ปลัดสธ.มั่นใจเป้าวันที่ 1ก.ค. พ้นโควิด ก้าวข้ามการระบาด “หมอยง” ยังกังวล!

ข่าว

ปลัดสธ.มั่นใจเป้าวันที่ 1ก.ค. พ้นโควิด ก้าวข้ามการระบาด “หมอยง” ยังกังวล!

ไทยรัฐฉบับพิมพ์

28 มิ.ย. 2565 04:46 น.

บันทึก

ปลัดกระทรวงสาธารณสุขยันเป็นไปตามแผน 1 ก.ค.นี้ ไทยจะก้าวเข้าสู่การพ้นการระบาดใหญ่ของ โรคโควิด-19 คาดจะไม่พบการระบาดที่เป็นคลื่นใหญ่เหมือนในอดีต แต่ยังต้องระวังตัวต่อไป แนะให้ฉีดวัคซีนป้องกันทุก 4 เดือน ย้ำเฝ้าระวังโอมิครอน BA.4/BA.5 ต่อเนื่อง ส่วนใหญ่พบในกลุ่มนักเดินทางชาวต่างชาติ เป็น BA.4 ถึงร้อยละ 40-50 ขณะที่ “หมอยง” ระบุไทยมีแนวโน้มพบโอมิครอน BA.5 เพิ่มขึ้น แต่ยังไม่มีหลักฐานความรุนแรง พร้อมชี้อย่าด้อยค่าวัคซีนเชื้อตาย 2 เข็มแรก อ้างมีผลวิจัยยืนยันทำให้ร่างกายจำลองการติดเชื้อได้ดี ส่วน กพท.ออกประกาศเข้มตั้งแต่ 1 ก.ค.นี้ ผู้โดยสารเดินทางเข้าไทยทุกคนต้องสวมหน้ากากอนามัยระหว่างอยู่ในเครื่องบิน

เริ่มนับถอยหลังวันที่ไทยจะปรับให้โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา2019 (โรคโควิด-19) ไปสู่การเป็นโรคประจำถิ่น หลังเกิดการระบาดไปทั่วโลกมานานกว่าสองปี คร่าชีวิตผู้คนไปกว่า 6.3 ล้านคน ในจำนวนนี้เป็นผู้ป่วยเสียชีวิตในไทยกว่า 3 หมื่นคน โดยเมื่อวันที่ 27 มิ.ย. นพ.เกียรติภูมิ วงศ์รจิต ปลัดกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กล่าวว่า ในวันที่ 1 ก.ค.นี้ ไทยจะก้าวเข้าสู่การพ้นการระบาดใหญ่ของโรคโควิด-19 เป็นไปตามแผนที่วางไว้ และหากมีการเจ็บป่วย คาดว่าจะไม่พบการระบาดเป็นที่คลื่นใหญ่เหมือนในอดีต แต่จะเป็นคลื่นเล็กๆ ที่ไม่กระทบต่อระบบการแพทย์และสาธารณสุข เนื่องจากขณะนี้ประเทศไทยมีการฉีดวัคซีนไปแล้ว 140 ล้านโดส อย่างไรก็ตาม ยังต้องมีการรณรงค์ให้มีการรับวัคซีนต่อเนื่องทุกๆ 4 เดือน

ส่วนความกังวลโอมิครอน สายพันธุ์ BA.4.และ BA.5 นั้น ปลัด สธ.กล่าวว่า จากข้อมูลในต่างประเทศ พบว่าในสหรัฐอเมริกาและอังกฤษมีการแพร่เร็วกว่าเดิม 1.3-1.4 เท่า แต่ในประเทศนอร์เวย์กลับมีอัตราการแพร่น้อยกว่า ดังนั้น ปัจจัยของการแพร่เชื้อที่เร็วขึ้น อาจไม่ใช่เรื่องของเชื้อไวรัสที่พัฒนาเพียงอย่างเดียวอาจมีปัจจัยอื่นร่วมด้วย ส่วนการกลายพันธุ์ของเชื้อโควิด-19 นั้น เรามีการเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่อง พบตั้งแต่เดือน เม.ย.2565 ในกลุ่มนักเดินทางชาวต่างชาติ จากการเก็บตัวอย่างเพื่อหาสายพันธุ์พบว่าเป็น BA.4 ถึงร้อยละ 40-50 ยังต้องมีการติดตามต่อไป ทั้งนี้ โรคโควิด-19 ยังอยู่รอบตัวไม่ได้หายไปไหน ดังนั้น ยังต้องระมัดระวังตัวต่อไป

