“หมอประสิทธิ์” เตือนห้ามประมาทโควิด-19 “โอมิครอน” หลังผ่อนคลายสารพัดมาตรการ รพ.ศิริราชพบผู้ป่วยโควิดครองเตียงเพิ่มเหตุมีโรคประจำตัว แต่ป่วยรุนแรงยังไม่เยอะ ย้ำวัคซีนยังสำคัญ แนะคนทั่วไปฉีดเข็ม 4 ส่วนกลุ่ม 608 ฉีดเข็มกระตุ้นเมื่อครบ 4 เดือน ส่วนด่านหน้าปักเข็ม 5 รับมือสายพันธุ์ย่อย BA.4 BA.5 แต่โอกาสระบาดแบบเดลตาไม่น่าเกิด ขณะที่ “หมอยง” ชี้เป็นไปตามคาด คนติดเชื้อโควิดเพิ่มเพราะเป็นช่วงเปิดเทอม เด็กติดเพิ่มลามสู่ครอบครัว แต่อาการน้อย มองตัวเลขติดเชื้อจริงมากกว่าที่รายงาน 10 เท่า ส่วนจุดพีกน่าจะอยู่ใน ก.ค.-ก.ย. ด้านองค์การอนามัยโลกยังไม่ประกาศ “โรคฝีดาษลิง” เป็นโรคระบาดที่มีภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุขโลก
สถานการณ์โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โรคโควิด-19) ในไทย ยังไม่นิ่ง โดยเมื่อวันที่ 26 มิ.ย. ศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 หรือ ศบค. รายงานไทยพบผู้ติดเชื้อรายใหม่ 2,278 คน เป็นการติดเชื้อในประเทศ 2,276 คน เป็นผู้เดินทางมาจากต่างประเทศ 2 คน หายป่วยเพิ่มขึ้น 1,834 คน อยู่ระหว่างรักษา 23,313 คน อาการหนัก 601 คน ใส่ท่อช่วยหายใจ 290 คน เสียชีวิตเพิ่มขึ้น 17 คน เป็นชาย 12 คน หญิง 5 คน เป็นผู้เสียชีวิตที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป 10 คน มีโรคเรื้อรัง 7 คน ทั้งนี้ ตั้งแต่ปี 2563 มียอดผู้ติดเชื้อยืนยันสะสม 4,514,155 คน หายป่วยสะสม 4,460,250 คน ผู้เสียชีวิตสะสม 30,592 คน ส่วนการฉีดวัคซีนเมื่อวันที่ 25 มิ.ย.2565 ฉีดได้เพิ่ม 123,907 โดส แยกเป็นเข็มแรก 14,100 ราย เข็มสอง 32,992 ราย และเข็มสามขึ้นไป 76,815 ราย ทำให้ตั้งแต่วันที่ 28 ก.พ.2564 ฉีดวัคซีนสะสม 139,546,745 โดส
ด้าน ศ.นพ.ประสิทธิ์ วัฒนาภา คณบดีคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล ให้สัมภาษณ์ถึงสถานการณ์โควิด-19 ในประเทศไทยและการผ่อนคลายมาตรการว่า การครองเตียงผู้ป่วยโควิด-19 ที่ รพ.ศิริราช เพิ่มขึ้นชัดเจน สาเหตุเป็นเพราะโรคประจำตัวที่มีอยู่ส่งผลให้อาการแย่ลงจึงต้องเข้า รพ. ส่วนข้อมูลผู้ป่วยอาการรุนแรงยังไม่เพิ่มขึ้น แต่ก็เตรียมรับมือไว้ ส่วนสายพันธุ์ย่อยโอมิครอน BA.4 และ BA.5 ซึ่งพบข้อมูลมาหลายเดือนแล้ว โดยเฉพาะประเทศทางยุโรปที่พบอัตราติดเชื้อกลับมาสูงขึ้นเป็นหมื่นรายต่อวัน และเริ่มทดแทน BA.2 เนื่องจากแบ่งตัวเร็วกว่า แต่ยังไม่มีหลักฐานชัดเจนว่ารุนแรงมากกว่า การแพร่ระบาดเร็วขึ้นมองได้ 2 แง่ คือ 1.