โควิดไทยเพิ่ม เฝ้าระวัง "BA.4/BA.5" อย่ากังวล ยังไม่ชัดแรงกว่า "เดลตา"

ข่าว

โควิดไทยเพิ่ม เฝ้าระวัง "BA.4/BA.5" อย่ากังวล ยังไม่ชัดแรงกว่า "เดลตา"

ไทยรัฐออนไลน์

2 ก.ค. 2565 03:03 น.

บันทึก
  • สถานการณ์โควิดฯ ไทยพบผู้ติดเชื้อรายใหม่เพิ่มขึ้น เฝ้าระวัง โอมิครอน 2 สายพันธุ์ ย้ำมาตรการป้องกัน แนะกลุ่ม 608 ฉีดวัคซีนเพิ่ม
  • ขอประชาชนอย่าวิตกกังวล หลังว่อนโซเชียลโควิด-19 สายพันธุ์โอมิครอน BA.4/BA.5 มีความรุนแรงกว่าสายพันธุ์เดลตา 5 เท่า อัตราเสียชีวิตสูง ย้ำไม่มีแหล่งที่มาของข้อมูลที่น่าเชื่อถือ
  • เผยยอดผู้ติดเชื้อรายวันสูงกว่าที่ทางการรายงาน ชี้ติดเชื้อเพิ่มแต่ไม่รุนแรง เน้นผู้ป่วยหนัก-เสียชีวิต เผยติดเชื้อป่วยเสียชีวิตใกล้เคียงไข้หวัดใหญ่

สถานการณ์โควิดฯในไทยวันนี้ มีแนวโน้มพบผู้ติดเชื้อรายใหม่เพิ่มมากขึ้น เช่นเดียวกับหลายประเทศทั่วโลก ภายหลังการเปิดประเทศลดหย่อนมาตรการคุมเข้ม เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับนักท่องเที่ยว และการผ่อนคลายมาตรการต่างๆ เพื่อให้ประชาชนสามารถดำเนินชีวิตได้ใกล้เคียงปกติ และขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศหลังทรุดหนักจากการเผชิญวิกฤติโควิดฯมา 2 ปีกว่า ขณะที่ความกังวลเรื่องความรุนแรงของเจ้าเชื้อกลายพันธุ์ "BA.4-BA.5" ที่อาจมีความรุนแรงมากกว่า "เดลตา" ถึง 5 เท่านั้น ล่าสุดยังไม่มีแหล่งที่มาของข้อมูลที่น่าเชื่อถือ นอกจากนี้ องค์การอนามัยโลก (WHO) ยังแนะนำให้เฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด และยังสรุปไม่ได้ว่ามีความรุนแรงมากขึ้นแค่ไหน

พบผู้ติดเชื้อโควิดฯรายใหม่เพิ่มสูงขึ้นบางจังหวัด

นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า สถานการณ์โควิด-19 ขณะนี้มีแนวโน้มจำนวนผู้ติดเชื้อรายใหม่เพิ่มสูงขึ้นบางจังหวัด ผู้ป่วยหนัก และผู้ป่วยใส่เครื่องช่วยหายใจมีรายงานเพิ่มขึ้นเล็กน้อย แสดงให้เห็นว่าผู้ติดเชื้อรายใหม่มีอาการน้อยไม่รุนแรง อัตราการครองเตียงระดับ 2-3 หรือสีเหลืองและสีแดงต่ำกว่าร้อยละ 10 ตั้งแต่วันที่ 16 มิ.ย. ถึงปัจจุบันระบบสาธารณสุขเตรียมความพร้อมรองรับได้ทั้งเตียง แพทย์ ยา เวชภัณฑ์ ขออย่าตื่นตระหนกและปฏิบัติตามมาตรการ 2U คือ Universal Prevention คือการป้องกันการติดโรค การเว้นระยะห่าง ล้างมือบ่อยๆ สวมหน้ากากอนามัยเมื่ออยู่ในสถานที่แออัด หากมีอาการน่าสงสัยควรตรวจหาเชื้อ และ Universal Vaccination คือรับการฉีดวัคซีนเข็มที่ 3 เป็นพื้นฐาน ฉีดเข็มกระตุ้นต่อไปทุก 4 เดือน เพื่อยกระดับภูมิคุ้มกัน เน้นในกลุ่มเสี่ยง 608 รวมถึงผู้ที่ได้รับวัคซีนไม่ครบตามเกณฑ์

