กรมควบคุมโรค สกัดโรคฝีดาษลิง คัดกรอง 3 ประเทศ เสี่ยง โควิดตาย-ติดลดลง

ข่าว

กรมควบคุมโรค สกัดโรคฝีดาษลิง คัดกรอง 3 ประเทศ เสี่ยง โควิดตาย-ติดลดลง

ไทยรัฐฉบับพิมพ์

23 พ.ค. 2565 04:48 น.

บันทึก

กรมควบคุมโรคประกาศตั้งศูนย์ปฏิบัติการภาวะฉุกเฉินทางสาธารณสุข เฝ้าระวัง “โรคฝีดาษลิง” หลังพบระบาดใน 15 ประเทศ ส่วนใหญ่โซนยุโรป พร้อมสั่งยกระดับเฝ้าระวังคนเดินทางจากพื้นที่ที่มีการระบาด รวมถึง 3 ประเทศเสี่ยงสูง “อังกฤษ-สเปน-โปรตุเกส” หลังไทยเปิดประเทศรับนักเดินทางจากทั่วโลก แนะ 3 ข้อ ให้สังเกตอาการตัวเองหากมีไข้ มีตุ่ม ผื่น ที่ใบหน้า แขน ขา ให้รีบพบแพทย์ทันที หมั่นล้างมือด้วยสบู่และเลี่ยงสัมผัสสารคัดหลั่งจากผู้สงสัยจะป่วย ขณะที่โรคโควิด-19 ยังอยู่ในช่วงขาลง เมื่อยอดติด/ตายลดต่อเนื่อง แม้ผู้ติดเชื้อใหม่ รวม ATK ไทยยังสูงติดอันดับ 11 โลก อันดับ 5 ของเอเชีย ส่วนยอดตายรายวันติดอันดับ 8 โลก

ในขณะที่สถานการณ์โรคโควิด-19 ทั่วโลกและไทยเข้าสู่ขาลงจนอาจเข้าสู่โรคประจำถิ่นได้ในไม่ช้า แต่ล่าสุดกลับเกิดโรคฝีดาษลิงระบาดขึ้นมาแทน ทั้งที่หายไปนานหลายทศวรรษ ทำให้ไทยต้องประกาศเฝ้าระวังเพิ่ม โดยเมื่อวันที่ 22 พ.ค.ที่กระทรวงสาธารณสุข นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค เปิดเผยว่า กรมควบคุมโรค มีหน้าที่ป้องกันควบคุมโรค โดยเฉพาะโรคอุบัติใหม่ และโรคอุบัติซ้ำ ได้จัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการภาวะฉุกเฉินทางสาธารณสุข กรมควบคุมโรค กรณีโรคฝีดาษลิง (Monkeypox) เพื่อเฝ้าติดตามสถานการณ์ แนวโน้ม พร้อมทั้งคาดการณ์สถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต เพื่อจัดทำแผนทั้งในระยะยาว ระยะกลาง ในการปรับปรุงกลยุทธ์และมาตรการให้เหมาะสม

อธิบดีกรมควบคุมโรค ระบุด้วยว่า องค์การอนามัยโลกแถลงการณ์ยืนยันว่า พบผู้ป่วยโรคฝีดาษลิงประมาณ 80 คน และมีผู้ป่วยสงสัยเป็นฝีดาษลิงอยู่ ระหว่างสอบสวนโรค 50 คน ใน 11 ประเทศ ที่ไม่ใช่แหล่งระบาดของโรคฝีดาษลิง และมีแนวโน้มที่จะพบผู้ป่วยเพิ่มมากขึ้นในอีกหลายประเทศ โดยผู้ป่วยรายแรกที่พบในการระบาดครั้งนี้เป็นผู้ป่วยในประเทศอังกฤษ ที่มีประวัติเดินทางไปยังประเทศไนจีเรียช่วงปลายเดือน เม.ย. อังกฤษจึงเริ่มเฝ้าระวังและค้นหาผู้ป่วยเพิ่มเติม ในขณะนี้พบผู้ป่วยแล้วกว่า 100 คน จาก 15 ประเทศ ได้แก่ อังกฤษ สเปน โปรตุเกส อิตาลี เบลเยียม ฝรั่งเศส เยอรมนี สวีเดน สหรัฐอเมริกา แคนาดา ออสเตรเลีย อิสราเอล เนเธอร์แลนด์ สวิตเซอร์แลนด์ และกรีซ

นพ.โอภาสกล่าวอีกว่า ส่วนประเทศไทยยังไม่มีรายงานพบผู้ป่วยโรคฝีดาษลิง อย่างไรก็ตาม ในระยะนี้เป็นช่วงที่เริ่มเปิดให้มีการเดินทางเข้าประเทศได้มากขึ้น และเป็นช่วงเตรียมการเข้าสู่การเป็นโรคประจำถิ่นของโรคโควิด-19 ดังนั้น อาจมีความเสี่ยงจากผู้เดินทางมาจากพื้นที่ที่มีการระบาด ได้แก่ อังกฤษ สเปน โปรตุเกส อิตาลี เบลเยียม ฝรั่งเศส เยอรมนี สวีเดน สหรัฐอเมริกา แคนาดาและออสเตรเลีย หรือผู้ที่เดินทางมาจากประเทศในทวีปแอฟริกากลางและแอฟริกาตะวันตกได้ ทั้งในช่องทางการเข้า-ออกระหว่างประเทศ หรือผู้ที่เดินทางจากประเทศดังกล่าวไปในจังหวัดท่องเที่ยวสำคัญต่างๆ จากข้อมูลกองด่านควบคุมโรคติดต่อระหว่างประเทศและกักกันโรค กรมควบคุมโรครายงานว่า จำนวนผู้เดินทางที่ลงทะเบียนจากประเทศเสี่ยงสูง ได้แก่ อังกฤษ สเปน โปรตุเกส ระหว่างวันที่ 1-22 พ.ค.2565 นี้ มีผู้เดินทางจากอังกฤษ 13,142 คน จากสเปน 1,352 คน และโปรตุเกส 268 คน