ปลัด สธ.กล่าวอีกว่า สำหรับวัคซีนนั้น ล่าสุดองค์การอาหารและยา สหรัฐอเมริกาอนุมัติวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 สำหรับกลุ่มเด็กเล็กอายุ 6 เดือนขึ้นไป สำหรับประเทศไทยกระทรวงสาธารณสุขกำลังเตรียมพิจารณาให้มีการฉีดวัคซีนในกลุ่มเด็กดังกล่าวเช่นกัน แต่ต้องรอให้บริษัทผู้ผลิตวัคซีนมายื่นจดทะเบียนกับสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาของไทยก่อน หลังจากนั้นก็สามารถดำเนินการ ได้โดยกรมควบคุมโรคจะเป็นผู้กำหนดรายละเอียด ต่อไป

ด้าน นพ.ไพศาล ดั่นคุ้ม เลขาธิการ อย. กล่าวว่า ขณะนี้ยังไม่มีบริษัทผู้ผลิตวัคซีนสำหรับเด็กเล็ก ทั้งไฟเซอร์ และโมเดอร์นา มายื่นขอขึ้นทะเบียน คาดว่าเป็นเพราะเพิ่งผ่านการอนุมัติจาก อย.สหรัฐฯ ไม่นาน

อีกด้านหนึ่ง ศ.นพ.ยง ภู่วรวรรณ หัวหน้าศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านไวรัสวิทยาคลินิก คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวบรรยายผ่านออนไลน์ถึงสถานการณ์โควิด-19 และวัคซีนว่าช่วง 3 สัปดาห์เดือน มิ.ย. ที่ผ่านมาศูนย์ฯได้ถอดรหัสพันธุกรรมคนไข้โควิดใน กทม. 206 คน ยังเป็นสายพันธุ์ย่อยโอมิครอน BA.2 แต่ข้อมูลทั่วโลกพบ BA.5 มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น เฉลี่ยเดือน พ.ค. อยู่ที่ร้อยละ 3.7 เพิ่มขึ้นเดือน มิ.ย. เป็นร้อยละ 30 ประเทศไทยพบรายงานการเพิ่มขึ้นของ BA.5 ในเดือน พ.ค. จากร้อยละ 1.6 เป็นร้อยละ 8 ในเดือน มิ.ย. เป็นสัญญาณเตือนเพิ่มขึ้น แต่ยังไม่ต้องกลัว เพราะยังไม่มีหลักฐานความรุนแรงรวมถึงการเสียชีวิตที่เพิ่ม อีกทั้งการถอดรหัสพันธุกรรมในหลายประเทศมีแนวโน้มลดลง ความถูกต้องแม่นยำก็น้อยลง

ศ.นพ.ยงกล่าวด้วยว่า ในเด็กติดเชื้อโอกาสเสียชีวิตต่ำมาก ข้อมูลเดือน ม.ค.-เม.ย.65 ช่วงระบาดโอมิครอน เด็กอายุ 0-14 ปี ที่ติดเชื้อ 2.3 แสนคน พบเสียชีวิต 41 คน ส่วนใหญ่มีโรคประจำตัวความกังวลในเด็กไม่ได้อยู่ที่ภาวะโรค แต่เด็กจะเป็นตัวแพร่เชื้อไปสู่คนในครอบครัว จากการศึกษาวิจัยเด็ก 5-6 ปี ที่ไม่เคยฉีดวัคซีนมาก่อน จำนวน 350 คน โดยเจาะเลือดตรวจพบว่าช่วงโอมิครอนมีเด็กติดเชื้อร้อยละ 27 หรือประมาณ 1 ใน 4 เทียบกับช่วงเดลตามีเด็กติดเชื้อร้อยละ 7-8 เมื่อซักประวัติพบว่าครึ่งหนึ่งไม่แสดงอาการ ดังนั้น เด็กเหล่านี้ที่ติดเชื้อแล้วไม่แสดงอาการหรือมีอาการน้อยมาก จึงมีความเสี่ยงจะแพร่เชื้อที่โรงเรียนและนำไปสู่ครอบครัว เดือน ก.ค. คาดว่าจะเห็นยอดติดเชื้อที่สูงขึ้นจนถึง ส.ค. ต้องเตรียมรับมือ จากนั้นจะค่อยๆลดลงไปต่ำสุดช่วง ต.ค.-พ.ย. เพราะเป็นช่วงปิดเทอมและจะกลับสูงอีกทีช่วงเปิดเทอม ม.ค. เป็นลักษณะจำเพาะของโรคทางเดินหายใจในเด็ก ส่วนอาการลองโควิดที่พูดกันมาก สำหรับตนรู้สึกเฉยๆเป็นอาการที่เกิดขึ้นได้หลังติดเชื้อช่วง 3-6 เดือน อาการหลักๆที่เห็นคือเหนื่อยง่าย อ่อนเพลีย สมองมึนตื้อ หายใจไม่สะดวก ช่วงการระบาดของเดลตาจะพบลองโควิดมากกว่าโอมิครอน คาดว่าปีหน้าก็จะลดลง