หมอยอมรับ ยอดผู้ติดเชื้อรายวันสูงกว่าที่ทางการรายงานมากกว่า 7-8 เท่า

นอกจากนี้ นพ.โอภาส ยังกล่าวถึงกรณีมีผู้ระบุว่า สถานการณ์โควิดฯในไทยมีจำนวนผู้ติดเชื้อจริงสูงกว่าที่รายงานราว 10 เท่า ว่า ข้อมูลทั่วโลกที่รายงานขณะนี้ก็ไม่ใช่ตัวเลขผู้ติดเชื้อจริง คาดว่ามากกว่าที่รายงาน 7-8 เท่า ไทยมีแนวโน้มการติดเชื้อเพิ่มขึ้นหลังผ่อนคลายมาตรการต่างๆ แต่ไม่ได้รุนแรงเหมือนการระบาดของสายพันธุ์เดลตาและโอมิครอนช่วงแรก ตัวเลขผู้ติดเชื้อขณะนี้ไม่สำคัญเท่ากับตัวเลขผู้ป่วยอาการหนักใส่ท่อช่วยหายใจและผู้เสียชีวิต ที่จะสะท้อนว่าสถานการณ์โรครุนแรงหรือไม่ ข้อมูลขณะนี้อัตราการติดเชื้อป่วยเสียชีวิตอยู่ที่ร้อยละ 0.07 ใกล้เคียงกับโรคไข้หวัดใหญ่ที่มีอัตราป่วยเสียชีวิต 1 ใน 1,000 โควิดยังถือว่ามีความรุนแรงน้อยกว่าอีกหลายๆ โรค ขณะนี้กำลังพิจารณาจุดสมดุลของฐานต่ำสุดเทียบกับช่วงการระบาดของสายพันธุ์เดลตาที่มีผู้ป่วยใส่ท่อช่วยหายใจ 300-400 ราย/วัน ปอดอักเสบ 800-900 ราย/วัน เสียชีวิต 20-30 ราย/วัน หากตัวเลขอยู่ระดับนี้แลกกับการที่เราดำเนินชีวิตได้ตามปกติ คิดว่าคนส่วนใหญ่น่าจะรับได้ เราพยายามดูแลให้มีผู้ป่วยและเสียชีวิตให้น้อยที่สุด

พบผู้ป่วยปอดอักเสบสูงขึ้น จาก 2 สัปดาห์ก่อน

ด้าน พญ.อภิสมัย ศรีรังสรรค์ ผู้ช่วยโฆษก ศบค. แถลงถึงสถานการณ์โควิดฯในไทยว่า สถานการณ์ปัจจุบันมีการติดเชื้อมากขึ้น แต่ตัวเลขที่ ศบค.ให้ความสำคัญคือผู้ติดเชื้อปอดอักเสบที่เพิ่มสูงจาก 2 สัปดาห์ก่อนและมีทิศทางสูงขึ้น แต่ยังถือว่ายังอยู่ในคาดการณ์อัตราครองเตียง และศักยภาพบุคลากรยังอยู่ในเกณฑ์ที่รับได้ ส่วนการฉีดวัคซีนนั้น ถ้าดูภาพรวมของทั้งประเทศประชาชนรับวัคซีนเข็มกระตุ้นเพียง 42.6% ขอให้ประชาชนเข้ามารับวัคซีนกันมากขึ้น เพราะขณะนี้มีเพียง 4 จังหวัดที่ได้รับวัคซีนเข็มกระตุ้นเกินเป้า 60% คือ กทม. จ.นนทบุรี จ.สมุทรปราการ และ จ.ภูเก็ต ส่วนการถอดหน้ากาก ศบค.ชุดเล็กติดตามและประเมินสถานการณ์ตลอด แต่มาตรการดังกล่าวไม่ใช่ให้ทุกคนถอดหน้ากาก ผู้ที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงยังขอให้ใส่หน้ากากตลอดเวลา ขอให้ประชาชนฟังมาตรการในแต่ละพื้นที่ที่อาจแตกต่างจากคำสั่งในส่วนกลางได้ เช่นเดียวกับผู้ให้บริการต่างๆ ที่สามารถออกประกาศเฉพาะส่วนที่รับผิดชอบได้

