโดยร่วมกับกระทรวงมหาดไทย กรมการพัฒนาชุมชน สนองพระราชปณิธานส่งเสริมพัฒนาภูมิปัญญาผ้าไทย สืบสานภูมิปัญญาและอนุรักษ์ผ้าไทยให้คงอยู่ และผลักดันรณรงค์การสวมใส่ผ้าไทย ตามมติ ครม.เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2563 เห็นชอบการส่งเสริมและสนับสนุนให้คนไทยใช้ และสวมใส่ผ้าไทยอย่างน้อยสัปดาห์ละสองวัน และ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้มีนโยบายให้ดำเนินการเรื่องการพัฒนาผลิตภัณฑ์ชุมชน โดยเฉพาะผ้าไทยเพื่อกระตุ้นให้เกิดการสืบสานภูมิปัญญา การพัฒนาและยกระดับผลิตภัณฑ์ OTOP ให้มีคุณภาพมาตรฐานสูงขึ้น เป็นการสร้างคุณค่ามรดกทางวัฒนธรรม พัฒนาศักยภาพและยกระดับผลิตภัณฑ์ OTOP ในการพัฒนาสินค้าอัตลักษณ์ และการแปรรูปผลิตภัณฑ์ผ้าให้มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น สามารถขยายตลาดสู่ระดับสากล โดยได้รณรงค์การสวมใส่ผ้าไทยให้กับประธานแม่บ้านมหาดไทยจังหวัดทุกจังหวัด และร่วมกันสืบสานพระราชปณิธานของสมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินี โดยให้จังหวัดต่างๆทั้ง 76 จังหวัด ได้ศึกษาและค้นหาเอกลักษณ์ผ้าพื้นเมืองของจังหวัด เพื่อออกแบบและพัฒนาเป็นลายผ้าเอกลักษณ์ประจำจังหวัด อาทิ ผ้าลายกาบบัว จังหวัดอุบลราชธานี ผ้าลายหงส์ในโคม จังหวัดเชียงใหม่ และผ้าลายพิกุลพลอย จังหวัดนราธิวาส ซึ่งเอกลักษณ์ของผ้าประจำจังหวัดต่างๆ ที่บ่งบอกถึงการผสมผสานอัตลักษณ์ความหลากหลายของเชื้อชาติ ขนบธรรมเนียมประเพณี ค่านิยม วิถีชีวิต และเป็นมนต์เสน่ห์ของศิลปวัฒนธรรม คงไว้ซึ่งเอกลักษณ์ความเป็นไทยให้คงอยู่คู่แผ่นดินต่อไป
ดร.วันดี กล่าวอีกว่า จากการประชุมสุดยอดผู้นำสตรีโลก (Global Summit of Women) ประจำปี 2565 เมื่อวันที่ 23-25 มิถุนายน 2565 ที่ผ่านมา สมาคมแม่บ้านมหาดไทย ร่วมกับกระทรวงมหาดไทย ร่วมสนับสนุนจัดงานด้วยการส่งเสริมผู้ประกอบการผ้าไทยที่มีแรงบันดาลใจและจุดเริ่มต้นจากการส่งเสริมบทบาทของสตรี ได้แก่ 1.ร้าน "ขวัญตา Khwanta จังหวัดหนองบัวลำภู โดย "น้องอ๋อย สุมามาลย์ เต๊จ๊ะ" ซึ่งมีความตั้งอกตั้งใจและความใฝ่ฝันที่มีแรงปรารถนา (Passion) ในการสืบสาน รักษา และต่อยอดมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมการทอผ้าไทย ซึ่งเป็นวิถีชีวิตของคนหนองบัวลำภู ต่อจากคุณยายและคุณแม่ จากการได้สัมผัสด้วยตนเองตั้งแต่ยังเด็ก