ศ.นพ.ยงยังกล่าวถึงการฉีดวัคซีนด้วยว่าผู้ได้รับวัคซีนไป 3 เข็มแล้วติดเชื้อ การติดเชื้อถือเป็นการรับวัคซีนเข็มที่ 4 เป็นภูมิคุ้มกันลูกผสมที่ดี ไม่จำเป็นต้องฉีดเข็ม 4 หากจะฉีดขอให้รอไปหลัง 6 เดือน ส่วนผู้ที่ได้รับวัคซีนซิโนแวคหรือซิโนฟาร์ม เป็นเชื้อตายไป 2 เข็มแรก จากนั้นรับแอสตราเซเนกา 2 เข็ม จำเป็นต้องฉีดเข็ม 5 หรือไม่ เนื่องจากมีการพูดว่าไม่ควรนับรวมเชื้อตายนั้น ส่วนตัวไม่อยากให้ด้อยค่าวัคซีนเชื้อตาย เพราะมีผลวิจัยยืนยันเชื้อตายเป็นตัวปูพื้น ทำให้ร่างกายจำลองการติดเชื้อได้ดี ควรนับรวม หากจะกระตุ้นเข็ม 5 ควรให้ห่างนาน 4-6 เดือน หรือมีอะไรเปลี่ยนแปลงค่อยว่ากัน สำหรับการติดเชื้อซ้ำครั้งที่สอง แม้ว่าจะฉีดวัคซีนแล้วมีโอกาสเกิดได้แต่น้อย ดังนั้นยังต้องป้องกันและระวังตัว

สำหรับสถานการณ์โควิด-19 ในไทย ศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 หรือ ศบค. รายงานเมื่อวันที่ 27 มิ.ย. ว่าพบผู้ติดเชื้อรายใหม่ 1,735 คน เป็นการติดเชื้อในประเทศ 1,734 คน เป็นผู้เดินทางมาจากต่างประเทศ 1 คน หายป่วยเพิ่มขึ้น 2,138 คน อยู่ระหว่างรักษา 22,895 คน อาการหนัก 610 คน ใส่ท่อช่วยหายใจ 286 คน เสียชีวิตเพิ่มขึ้น 15 คน เป็นชาย 6 คน หญิง 9 คน เป็นผู้เสียชีวิตที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป 14 คน มีโรคเรื้อรัง 1 คน ทำให้ตั้งแต่ปี 2563 มีผู้ติดเชื้อยืนยันสะสม 4,515,890 คน หายป่วยสะสม 4,462,388 คน ผู้เสียชีวิตสะสม 30,607 คน ขณะที่สถานการณ์โลกมียอดผู้ติดเชื้อสะสม 549,002,912 คน เสียชีวิตสะสม 6,350,864 คน

ขณะเดียวกันมีคนบันเทิงติดโควิด-19 เพิ่มอีกราย โดยบริษัท GMMTV แจ้งว่า “วิน-เมธวิน โอภาสเอี่ยมขจร” นักแสดงในสังกัดได้เข้ารับการตรวจ RT-PCR ที่แล็บเมื่อวันที่ 26 มิ.ย.2565 และในวันที่ 27 มิ.ย. เวลา 10.30 น. ทางแล็บได้แจ้งผลตรวจว่าพบเชื้อโควิด-19 และแพทย์ผู้รักษาได้ประเมินอาการเป็นผู้ป่วยสีเขียว ได้ให้แยกกักตัวที่บ้าน หรือ Home Isolation เพื่อติดตามอาการและรักษา รวมทั้งปฏิบัติตามมาตรการที่ถูกต้องต่อไป

