ดอกผลลูกหลานเกษตรกรกลับบ้าน อัปเกรดสู่เครือข่ายชุมชนเข้มแข็ง

ข่าว

ดอกผลลูกหลานเกษตรกรกลับบ้าน อัปเกรดสู่เครือข่ายชุมชนเข้มแข็ง

ไทยรัฐฉบับพิมพ์

6 ก.ค. 2565 07:15 น.

บันทึก

โครงการนำลูกหลานเกษตรกรกลับบ้าน สานต่ออาชีพเกษตร กลายเป็นอีกโครงการของกระทรวงเกษตรฯที่ประสบความสำเร็จและได้รับความชื่นชม เพราะนอกจากเพิ่มเกษตรกรรุ่นใหม่แล้ว ยังนำมาซึ่งความอบอุ่นระหว่างครอบครัว ลดความแออัดในเมืองใหญ่ ขณะเดียวกันก็ทำให้คนเหล่านี้รู้ว่า...อยู่บ้านเรา มีความสุขที่สุด บ้านไม่ต้องเช่า ข้าวไม่ต้องซื้อ

ผลของโครงการทำให้เกิดการขยายผลไปสู่เกษตรกรอื่น จนรวมกันเป็นเครือข่ายที่เข้มแข็ง โดยมีสหกรณ์คอยดูแลเป็นพี่เลี้ยงให้ ขณะเดียวกันก็พบว่าเด็กรุ่นใหม่เหล่านี้ มีความสามารถหลายเรื่อง โดยเฉพาะเรื่องไอที จนนำความสามารถนี้มาเติมเต็มความคิดแนวใหม่ในเรื่องของการตลาดอย่างตลาดออนไลน์ อย่าง จ.บุรีรัมย์ กลุ่มลูกหลานในโครงการนี้มีการรวมกลุ่มที่เข้มแข็งมาก นอกจากทำเกษตรที่มีอยู่เดิมแล้ว ตอนนี้พวกเขามีแนวคิดใหม่ๆ ซึ่งกำลังรวมกลุ่มเลี้ยงโควากิวที่ได้ราคาดี

“เมื่อก่อนทำงานเป็นช่างเทคนิคในโรงงานอุตสาหกรรม แต่โดนจ้างออกหลังเจอวิกฤติน้ำท่วมใหญ่ในปี 2554 จากนั้นก็ทำงานอื่นเรื่อยมา จนได้ทราบข่าวโครงการเลยตัดสินใจกลับมาบ้านเมื่อปี 2562 ปรับปรุงพื้นที่นาและป่ารกร้าง 19 ไร่ของครอบครัว ปรับเปลี่ยนเป็นทำเกษตรผสมผสาน เริ่มจากปลูกพริก เพาะเห็ดฟาง ปลูกไม้ผล เช่น กล้วยน้ำว้า ชมพู่ แล้วก็ปลูกไม้เศรษฐกิจเช่น พะยูง ยางนา ประดู่ มีข้าวมันสำปะหลัง รวมทั้งพืชผักสมุนไพรอีกหลายชนิด จากนั้นได้สมัครเป็นสมาชิกสหกรณ์การเกษตรคูเมือง จำกัด โดยทางสหกรณ์ได้ให้ความรู้ แนะนำส่งเสริมด้านต่างๆ รวมถึงเป็นศูนย์รับซื้อผลผลิตแล้วส่งต่อไปยังเครือข่ายตลาดเอกชนและห้างทวีกิจที่อยู่ในตัวเมืองบุรีรัมย์”