เมื่อถามว่า เชื้อกลายพันธุ์ BA.4-BA.5 ที่มีการพบในปัจจุบันมีความน่ากังวลหรือไม่ พญ.อภิสมัย กล่าวว่า กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ได้ติดตามอย่างใกล้ชิด ส่วนใหญ่ที่พบเป็นผู้เดินทางมาจากต่างประเทศ ในประเทศไทยยังพบน้อยข้อมูลจากองค์การอนามัยโลกยังไม่พบว่า เชื้อดังกล่าวจะรุนแรงเท่าเดลตา แต่ยังเร็วไปที่จะสรุป ปัจจุบันยังไม่มีการปรับมาตรการอะไรเพื่อรองรับเชื้อดังกล่าว

ยันไม่กระทบแผนประกาศ โรคประจำถิ่น ขอรอดูสถานการณ์โอมิครอน 2 สายพันธุ์

ส่วนที่มีข้อสงสัยว่า มีผู้เดินทางมาจากต่างประเทศ ติดเชื้อเพิ่มขึ้นโดยเฉพาะจากยุโรป นพ.เกียรติภูมิ วงศ์รจิต ปลัด สธ. กล่าวว่า ขณะนี้โรคโควิด-19 กำลังเดินเข้าสู่การเป็นโรคประจำถิ่น ยังมีการติดเชื้อได้แต่ส่วนใหญ่จะอาการไม่รุนแรง สามารถดูแลรักษาแบบผู้ป่วยนอกหรือดูแลตัวเองที่บ้านได้ หากใครมีอาการมากจะเข้ารับการดูแลในโรงพยาบาลในระบบผู้ป่วยใน แต่จากข้อมูลตอนนี้ผู้ติดเชื้อมีอาการรุนแรงน้อยมาก กำลังรอดูสถานการณ์อีกสักระยะ เนื่องจากพบการติดเชื้อโอมิครอนสายพันธุ์ย่อย BA.4 และ BA.5 จึงขอดูประมาณ 1-2 สัปดาห์ แล้วต้องหารือกันอีกครั้ง ถ้าไม่ได้มีผลกระทบกับประเทศไทยมากนัก เราจะเดินหน้าตามแผนที่จะประกาศให้โควิด-19 เป็นโรคประจำถิ่น

พบอัตราผู้ป่วยครองเตียงเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะกลุ่ม 608

