นักวิจัยเผยเด็ก-หญิงพิการถูกกระทำความรุนแรงโดนข่มขืนมากสุด ส่วนใหญ่เป็นคนรู้จัก อึ้งพบ ลัทธิอุบาทว์จังหวัดใหญ่ในอีสาน หลอกหญิงพิการดื่มน้ำสาบานและข่มขืนรักษาโรค
วันที่ 23 มิถุนายน 2565 น.ส.ทิพย์อัปสร ศิวาธร นักวิจัยอิสระ เปิดเผยถึงรายงานสถานการณ์ปัญหาความรุนแรงต่อเด็กและผู้หญิงพิการ ซึ่งได้รับการสนับสนุนจาก กรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ (พก.) กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ร่วมกับ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และมูลนิธิส่งเสริมความเสมอภาคทางสังคมว่า เป็นการศึกษาวิจัยจากกลุ่มตัวอย่างเด็กพิการ ผู้หญิงพิการ และผู้ปกครอง รวม 51
กรณีในพื้นที่ 31 จังหวัด ช่วงเดือนตุลาคม 2564-มกราคม 2565 พบผู้กระทำเกือบทั้งหมดเป็นเพศชาย ส่วนใหญ่รู้จักหรือมีความสัมพันธ์กันกับผู้กระทำเช่น เป็นพ่อ ปู่ ตา ลุง พี่ชาย คนในหมู่บ้าน ผู้นำชุมชน ผู้นำคนพิการ และมักใช้อำนาจบทบาทความเป็นเพศชายกระทำต่อเด็กและผู้หญิง
รูปแบบความรุนแรงแยกเป็นความรุนแรงทางเพศ เป็นการข่มขืน 88 % รุมโทรม 12% ผู้กระทำส่วนใหญ่เป็นพ่อ 39% ญาติ 35% คนไม่รู้จัก 28% ส่วนความรุนแรงอื่นๆ เช่น ทำร้ายร่างกาย 13% ใช้คำพูดรุนแรง 6% ละเลยทอดทิ้ง 4% ผู้กระทำส่วนใหญ่เป็นสามี 33% พ่อ 29% ญาติ 14% แม่ 19% แพทย์ 5%
สำหรับการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรม พบว่า มีเพียง 29% ที่แจ้งความ 71% ไม่แจ้งความ ใน 29% ที่แจ้งความนั้นผู้กระทำถูกดำเนินดคีเพียง 27%
ขณะที่ 73% คดีไม่มีความคืบหน้า เนื่องจากคู่กรณีมีอิทธิพล บางรายหนีออกจากพื้นที่ ถูกโน้มน้าวให้ไกล่เกลี่ย ไม่สามารถบอกลักษณะคนร้ายหรือจุดเกิดเหตุได้ ส่วนสาเหตุที่ผู้ถูกกระทำไม่ยอมแจ้งความ เนื่องจากส่วนใหญ่ผู้กระทำเป็นคนในครอบครัว เช่น พ่อ ญาติพี่น้อง นอกจากนี้ยังมีการขอให้ไกล่เกลี่ย มีความกลัวอาย รวมถึงมีอุปสรรคในการแจ้ง เช่น การเดินทาง การสื่อสาร และผู้กระทำมีอิทธิพล ใช้อำนาจ และตำรวจไม่รับแจ้ง เพราะให้การไม่เป็นประโยชน์
น.ส.ทิพย์อัปสร กล่าวด้วยว่า ข้อเสนอแนะจากทีมวิจัยมีดังนี้
- ส่งเสริมให้มีการเก็บข้อมูลเชิงลึก และการทำงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับความรุนแรงของเด็กและผู้หญิงพิการ
- กรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ เป็นเจ้าภาพหลักสร้างกลไกประสานงานหรือกลไกความร่วมมือระหว่างกระทรวง และกรมในการทำงาน
- ปรับปรุงพ.ร.บ.ส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ เพิ่มประเด็นเพศ เพศสภาพ อายุ และเพิ่มบทที่เกี่ยวกับการยุติความรุนแรงในครอบครัว การเลือกปฏิบัติและความรุนแรงด้วยเหตุแห่งเพศในทุกรูปแบบ
- พัฒนาและสร้างความเข้มแข็งของชุมชน/เครือข่ายผู้ผ่านพ้น ร่วมกันทำหน้าที่ป้องกันปัญหา
- จัดทำแผนปฏิบัติการขจัดความรุนแรง ร่วมมือกับเครือข่ายคนพิการทั้งองค์กรเอกชน และภาคประชาสังคม สร้างโมเดลต้นแบบกระบวนการช่วยเหลือที่เป็นมิตร ให้เข้าถึงง่าย เป็นมิตรเป็นธรรม คำนึงถึงผู้ประสบปัญหาเป็นศูนย์กลาง