วันเดียวกัน นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รมว.คมนาคม เปิดเผยถึงมาตรการที่ปรับปรุงล่าสุดในการเดินทางทางอากาศเข้ามาประเทศไทย จะมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2565 เป็นต้นไปว่า สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย หรือ CAAT ได้ออกประกาศนักบิน หรือ NOTAM (โน-แทม) แจ้งสายการบินทั่วโลกถึงมาตรการที่ปรับปรุงล่าสุดในการเดินทางทางอากาศเข้ามายังประเทศไทย โดยยังคงแนะนำให้ผู้โดยสารสวมใส่หน้ากากอนามัยระหว่างเดินทางในเครื่องบิน เนื่องจากเป็นพื้นที่ปิด สำหรับเอกสารหรือเงื่อนไขต่างๆ ได้ยกเลิกการลงทะเบียน Thailand Pass เพื่อเข้าประเทศไทย ผู้โดยสารที่ได้รับวัคซีนครบถ้วน สามารถเข้าประเทศไทยได้โดยไม่ต้องมีผลตรวจโควิด-19 เพิ่มเติม แต่หากมีอาการป่วยแนะนำให้ตรวจ Rapid Antigen Test (PRO-ATK) ส่วนผู้โดยสารที่ยังไม่ได้รับวัคซีน หรือได้รับวัคซีนไม่ครบโดส จะต้องมีผลการตรวจ PRO-ATK หรือ RT-PCR ไม่เกิน 72 ชั่วโมงก่อนการเดินทาง เพื่อที่จะเข้าประเทศได้เช่นเดียวกับผู้ที่ได้รับวัคซีนครบถ้วน หากผู้โดยสารไม่มีเอกสารอย่างใดอย่างหนึ่งข้างต้นจะต้องปฏิบัติตามคำสั่งของเจ้าหน้าที่ด่านตรวจโรค กรณีสายการบินต่างชาติสามารถส่งเอกสารรับรองลูกเรือว่าเป็นไปตามข้อกำหนด เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ลูกเรือ อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ด่านตรวจโรคอาจตรวจสอบเอกสารอีกครั้งหนึ่ง

สำหรับสถานการณ์โควิด-19 ทั่วโลก กระทรวงสาธารณสุขสิงคโปร์ชี้แจงว่า อัตราการติดเชื้อในประเทศเริ่มพุ่งสูงขึ้น จากเฉลี่ยวันละ 4,000 คน กลายเป็นวันละ 5,000-6,000 คน และส่วนใหญ่เป็นเชื้อโอมิครอนสายย่อย BA.4 และ BA.5 ซึ่งตรงกับที่ทางการประเมินไว้ว่า สายพันธุ์ย่อยดังกล่าวจะมาแทนที่ BA.2 ในการระบาดระลอกใหม่ ที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในช่วงเดือน ก.ค.-ส.ค.นี้ แต่ยืนยันว่ายังไม่จำเป็นต้องปรับเปลี่ยนมาตรการใดๆ เพราะยังไม่พบหลักฐานที่บ่งชี้ว่า เชื้อสายพันธุ์ย่อยตัวใหม่มีความรุนแรงมากขึ้น อัตราผู้เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลยังคงที่ ขณะที่รัฐบาลปากีสถานออกคำสั่งให้ประชาชนกลับมาสวมหน้ากากอนามัยระหว่างนั่งเครื่องบิน หลังอัตราติดเชื้อในประเทศเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในเมืองการาจีที่เพิ่มถึงร้อยละ 21

อ่านเพิ่มเติม...

วิดีโอแนะนำ

"อนุทิน"ลดระดับโควิด-19 เป็นโรคติดต่อเฝ้าระวัง
01:17

"อนุทิน"ลดระดับโควิด-19 เป็นโรคติดต่อเฝ้าระวัง

ApplicationMy Thairath

วันอาทิตย์ที่ 14 สิงหาคม 2565 เวลา 00:22 น.
ติดต่อโฆษณาร่วมงานกับเราติดต่อเรา
เกี่ยวกับไทยรัฐมูลนิธิไทยรัฐศูนย์ข้อมูลไทยรัฐบริการข่าวไทยรัฐ - App & SMSFAQศูนย์ช่วยเหลือนโยบายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลไทยรัฐกรุ๊ปเงื่อนไขข้อตกลงการใช้บริการไทยรัฐโลจิสติคส์