ขณะที่ นพ.สมศักดิ์ อรรฆศิลป์ อธิบดีกรมการแพทย์ กล่าวว่า ขณะนี้ได้รับรายงานจาก รพ.ราชวิถี ถึงอัตราครองเตียงเพิ่มในสัดส่วนมากกว่าครึ่งของจำนวนเตียงผู้ป่วยโควิด พบผู้ป่วยอาการรุนแรงต้องใส่ท่อช่วยหายใจเพิ่มประมาณร้อยละ 10-20 ส่วนใหญ่เป็นกลุ่ม 608 และภาพรวม รพ.ในสังกัดทุกแห่ง พบผู้ป่วยครองเตียงเพิ่มขึ้น ทั้งนี้ได้ประสานให้ รพ.ในสังกัดที่มีผู้ป่วยปอดอักเสบ ให้ประสานกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ส่งตรวจสายพันธุ์เพื่อประเมินว่า เป็นสายพันธุ์โอมิครอน BA.4-BA.5 หรือไม่ ขณะนี้เป็นจุดที่เราต้องเตรียมแนวทางรักษาหากสถานการณ์เลวร้ายลง นอกจากนี้มีหนังสือสั่งการไปถึง รพ.ในสังกัดกรมการแพทย์ให้บุคลากรใน รพ.รวมถึงผู้มารับบริการทุกคน ยังคงใส่หน้ากากอนามัยและเว้นระยะห่าง พร้อมกำชับให้บุคลากรทุกคนฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้นหากเกิน 4 เดือนแล้ว รวมถึงประชาชนที่มารับบริการให้รับวัคซีนเข็มกระตุ้นด้วย

เฝ้าระวัง "BA.4-BA.5" ขออย่าวิตกความรุนแรง แจงข้อมูลยังไม่ชัดดุกว่า "เดลตา"

ส่วนความกังวลถึงกรณีที่ทางโซเชียลมีเดีย มีการเผยแพร่ว่าเชื้อโควิดฯ สายพันธุ์โอมิครอน BA.4 และ BA.5 มีความรุนแรงกว่าสายพันธุ์เดลตาถึง 5 เท่านั้น และมีอัตราเสียชีวิตสูงนั้น นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวถึงกรณีมีการเผยแพร่ข้อความทางสื่อโซเชียลว่า เชื้อโควิด-19 สายพันธุ์โอมิครอน BA.4 และ BA.5 มีความรุนแรงกว่าสายพันธุ์เดลตา 5 เท่า และมีอัตราเสียชีวิตสูงว่า ข้อมูลดังกล่าวไม่มีหลักฐานและแหล่งที่มาของข้อมูลที่น่าเชื่อถือ ขอให้ประชาชนอย่าวิตกกังวล ทั้งนี้แม้องค์การอนามัยโลกจะจัดให้สายพันธุ์โอมิครอน BA.4 และ BA.5 เป็นสายพันธุ์ที่น่ากังวลและต้องเฝ้าระวัง เนื่องจากความสามารถในการแพร่เชื้อเพิ่มขึ้นและหลบภูมิคุ้มกันได้มากขึ้น แต่ยังไม่มีหลักฐานเพียงพอว่ามีความรุนแรงมากขึ้น องค์การอนามัยโลกให้ความเห็นว่าต้องเฝ้าระวัง BA.5 อย่างใกล้ชิด เนื่องจากแอนติบอดีที่จะทำลายฤทธิ์ของเชื้อใช้ได้น้อย ยารักษาตอบสนองน้อยลง แต่ยังสรุปไม่ได้ว่ามีความรุนแรงเพิ่มขึ้นหรือไม่ ต้องรอข้อมูลเพิ่มเติม

แนะป้องกันตนเอง-ฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้น ลดเสี่ยงติดเชื้อ-ป่วยรุนแรง

นพ.โอภาส กล่าวอีกว่า ขณะนี้ยังพบ BA.4 และ BA.5 ในกลุ่มผู้เดินทางจากต่างประเทศในสัดส่วนสูงกว่าผู้ติดเชื้อในประเทศ และจะมีการศึกษาในผู้ป่วยอาการหนักว่า มีความสัมพันธ์กับ 2 สายพันธุ์นี้หรือไม่ แม้ช่วงนี้มีการผ่อนคลายมาตรการต่างๆ เพื่อให้ประชาชนดำเนินชีวิตได้ใกล้เคียงปกติและขับเคลื่อนเศรษฐกิจ แต่ขอให้ยังคงมาตรการป้องกันตนเองที่เหมาะสม เพื่อช่วยป้องกันและลดความเสี่ยงจากการติดเชื้อทุกสายพันธุ์ นอกจากนี้การรับวัคซีนเข็มกระตุ้นเพื่อให้มีภูมิคุ้มกันสูงมากพอยังเป็นเรื่องที่สำคัญ และมีความจำเป็นเพราะจะช่วยลดความเสี่ยงการติดเชื้อและป้องกันอาการรุนแรงได้