ตำแหน่งกลายพันธุ์ และ 2.คนเริ่มผ่อนคลายมาตรการหน้ากากอนามัย จึงมีโอกาสแพร่กระจายมากขึ้น รวมถึงกิจกรรมสังคมที่มากขึ้นด้วย หลายประเทศไม่ได้ตรวจหาเชื้อกันแล้ว ที่เห็นผลตรวจเป็นหมื่นรายแสดงว่ายอดจริงต้องมากกว่านั้น อีกปัจจัยสำคัญที่ทำให้เราไม่เห็นความรุนแรงชัดเจนคือวัคซีน หากฉีดมากกว่า 3-4 เข็มขึ้นไป จะช่วยลดความรุนแรงได้ สำหรับไทยที่เปิดประเทศมีผู้เดินทางเข้าเป็นหมื่นคน การตรวจเจอก็เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้และมีแนวโน้มกระจายไปได้มากขึ้นด้วย
ศ.นพ.ประสิทธิ์กล่าวต่ออีกว่า สิ่งที่ต้องย้ำคือวัคซีน เพราะข้อมูลการศึกษาของ BA.4 และ BA.5 มีแนวโน้มว่าอาจจะเกาะเซลล์ปอดได้มากกว่า BA.2 สำหรับตนแนะนำให้ฉีด 4 เข็มในกลุ่มคนทั่วไป และ บุคลากรทางการแพทย์ด่านหน้าก็ฉีดเข็ม 5 ได้เลย ซึ่งหลายคนได้รับแล้ว นอกจากนี้คนไทยต้องกระชับตัวเอง เพราะเราบังคับนักท่องเที่ยวได้ยาก จึงต้องป้องกันตนเองด้วยมาตรการเดิม สวมหน้ากากอนามัย เว้นระยะห่าง และล้างมือ เพราะเรายังมีเด็กต่ำกว่า 5 ขวบที่ยังไม่ได้รับวัคซีน
เมื่อถามว่าคนเคยติดโควิดจะมีโอกาสติดเชื้อซ้ำได้สั้นสุดกี่เดือน ศ.นพ.ประสิทธิ์กล่าวว่า คนจำนวนหนึ่งติดแต่อาการน้อย จึงไม่ได้ตรวจ ดังนั้นจริงๆที่เราเคยพูดว่าจะติดเชื้อซ้ำได้ใน 4-6 เดือน ก็อาจจะสั้นกว่านั้น เพียงแต่คนไม่ได้ตรวจ ข้อมูลที่เห็นได้ว่า BA.4 BA.5 ติดเชื้อได้เร็ว ภูมิคุ้มกันที่มีอยู่อาจลดลงเร็วกว่าตอนที่ป้องกันBA.2 ฉะนั้นกลุ่มเสี่ยง 608 ควรฉีดวัคซีนกระตุ้นเมื่อครบ 4 เดือน ส่วนคนที่ติดเชื้อซ้ำต้องบอกว่าลองโควิดเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจริงและเกิดขึ้นได้ทุกสายพันธุ์ บางคนมีอาการที่ทำให้กระทบชีวิตประจำวัน เช่น สมองตื้อ ผมร่วง ดังนั้น หากมีสายพันธุ์ที่กระจายเร็วกว่าเดิม การติดเชื้อจะไม่คุ้มกับลองโควิด ทั้งนี้คนที่หายแล้วติดอีกซ้ำๆ ขณะนี้ยังไม่มีหลักฐานที่ชัดเจนว่ามีหรือไม่มี ผลกระทบกับภาพรวมสุขภาพ แต่ไม่ใช่เรื่องที่ควรจะติดเชื้อซ้ำ เพราะตอน BA.2 ไม่ลงปอดก็สบายใจหน่อย แต่มา BA.4 มีสมมติว่ามีข้อมูลพิสูจน์ชัดว่าอาการรุนแรง เล่นงานปอด จะเรื่องใหญ่ หากทุกครั้งที่ติดแล้วจู่โจมปอด เป็นการทำลายเนื้อปอดที่อาจไม่ฟื้นตัวกลับมาง่ายๆ
เมื่อถามว่า BA.4 BA.5 จะเป็นคลื่นระบาดรอบใหม่หรือไม่ ศ.นพ.ประสิทธิ์กล่าวว่า โอกาสที่จะกลับมาระบาดมากแบบระลอกเดลตาไม่น่าจะเกิดขึ้น เพราะคนฉีดวัคซีนกันมาก ระวังตัวมากขึ้น ขอเน้นย้ำว่าเรายังคงต้องป้องกันตัวเองให้มากขึ้น หากพบว่าเริ่มมีสัญญาณรุนแรงมากขึ้น เราก็เตรียมกลับมายกการ์ด