ทำให้เกิดความรัก ความหลงใหลและความผูกพัน นำต้นทุนที่ได้รับเหล่านั้น เพื่อมาต่อยอดผ้าทอและเทคนิคการด้นมือ ประยุกต์เข้ากับดีไซน์สมัยใหม่ได้อย่างลงตัว สร้างความโดนใจให้กับลูกค้าทั้งตลาดชาวไทยและต่างประเทศ นอกจากนี้ยังได้เปิดวิชชาลัยผ้าทอหนองบัวลำภู (ศูนย์เรียนรู้และออกแบบขวัญตา) เป็นแหล่งเรียนรู้และแหล่งประกอบอาชีพ สร้างงาน สร้างรายได้ให้กับพี่น้องสตรีในจังหวัดหนองบัวลำภู และ 2.ร้านผ้าไหมสมเด็จ อำเภอสมเด็จ จังหวัดกาฬสินธุ์ โดยคุณอี๊ด-อดุลย์ มุลละชาติ เจ้าของผ้าทอแบรนด์ "ผ้าไหมสมเด็จ" (SILKSOMDET) ที่เกิดแรงบันดาลใจและความตั้งใจในการส่งเสริมให้ผู้สูงวัยในชุมชน ได้เข้ามามีส่วนร่วมในการทอผ้าตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ คือ การจำหน่ายสินค้า โดยไม่จำกัดอายุและความสามารถ เป็นการต่อยอดแนวคิดการดำเนินธุรกิจที่โดดเด่นแต่ไม่ลืมรากเหง้า ซึ่งไม่เพียงช่วยต่ออายุลมหายใจให้กับผู้สูงอายุในชุมชน แต่ยังสามารถประกอบอาชีพจากภูมิปัญญาดั้งเดิมได้อย่างเต็มภาคภูมิ และยังทำให้ผ้าไหมทอมือแห่งบ้านสมเด็จ อำเภอสมเด็จ จังหวัดกาฬสินธุ์ เป็นที่รู้จักมากขึ้น
...
ขณะที่ นายธนันท์รัฐ ธนเสฏฐการย์ กรรมการที่ปรึกษาโครงการ "ผ้าไทยใส่ให้สนุก" และผู้เชี่ยวชาญด้านผ้าไทย กล่าวเพิ่มเติมว่า แนวทางและเกณฑ์การประกวดผ้าลายพระราชทาน "ผ้าขิดลายนารีรัตนราชกัญญา" ประจำปี 2565 โดยผู้ผลิต ผู้ประกอบการ OTOP หรือช่างทอผ้าทั่วไป ที่มีภูมิลำเนาอยู่ในจังหวัดทั้ง 76 จังหวัด ที่นำแบบผ้าลายพระราชทาน ไปเป็นต้นแบบและพัฒนาต่อยอดไปสู่เครื่องแต่งกาย ของใช้ ของประดับตกแต่ง ตามวิถีที่เป็นเอกลักษณ์ประจำถิ่น ตามแนวพระดำริ "ผ้าไทยใส่ให้สนุก" โดยมีเงื่อนไขการส่งผ้าเข้าประกวด คือ ผู้ส่งผ้าลายพระราชทานเข้าประกวดให้ส่งตามภูมิลำเนาที่ผลิตผ้า และต้องเป็นผ้าทอมือหรือทำจากมือเท่านั้น เส้นใยที่ใช้ทอหรือผลิตผ้าเป็นเส้นใยไหมพันธุ์พื้นบ้าน หรือฝ้ายเข็นมือ หรือเส้นใยไหมที่เป็นเส้นใยแท้ (ไหมพันธุ์พื้นเมือง) หรือเส้นใยธรรมชาติอื่นๆ ใช้สีธรรมชาติ โดยผู้สมัครส่งผลงานผ้าพร้อมแนวคิดในการทำบรรจุภัณฑ์ (packaging) และเรื่องเล่า (storytelling) และเมื่อชิ้นงานผ่านเข้ารอบการประกวดระดับประเทศ ผู้สมัครต้องส่งผลงาน พร้อมบรรจุภัณฑ์จริง (packaging) และเรื่องเล่า (storytelling) มาเพิ่มเติม ฯลฯเงื่อนไขอื่นๆ
...