โควิดฯเหมือนไข้หวัดใหญ่-ติดซ้ำได้ ชี้สาเหตุประสิทธิภาพวัคซีนอ่อนลง

ศ.นพ.ยง ภู่วรวรรณ หัวหน้าศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านไวรัสวิทยาคลินิก คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โพสต์เฟซบุ๊ก ระบุว่า โควิด-19 เป็นแล้วเป็นอีกได้ การเปลี่ยนแปลงหลบหลีกภูมิต้านทานเช่นเดียวกับไข้หวัดใหญ่ ที่มีการเปลี่ยนแปลงไปทุกปี ทำให้ต้องฉีดวัคซีนทุกปี จึงไม่แปลกที่ฉีด 5-6 เข็มแล้วก็ยังเป็น พฤติกรรมของโควิดฯไม่แตกต่างจากไข้หวัดใหญ่ วัคซีนจึงมีความจำเป็นที่จะต้องพัฒนาตามสายพันธุ์ที่คาดว่าจะมีการระบาด ขณะนี้ยังไม่มีวัคซีนสายพันธุ์ใหม่มาใช้ในประเทศ ภูมิต้านทานที่เกิดขึ้นจากการได้รับวัคซีนร่วมกับการติดเชื้อ โดยเฉพาะสายพันธุ์โอมิครอนจะเป็นภูมิต้านทานแบบลูกผสม ที่มีประสิทธิภาพในการป้องกันการติดซ้ำ หรือลดความรุนแรงของโรคได้ดีกว่าการได้รับวัคซีนอย่างเดียว การติดเชื้อจึงเปรียบเสมือนการได้รับวัคซีนในธรรมชาติ แต่จุดอ่อนคือผู้ที่เปราะบางจะมีความรุนแรงและอาจเสียชีวิตได้ ดังนั้นวัคซีนรุ่นต่อไปจะต้องเป็นการพัฒนาวัคซีนต่อไวรัสสายพันธุ์ใหม่ ให้ทันเพื่อให้เกิดภูมิต้านทานแบบลูกผสม เช่นเดียวกับไข้หวัดใหญ่ ที่มีความจำเป็นให้ในกลุ่มเสี่ยงทุกปีตามสายพันธุ์ที่เปลี่ยนแปลง

ผู้เขียน : หงเหมิน

กราฟิก : Jutaphun Sooksamphun

อ่านเพิ่มเติม...

วิดีโอแนะนำ

นาทีช็อก! "ลูกค้า" แตกฮือออกจากห้างในจีน หลังถูกสั่งล็อกดาวน์ฉุกเฉิน เพราะพบคนติดโควิด-19
03:09

นาทีช็อก! "ลูกค้า" แตกฮือออกจากห้างในจีน หลังถูกสั่งล็อกดาวน์ฉุกเฉิน เพราะพบคนติดโควิด-19

ApplicationMy Thairath

วันพุธที่ 17 สิงหาคม 2565 เวลา 16:08 น.
ติดต่อโฆษณาร่วมงานกับเราติดต่อเรา
เกี่ยวกับไทยรัฐมูลนิธิไทยรัฐศูนย์ข้อมูลไทยรัฐบริการข่าวไทยรัฐ - App & SMSFAQศูนย์ช่วยเหลือนโยบายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลไทยรัฐกรุ๊ปเงื่อนไขข้อตกลงการใช้บริการไทยรัฐโลจิสติคส์