วันเดียวกัน ศ.นพ.ยง ภู่วรวรรณ หัวหน้าศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านไวรัสวิทยาคลินิก คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โพสต์เฟซบุ๊กเมื่อช่วงดึกวันที่ 25 มิ.ย. ว่า ต้องยอมรับความจริงว่าโควิด-19 มีการติดเชื้อเพิ่มขึ้นในเดือนนี้ เดือนที่ นักเรียนเปิดเทอมแล้ว เราจะพบผู้ป่วยเด็กเพิ่มขึ้นอย่างมาก และการกระจายตัว ติดในครอบครัว ตั้งแต่เช้าตนรับโทรศัพท์ปรึกษามีการติดในครอบครัวร่วม 10 ราย และตอนเช้าไปตรวจเด็ก คนไข้นอก เด็กป่วยเป็นโรคทางเดินหายใจ พบเหมือนฤดูกาลก่อนโควิดระบาด โรคทางเดินหายใจเพิ่มขึ้นมาก ในการตรวจ จะแยกยากมากว่าเป็นโควิดหรือไม่ ถ้าสงสัยจริงๆ ก็จะทำ ATK
ศ.นพ.ยงระบุอีกว่า อย่างที่เคยคาดไว้โควิด-19 จะระบาดมากตั้งแต่เดือนนี้เป็นต้นไป และจะขึ้นสูงสุดในเดือนกรกฎาคมถึงกันยายน และจะเริ่มลดลงในเดือนตุลาคมถึงธันวาคม แล้วจะระบาดใหม่ในเดือนมกราคม เหมือนกับไข้หวัดใหญ่ของทุกปี การระบาดจะเกิดขึ้น 2 ช่วง ช่วงแรกเป็นช่วงของการเปิดเทอมแรกของนักเรียน ช่วงที่ 2 จะพบได้ต่ำกว่า เป็นช่วงตั้งแต่หลังเปิดเทอมที่ 2 แล้วประมาณ 1 เดือน คือเดือนมกราคม เป็นลักษณะของโรคทางเดินหายใจประจำฤดูกาลของประเทศไทย โรคโควิด-19 พบได้สูงมากนับตั้งแต่นี้เป็นต้นไป ถ้าให้คาดการณ์วันนี้มีผู้ป่วยเท่าไหร่ บอกได้แต่เพียงว่ามากกว่า 10 เท่าของตัวเลขที่รายงาน เพราะส่วนใหญ่มีอาการน้อย ตรวจ ATK รักษากันเอง และจำนวนหนึ่งจะไม่มีอาการ เพราะจากการศึกษาของเราในเด็ก โดยตรวจเลือดพบว่าเด็กประมาณครึ่งหนึ่ง มีหลักฐานการติดเชื้อ โดยไม่มีอาการ ถ้าจะทราบตัวเลขที่แท้จริงจะต้องใช้สถานที่ใดที่หนึ่งทำเป็นสถานที่ศึกษาว่ามีจำนวนผู้ป่วยเท่าไหร่ (Sentinel) เพราะตัวเลขขณะนี้จะเป็นตัวเลขที่รับไว้ในโรงพยาบาล หรือมีการตรวจ RT-PCR ผู้ที่ติดเชื้อมีอาการน้อย การแพร่เชื้อจะน้อยกว่าผู้ที่ติดเชื้อมีอาการที่มากกว่า และการกำจัดไวรัสก็เป็นไปได้เร็ว
ขณะเดียวกัน รศ.นพ.ธีระ วรธนารัตน์ จากคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โพสต์เฟซบุ๊กว่า BA.4/BA.5 ดื้อต่อภูมิคุ้มกันมากกว่า BA.1 ราว 3 เท่า ข้อมูลจากทางไฟเซอร์และโมเดอร์นาที่เพิ่งประกาศออกมาเมื่อ 27/6/2022 และ 22/6/2022 ตามลำดับ ผลออกมาสอดคล้องกันและชี้ให้เห็นว่าโอมิครอน BA.4 และ BA.5 นั้นดื้อต่อภูมิคุ้มกันมากขึ้น