นางสาวแสงระวี ภูมิลามัย เกษตรกรร่วมโครงการวัย 39 ปี เล่าถึงย่างก้าวของการ มาเป็นเกษตรกรรุ่นใหม่...หลังจากเข้าเป็นสมาชิกสหกรณ์การเกษตรคูเมือง จำกัด ได้รับการอบรมชี้แนะในทุกเรื่อง โดยเฉพาะการปลูกและการทำตลาด รวมถึงการเชื่อมโยงเครือข่ายสินค้ากับสหกรณ์และซุปเปอร์มาร์เกตสหกรณ์ มีการส่งเสริมทักษะในการประกอบอาชีพเพื่อสร้างรายได้ โดยให้เกษตรกรนำหลักสหกรณ์มาใช้ในการรวมกลุ่ม พัฒนาสู่การวางแผนการเลี้ยงโคเพื่อสร้างรายได้ร่วมกับเพื่อนสมาชิก

โดยมีการสนับสนุนเงินกู้กองทุนพัฒนาสหกรณ์ในอัตราดอกเบี้ยต่ำ และขุดบ่อเพื่อพัฒนาเป็นแหล่งน้ำ รวมทั้งติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ทำระบบน้ำในแปลง เนื่องจากอยู่นอกเขตชลประทาน ทำให้ปัจจุบันมีเงินหมุนเวียนเดือนละ 6,000–10,000 บาท จากการขายผลผลิตให้สหกรณ์สัปดาห์ละ 3 วัน ในทุกวันจันทร์ พุธ และศุกร์ ทำให้ชีวิตวันนี้ดีขึ้นมาก ไม่ต้องพึ่งแต่ฟ้าฝน และนาข้าวอย่างเดียวเหมือนแต่ก่อน

ขณะที่ นางสาวพรเพ็ญ จันทะมี อายุ 34 ปี เจ้าของสวนพืชผักอินทรีย์ใน ต.ตูมใหญ่ อ.คูเมือง จ.บุรีรัมย์ อีกหนึ่งเมล็ดพันธุ์เกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการในปี 2562 เสริมว่า หลังลาออกจากงานในโรงงานอุตสาหกรรมผลิตอาหารย่าน จ.ปทุมธานี ก็กลับมาอยู่บ้านจากนั้นสมัครเข้าร่วมโครงการ จากนั้นจึงเข้ารับการอบรม พัฒนาพื้นที่ 4 ไร่เศษ เปลี่ยนจากปลูกพืชเชิงเดี่ยวข้าวและมันสำปะหลัง มาปลูกผักหวานป่า ที่หาตลาดง่าย คนอีสานค่อนข้างนิยมบริโภค เป็นหลัก ผสมผสานกับมะเขือ พริก ดอกขจร แก้วมังกร มะกรูด มันเทศญี่ปุ่น มะม่วงหาวมะนาวโห่ และผักเชียงดา ซึ่งพืชบางนิดก็จะนำมาแปรรูปเพิ่มมูลค่า อย่าง ผักเชียงดา พริก มะม่วงหาวมะนาวโห่ เป็นต้น และยังเจียดพื้นที่ส่วนหนึ่งปลูกไม้ผลชนิดต่างๆ อาทิ ชมพู่ ฝรั่ง มะเดื่อฝรั่ง กล้วยน้ำว้า มะละกอ อีกส่วนเป็นสวนป่าปลูกไม้ยืนต้นสลับกับผักหวานป่า.

กรวัฒน์ วีนิล

อ่านเพิ่มเติม...

วิดีโอแนะนำ

"บีจี" สถิติข่ม "บุรีรัมย์"  5 นัดหลังสุด
02:13

"บีจี" สถิติข่ม "บุรีรัมย์" 5 นัดหลังสุด

ApplicationMy Thairath

วันพุธที่ 10 สิงหาคม 2565 เวลา 05:06 น.
ติดต่อโฆษณาร่วมงานกับเราติดต่อเรา
เกี่ยวกับไทยรัฐมูลนิธิไทยรัฐศูนย์ข้อมูลไทยรัฐบริการข่าวไทยรัฐ - App & SMSFAQศูนย์ช่วยเหลือนโยบายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลไทยรัฐกรุ๊ปเงื่อนไขข้อตกลงการใช้บริการไทยรัฐโลจิสติคส์