ส่วนประเภทผ้าลายพระราชทานที่ส่งเข้าประกวด แบ่งเป็น 14 ประเภท ตามเทคนิค/เอกลักษณ์ของผ้าประจำถิ่นของจังหวัดนั้นๆ โดยต้องมีองค์ประกอบหลักของลายพระราชทานครบถ้วน และประเภทงานหัตถกรรม เช่น งานเซรามิก งานจักสาน ฯลฯ ที่นำลายพระราชทานมาต่อยอดที่มีความโดดเด่น และยอดเยี่ยมในการจัดประกวดผ้าลายพระราชทาน แบ่งเป็น 2 ระดับ คือ ระดับภาค และระดับประเทศ โดยแต่งตั้งคณะกรรมการประกวดผ้าลายพระราชทาน ระดับภาคซึ่งจะดำเนินการจัดประกวดในระดับภาคในช่วงเดือนสิงหาคม-กันยายน 2565 โดยคณะกรรมการ นำผ้าที่ได้รับจากระดับจังหวัดมาจัดประกวดระดับภาค และจะคัดเลือกผ้าให้คงเหลือ จำนวน 300 ผืน และคงเหลือ จำนวน 150 ผืน เพื่อดำเนินการบันทึกภาพจัดทำหนังสือ ตามลำดับ ซึ่งการจัดประกวดในระดับภาคในครั้งนี้ กำหนดพื้นที่ดำเนินการเป็น 4 ภาค 4 จุด ประกอบด้วย ภาคใต้ ระหว่างวันที่ 26-27 สิงหาคม 2565, ภาคกลาง ระหว่างวันที่ 2-3 กันยายน 2565, ภาคเหนือ ระหว่างวันที่ 9-10 กันยายน 2565, ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ระหว่างวันที่ 16-18 กันยายน 2565 และระดับประเทศ โดยคณะกรรมการกิตติมศักดิ์ เดือนตุลาคม 2565 และคัดเลือกผ้าจากจำนวน 150 ผืนให้คงเหลือ จำนวน 50 ผืน ซึ่งรอบตัดสินระดับประเทศ (Final) สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีนารีรัตนราชกัญญา เสด็จมาเป็นองค์ประธานการประกวด
นายธนันท์รัฐ กล่าวถึงแนวทางและเกณฑ์การประกวดผ้าลายพระราชทาน "ผ้าขิดลายนารีรัตนราชกัญญา" ประจำปี 2565 ซึ่งผู้ผลิต ผู้ประกอบการ OTOP หรือช่างทอผ้าทั่วไป ที่มีภูมิลำเนาอยู่ในจังหวัดทั้ง 76 จังหวัด ที่ได้นำแบบผ้าลายพระราชทานไปเป็นต้นแบบและพัฒนาต่อยอดไปสู่เครื่องแต่งกาย ของใช้ ของประดับตกแต่ง ตามวิถีที่เป็นเอกลักษณ์ประจำถิ่น ตามแนวพระดำริ "ผ้าไทยใส่ให้สนุก" โดยมีเงื่อนไขการส่งผ้าเข้าประกวด คือ ผู้ส่งผ้าลายพระราชทานเข้าประกวดให้ส่งตามภูมิลำเนาที่ผลิตผ้า และต้องเป็นผ้าทอมือหรือทำจากมือเท่านั้น เส้นใยที่ใช้ทอหรือผลิตผ้าเป็นเส้นใยไหมพันธุ์พื้นบ้าน หรือฝ้ายเข็นมือ หรือเส้นใยไหมที่เป็นเส้นใยแท้ (ไหมพันธุ์พื้นเมือง) หรือเส้นใยธรรมชาติอื่นๆ ใช้สีธรรมชาติโดยส่งผลงานผ้าพร้อมแนวคิดในการทำบรรจุภัณฑ์ (packaging) และเรื่องเล่า (storytelling) และเมื่อชิ้นงานผ่านเข้ารอบการประกวดระดับประเทศ ผู้สมัครต้องส่งผลงานพร้อมบรรจุภัณฑ์จริง (packaging) และเรื่องเล่า (storytelling) มาเพิ่มเติม
