ย่าโม่ สแลงสมัย ร.3

ข่าว

ย่าโม่ สแลงสมัย ร.3

กิเลน ประลองเชิง

    30 มิ.ย. 2565 05:10 น.

    บันทึก

    ใน “เก็บตกจากกรุงสยาม” (สำนักพิมพ์ไทยวัฒนาพานิช พิมพ์ครั้งที่ 4 พ.ศ.2545) คุณเอนก นาวิกมูล เขียนถึงคำแผลง หรือคำสแลง ที่เก่าแก่ที่สุด ใช้กันในสมัยรัชกาลที่ 3 “คือคำย่าโม่”

    ผมขอสารภาพ ด้วยความคุ้นตา เข้าใจว่าพิมพ์ผิด คิดเอาตามความเข้าใจว่า “ย่าโม”

    แต่เมื่ออ่านๆไป คุณเอนกบอกว่า “ย่าโม่” เป็นคำพิเศษและคำประหลาดที่น่าสนใจที่สุด เพราะเป็นคำติดพระโอษฐ์ พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงใช้หลายครั้ง

    หนังสือที่จดบันทึกคำนี้...คือหนังสือจดหมายหลวงอุดมสมบัติ (จัน) เขียนไปถึงพระยาศรีพิพัฒน์ (ทัด บุนนาค) แม่ทัพใหญ่ ที่กำลังนำทัพไปปราบกบฏปักษ์ใต้ เมื่อ พ.ศ.2381

    หลวงอุดมสมบัติ สามารถจดจำถ้อยความ พระกระแสรับสั่งต่างๆได้อย่างละเอียดยิบ สมัย ร.5 ทรงได้อ่าน โปรดให้ขยายรูปหลวงอุดมสมบัติ เป็นรูปขนาดใหญ่ โดยพระราชประสงค์จะยกย่องความสามารถให้เป็นที่ปรากฏ

    หนังสือเล่มนี้ตีพิมพ์เป็นครั้งที่ 7 คุณเอนกทำดัชนีค้นคว้าส่วนตัวเอาไว้ เจอคำ “ย่าโม่” ถูกใช้ถึงห้าครั้ง

    หน้า 56 “เอาไปยิงประเคนมันเข้า มันก็จะวิ่งพากันเลิกไปหมด มัวแค่คิดอ้อแอ้ไปเสียหมดอย่างนี้ อ้ายย่าโม่ที่ไหนมิรู้ น่าเกลียดน่าชังนักหนาทีเดียว”

    พระกระแสรับสั่งนี้ คำย่าโม่ มีความหมายไปทาง “น่าเกลียดน่าชัง” ยังไม่ชัดเจนนักว่าแค่ไหน

    หน้า 58 “อ้าย...มันก็เป็นแค่ลูกเล็กๆ ยังให้มันทำได้ น่าเกลียดน่าชังนักหนาทีเดียว อ้ายย่าโม่อะไรมิรู้”

    “ย่าโม่” ในพระกระแสครั้งนี้ ยังมีความหมายเท่าครั้งแรกยังย้ำที่คำน่าเกลียดน่าชังอยู่

    หน้า 64 “นี่มีแต่ความประมาทหลงเชื่อมันให้เสียทีเปล่าๆ ทำนองจะเข้าใจเสียว่า มันจะไม่ทำเมืองสงขลาแล้ว จึงจะให้แต่...ออกไป ปรารถนาจะได้ให้ไปพูดจากับมัน ความเห็นเป็นอย่างนี้ จึงให้...ออกไป ย่าโม่อะไรมิรู้”

    พระกระแสนี้ “ย่าโม่” มีความหมาย ลึกไปกว่า “น่าเกลียดน่าชัง” คนที่พระองค์พูดถึง เป็นคนหูเบา หลงเชื่อคำคนอื่นง่าย

    หน้า 90-91 ทรงตรัสว่า “ขึ้นกับเมืองสงขลาเย็นๆอย่างไร มีการมามันจะช่วยใครได้ กับอ้ายคนย่าโม่ขลาดอย่างนี้” ย่าโม่ ในพระกระแสนี้ มีคำ “ขี้ขลาด” เพิ่มน้ำหนักขึ้นอีกนิด

    หน้า 168 หลวงอุดมสมบัติบันทึกไว้ว่า “แล้วทรงตรัสว่าพระยาสงขลาบอกเข้ามาว่า ได้สู้รบตีค่ายอ้าย...นั้น ก็เปล่าๆทั้งนั้น จะได้สู้รบตีกับใครที่ไหน กับหน้าย่าโม่ อย่างนี้”

    หน้าย่าโม่ ในพระกระแสนี้ มีความหมายให้คิดไปทาง หน้าโง่ ชัดเจนมาก

    สมเด็จเจ้าฟ้า กรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ทรงมีลายพระหัตถ์ไปถึงพระยาอนุมานราชธน “ฉันรู้มาใหม่ คำย่าโม่นั้นเป็นอูฐ ว่าเป็นภาษาเปอร์เซีย ขอฟังท่านช่วยค้น จริงหรือไม่”

    พระยาอนุมานราชธน มีจดหมายกราบทูลว่า ย่าโม่คำแปลแรก อูฐ จริง แต่มีแปลที่สอง อดทน เชื่อง

    เอนก นาวิกมูล ตีความคำย่าโม่...ที่ ร.3 ทรงใช้ย้ำ...ถึงคนที่มีนิสัยค่อนไปทาง “โง่ หรือขี้เกียจ”

    อ่านเรื่อง “ย่าโม่” ถึงตอนนี้ ผมไม่กล้าใช้วิชา “กลอนพาไป” กระทบกระเทียบถึงผู้ใหญ่ คนที่เป็นเป้าถูกถล่ม...จะพูดจะจา ก็ไม่ เข้าหูชาวบ้าน...งานชี้แจงในสภา...ก็ไม่ไป...เจอสองข้อหาเข้าไปเต็มๆ

    คิดเสียว่าคำ “ย่าโม่” เป็นคำเก่าพ้นสมัยไปแล้ว...ไม่ควรเอามาใช้ด่าใครอีกแล้ว

    ขืนด่าไป คนถูกด่าก็ไม่เจ็บ คนฟังก็ไม่รู้.

    กิเลน ประลองเชิง

    อ่านเพิ่มเติม...

    วิดีโอแนะนำ

    แม่ผู้ตายสุดแค้นพยายามเตะ ทำแผนแฟนสาวบุกยิงเสี่ยเจ้าของร้านขายพลาสติก
    02:47

    แม่ผู้ตายสุดแค้นพยายามเตะ ทำแผนแฟนสาวบุกยิงเสี่ยเจ้าของร้านขายพลาสติก

    ApplicationMy Thairath

    วันพุธที่ 10 สิงหาคม 2565 เวลา 14:19 น.
    ติดต่อโฆษณาร่วมงานกับเราติดต่อเรา
    เกี่ยวกับไทยรัฐมูลนิธิไทยรัฐศูนย์ข้อมูลไทยรัฐบริการข่าวไทยรัฐ - App & SMSFAQศูนย์ช่วยเหลือนโยบายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลไทยรัฐกรุ๊ปเงื่อนไขข้อตกลงการใช้บริการไทยรัฐโลจิสติคส์