อันเป็นผลมาจากการกลายพันธุ์หลายตำแหน่งที่แตกต่างจากเดิม ส่งผลให้เห็นจำนวนเคสติดเชื้อทั่วโลกที่มากขึ้นในช่วงเวลาที่ผ่านมา ทั้งในคนที่ติดเชื้อใหม่แม้จะเคยได้รับวัคซีนมาก่อน รวมถึงคนที่ติดเชื้อซ้ำแม้จะเคยติดเชื้อมาก่อนก็ตาม สถานการณ์ในไทยตอนนี้ติดกันเพิ่มขึ้นชัดเจน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเด็กๆและวัยทำงาน ที่สำคัญคือจากเด็กๆที่ติดจากโรงเรียนและเพื่อนๆไปสู่คุณพ่อคุณแม่ และผู้ใหญ่สูงอายุในบ้าน ตัวเลขที่รายงานนั้นไม่สะท้อนสถานการณ์จริง เพราะเลือกรายงานเฉพาะที่ป่วยมาโรงพยาบาล และที่ตายโดยไม่มีโรคร่วม
ส่วนโรคฝีดาษลิงที่ทั่วโลกเฝ้าระวังอยู่ในขณะนี้ ดร.อนันต์ จงแก้ววัฒนา ผู้อำนวยการกลุ่มวิจัยนวัตกรรมสุขภาพสัตว์และการจัดการ ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) นักไวรัสวิทยาโพสต์เฟซบุ๊กว่า WHO ตกลงยังไม่จัดฝีดาษลิงเป็นโรคระบาดที่มีความฉุกเฉินในระดับนานาชาติ (PHEIC) เพราะข้อมูลยังมีไม่มากพอ ซึ่งต้องจับตาดูสถานการณ์การระบาดทั่วโลกต่อไปก่อนจะตัดสินใจอีกครั้งหนึ่ง เมื่อวันที่ 25 มิ.ย.เห็นข้อมูลชิ้นหนึ่งที่หน่วยงานสาธารณสุขของอังกฤษรวบรวมมาเกี่ยวกับผู้ป่วยฝีดาษลิงในประเทศ โดยแบ่งตามอายุและเพศของผู้ป่วย จะเห็นว่าผู้ป่วยแทบทั้งหมดเป็นผู้ชาย และที่แปลกใจคือ มีกลุ่มผู้มีอายุมากกว่า 45 ปีอยู่พอสมควรทีเดียว เนื่องจากอังกฤษมีนโยบายฉีดวัคซีนไข้ทรพิษกับประชากรทั้งประเทศ และหยุดไปเมื่อ 50 ปีก่อน ทำให้เชื่อว่าผู้ป่วยที่อายุเกิน 50 ปี น่าจะเป็นผู้ที่ได้รับวัคซีนมาก่อน จำนวนผู้ติดเชื้อที่เก็บข้อมูลได้อาจแสดงว่าภูมิจากวัคซีนในอดีต อาจจะไม่พอการป้องกันการติดเชื้อแล้ว การกระตุ้นภูมิจากวัคซีนที่เคยได้ในอดีตอาจจะมีความจำเป็น ถ้าฝีดาษลิงกลายเป็นโรคติดต่อที่มีความน่ากังวลในอนาคต
วันเดียวกัน นายเทดรอส อดานอม เกเบรเยซุส ผู้อำนวยการใหญ่องค์การอนามัยโลก (WHO) ออกแถลงการณ์ว่า สถานการณ์การระบาดของโรคฝีดาษลิงในขณะนี้ยังไม่มีความจำเป็นต้องประกาศให้เป็นภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุขโลก (PHEIC) หรือการประกาศเตือนภัยโรคระบาดขั้นสูงสุด เทียบเท่ากับไวรัสโควิด-19 หรือโรคโปลิโอ ทั้งยังไม่มีความจำเป็นที่องค์การอนามัยโลกจะออกคำแนะนำให้ประเทศต่างๆเริ่มกระบวนการฉีดวัคซีนให้ประชาชน แต่ยอมรับว่าสถานการณ์ถือว่ามีความน่าวิตกกังวล เนื่องจากเป็นการระบาดในภูมิภาคที่ไม่เคยพบการระบาดมาก่อน และตอนนี้การติดเชื้อกว่าร้อยละ 84 อยู่ในภูมิภาคยุโรป