"ส่วนประเภทผ้าลายพระราชทานที่ส่งเข้าประกวด แบ่งเป็น 14 ประเภท ตามเทคนิค/เอกลักษณ์ของผ้าประจำถิ่นของจังหวัดนั้นๆ โดยต้องมีองค์ประกอบหลักของลายพระราชทานครบถ้วนและประเภทงานหัตถกรรม เช่น งานเซรามิก งานจักสาน ฯลฯ ที่นำลายพระราชทานมาต่อยอดที่มีความโดดเด่นและยอดเยี่ยม ซึ่งในการจัดประกวดผ้าลายพระราชทาน แบ่งเป็น 2 ระดับ คือ ระดับภาคและระดับประเทศ การประกวดระดับภาคในช่วงเดือน ส.ค.-ก.ย.65 และคณะกรรมการจะนำผ้าที่ได้รับจากระดับจังหวัดมาจัดประกวดระดับภาค แล้วคัดเลือกผ้าให้เหลือ 300 ผืน และ 150 ผืน โดยภาคใต้ ระหว่างวันที่ 26-27 ส.ค.65, ภาคกลาง ระหว่างวันที่ 2-3 ก.ย.65, ภาคเหนือ ระหว่างวันที่ 9-10 ก.ย.65, ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ระหว่างวันที่ 16-18 ก.ย.65 และระดับประเทศ โดยคณะกรรมการกิตติมศักดิ์ในเดือน ต.ค. 65 ซึ่งจะทำการคัดเลือกผ้าจากจำนวน 150 ผืน ให้คงเหลือ 50 ผืน เข้าสู่รอบตัดสินระดับประเทศ (Final) โดยสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา จะเสด็จมาเป็นองค์ประธานการประกวด
"สำหรับรางวัลการประกวด แบ่งเป็น 2 ประเภท ได้แก่ "ประเภทที่ 1 รางวัลพิเศษ" ประกอบด้วย 1) Best of the Best รางวัลชนะเลิศรางวัลเดียวจากในแต่ละประเภท นำมาออกแบบตัดเย็บฉลองพระองค์ และรางวัลเหรียญพระราชทานพร้อมสร้อยคอทองคำ 2) สี Trend Book 3) ลวดลายตามแบบพระราชทานยอดเยี่ยม 4) บรรจุภัณฑ์ (Packaging) ยอดเยี่ยม 5) ผ้าไหมพื้นบ้านยอดเยี่ยม (ผ้าที่ใช้ไหมพันธุ์พื้นบ้าน และสาวไหมยอดเยี่ยม) 6) Young OTOP และสำหรับงานหัตถกรรมที่นำลายพระราชทานมาต่อยอด ที่มีความโดดเด่นและยอดเยี่ยม เช่น งานเซรามิก งานจักสาน ฯลฯ ประกอบด้วย 1) ผ้าลายขอเจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ 2) ผ้าบาติกลายพระราชทาน และ 3) ผ้าขิดลายนารีรัตนราชกัญญา และ "ประเภทที่ 2 เหรียญรางวัลพระราชทาน" ได้แก่ เหรียญทองคำ 21 รางวัล เหรียญเงิน 21 รางวัล และเหรียญนาก 21 รางวัล" นายธนันท์รัฐฯ กล่าว
นอกจากนี้ นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ยังกล่าวเพิ่มเติมว่า ขอเชิญชวนพี่น้องช่างทอผ้าและผู้ประกอบการ OTOP ได้ร่วมกันทอผ้าและผลิตชิ้นงานส่งเข้าประกวด ทั้งนี้สิ่งที่นอกเหนือจากการประกวด สถานที่จัดการแข่งขันจะกลายเป็น "ตลาดนัดผ้าไทย" ให้ผู้เดินทางมาให้กำลังใจ ผู้เดินทางมาติดตามชมการประกวด จะได้จับจ่ายใช้สอยเลือกซื้อเลือกหาผ้าไทยซึ่งเป็นงาน Handmade ที่คาดว่าจะมีกว่า 4,000-5,000 ผืน แปรเปลี่ยนเป็นรายได้กลับไปสู่เศรษฐกิจฐานราก หมุนเวียนกลับคืนช่วยดูแลครอบครัว ไปดูแลลูกหลาน ไปสร้างคุณภาพชีวิตที่ดี จึงขอเชิญชวนว่าอย่าลังเลและรีบส่งเข้าประกวดด้วยการสมัครให้ทันวันที่ 5 ส.ค. 65 นี้ เพื่อร่วมกันถวายพระกำลังใจแด่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา และเพื่อสร้างเกียรติยศ เกียรติศักดิ์ ความภาคภูมิใจ และความเป็นสิริมงคลแก่วงศ์ตระกูล โดยขอรับรายละเอียดการประกวดได้ที่กรมการพัฒนาชุมชน หรือสำนักงานพัฒนาชุมชนจังหวัด และสำนักงานพัฒนาชุมชนอำเภอทั่วประเทศ