- รวบรวมติดตามข้อมูลเกี่ยวกับความรุนแรง ทำสถิติแยกประเภทความพิการ อายุ เพื่อจัดทำแผนการช่วยเหลือที่ทันท่วงที และควรตระหนักถึงความต้องการเฉพาะของแต่ละคนและมีนโยบายที่ตอบสนองการจัดการอย่างสมเหตุสมผล ความต้องการ และความจำเป็นของเด็กและผู้หญิงพิการที่ถูกกระทำความรุนแรง คู่ขนานกับการสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับปัญหาเหล่านี้
น.ส.ทิพย์อัปสร กล่าวด้วยว่า ตัวอย่างเคสที่ทีมวิจัยได้ลงพื้นที่เก็บข้อมูล ได้ข้อค้นพบหลายกรณีที่น่าเศร้าใจอย่างยิ่ง ยกตัวอย่าง เคสเด็กหญิงพิการทางสติปัญญาจังหวัดแห่งหนึ่งในภาคอีสานถูกพ่อแท้ๆ ซึ่งแยกทางกับแม่ข่มขืนโดยมักกระทำหลังดื่มเหล้า อีกเคสเป็นหญิงพิการทางเรียนรู้จังหวัดแห่งหนึ่งในภาคเหนือ ถูกผู้ใหญ่บ้านทำอนาจาร แม่ผู้เสียหายไปแจ้งความแต่ถูกตำรวจและปลัดอำเภอแนะนำให้ไกล่เกลี่ย สุดท้ายปรึกษาทนายความส่งฟ้องศาลตัดสินลงโทษผู้กระทำโดยรอลงอาญา 2 ปี ปัจจุบันผู้กระทำได้รับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบล (ส.อบต.) แม่ผู้เสียหายยังกังวลว่าจะถูกบีบออกจาก อบต.ที่ตัวเองทำงานอยู่
อีกคนเป็นหญิงพิการซ้อน ทั้งสติปัญญาและการเคลื่อนไหว ถูกพ่อเลี้ยงและลุงเขยข่มขืน ขณะแม่ออกไปรับจ้าง จนหมอแนะนำให้ทำหมันเพราะกลัวท้อง แม่เชื่อหมอ เมื่อไปแจ้งความตำรวจไม่รับแจ้งอ้างว่าให้ข้อมูลไม่ครบ สุดท้ายแม่ตัดสินใจไม่ออกไปทำงาน อาศัยเบี้ยคนพิการ 1,600 บาท จากลูกพิการ 2 คนในบ้านใช้จ่าย เพราะไม่อยากให้ลูกถูกข่มขืนอีก
อีกรายเป็นสตรีพิการทางการได้ยิน ปัจจุบันอายุ 46 ปี อยู่ทางภาคเหนือ ถูกข่มขืนรวม 8 เหตุการณ์ ตั้งแต่ 5 ขวบถูกข่มขืนและรุมโทรมจากพี่ชายและเพื่อนพี่ชาย อายุ 11 ปี ถูกเพื่อนที่โรงเรียนโสตศึกษาแห่งหนึ่งข่มขืน อายุ 12 ปี ถูกเพื่อนที่โรงเรียนโสตศึกษาอีกแห่งข่มขืน อายุ 13-18 ปี ถูกครูที่โรงเรียนข่มขืนและข่มขู่ อายุ 22 ปีถูกเพื่อนร่วมงานวางยาและถูกคนงานชาย 7 คนรุมโทรม อายุ 24 ปีถูกนายจ้างข่มขืน ได้ขัดขืนต่อสู้และใช้มีดแทงนายจ้างเสียชีวิต ได้ใช้ภาษามือสื่อสารกับตำรวจ อีกทั้งไม่มีล่ามภาษามือทำให้ถูกตัดสินจำคุก 20 ปีข้อหาเจตนาฆ่าคน อายุ 27 ปี ขณะอยู่ในคุกถูกผู้ต้องขังหญิงซึ่งถูกเรียกว่าเจ้าถิ่นพร้อมพวกข่มขืนโดยใช้อุปกรณ์ต่างๆ ข่มขืนเกือบทุกวัน อายุ 45 ปีถูกคนหูหนวกในจังหวัดทางภาคเหนือหลอกลวงเข้าร่วมอบรมแต่กลับข่มขืน ครั้งนี้แจ้งความผู้กระทำผิดโดยความช่วยเหลือจาก น.ส.เสาวลักษณ์ ทองก๊วย กรรมการว่าด้วยสิทธิคนพิการแห่งสหประชาชาติ และมูลนิธิส่งเสริมความเสมอภาคทางสังคม
น.ส.ทิพย์อัปสร กล่าวอีกว่า นอกจากนี้มีเคสน่าสนใจในจังหวัดใหญ่แห่งหนึ่งของภาคอีสาน พบลัทธิที่เชื่อกันว่าหากผู้หญิงเกิดมาพิการ ต้องร่วมพิธีดื่มน้ำสาบานและให้ผู้ชายข่มขืน
โดยพบกรณีเด็กหญิงพิการทางการมองเห็นคนหนึ่ง ที่แม่ส่งน้องเข้าร่วมพิธีและถูกข่มขืนจากผู้ชายในลัทธิเดียวกัน ด้วยเชื่อว่าการมีเพศสัมพันธ์เป็นการรักษาโรคภัยไข้เจ็บ หรือทำให้มองเห็น ทั้งที่สุดท้ายก็มองไม่เห็น และน้องก็ยังถูกข่มขืนมาตลอดจากผู้ชายในลัทธิ โดยไม่มีการแจ้งความดำเนินคดี เพราะคนในหมู่บ้านที่นับถือลัทธิเดียวกัน ก็ทำแบบนั้น