นอกจากนี้ นพ.โอภาสกล่าวอีกว่า กรมควบคุมโรคได้มีการยกระดับเพื่อเฝ้าระวังผู้ที่เดินทางจากประเทศเสี่ยงเหล่านี้ ขอให้ประชาชนติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด และหากต้องเดินทางไปยังประเทศที่พบผู้ป่วยฝีดาษลิง ควรระมัดระวัง ดังนี้ 1.หลีกเลี่ยงการสัมผัสสัตว์พาหะ ได้แก่ สัตว์ฟันแทะ เช่น หนู กระรอก และสัตว์ตระกูลไพรเมต เช่น ลิง ถึงแม้ว่ายังไม่มีรายงานพบเชื้อในสัตว์เหล่านี้ในประเทศไทยก็ตาม หากมีการสัมผัสสัตว์ให้รีบล้างมือด้วยสบู่และน้ำสะอาด และหลังจากเดินทางกลับจากประเทศที่มีการระบาดของโรคฝีดาษลิงให้สังเกตอาการ

หากพบมีความผิดปกติ เช่น มีไข้ มีตุ่มผื่นที่ใบหน้า แขนและขาให้รีบพบแพทย์ทันที พร้อมทั้งแจ้งประวัติการเดินทาง 2.ปฏิบัติตามมาตรการ Universal Prevention (UP) โดยการหมั่นล้างมือด้วยสบู่หรือเจลแอลกอฮอล์บ่อยๆ แยกของใช้ส่วนตัวทุกชนิดไม่ใช้ร่วมกับผู้อื่น หลีกเลี่ยงการใช้มือสัมผัสใบหน้า ตา จมูก ปาก กินอาหารปรุงสุก เป็นต้น 3.หลีกเลี่ยงการสัมผัสสารคัดหลั่ง บาดแผล เลือด น้ำเหลือง

ของสัตว์ หรือกินเนื้อสัตว์ติดเชื้อที่ปรุงไม่สุก และหลีกเลี่ยงการสัมผัสสารคัดหลั่ง เช่น น้ำลาย ละอองฝอย หรือน้ำเหลืองจากผู้ที่สงสัยว่าป่วยหรือมีประวัติเสี่ยง ทั้งนี้ การแพร่เชื้อจากคนสู่คน แม้มีโอกาสน้อย แต่อาจเกิดขึ้นได้จากการสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ป่วยผ่านทางสารคัดหลั่ง จากทางเดินหายใจหรือผิวหนังที่เป็นตุ่ม ซึ่งทางกรมควบคุมโรคจะเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด และแจ้งให้ประชาชนทราบเป็นระยะ

วันเดียวกัน นายโจ ไบเดน ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ตอบคำถามผู้สื่อข่าวเรื่องการตรวจพบเชื้อฝีดาษลิงใน 12 ประเทศ รวมถึงอย่างน้อย 2 รายในสหรัฐฯว่า ยังไม่มีใครรายงานให้ฟังว่าสถานการณ์การแพร่ระบาดในสหรัฐฯอยู่ที่ระดับไหน แต่ถือเป็นเรื่องน่าวิตกกังวลหากเชื้อลุกลาม เบื้องต้นคณะทำงานที่เกี่ยวข้องอยู่ระหว่างพิจารณาว่าวัคซีนตัวไหนจะมีประสิทธิภาพสูงสุด

ส่วนสถานการณ์โรคโควิด-19 ในไทย ศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) หรือ ศบค. เผยแพร่ข้อมูลเมื่อเวลา 13.00 น. วันที่ 22 พ.ค.ว่าพบผู้ติดเชื้อรายใหม่ 4,739 คน เป็นการติดเชื้อในประเทศ 4,729 คน มาจากเรือนจำ 5 คน เป็นผู้เดินทางมาจากต่างประเทศ 5 คน หายป่วยเพิ่มขึ้น 7,391 คน อยู่ระหว่างรักษา 55,792 คน เสียชีวิตเพิ่มขึ้น 31 คน อายุ 34-105 ปี เป็นชาย 17 คน หญิง 14 คน ในจำนวนผู้เสียชีวิตทั้งหมด เป็นผู้ป่วยที่มีอายุ 60 ปี และมีโรคเรื้อรัง รวมร้อยละ 100 แบ่งเป็นผู้ที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป 23 คน คิดเป็นร้อยละ 74 และมีอายุน้อยกว่า 60 ปี แต่มีโรคเรื้อรัง 8 คน คิดเป็นร้อยละ 26 ส่วนยอดผู้ได้รับวัคซีนเพิ่มเติม ของวันที่ 21 พ.ค.2565 รวม 275,672 โดส

สำหรับ 10 จังหวัดที่มีผู้ติดเชื้อสูงสุดวันที่ 22 พ.ค.2565 พบที่ กทม. 1,465 คน สุรินทร์ 164 คน บุรีรัมย์ 157 คน อุบลราชธานี 156 คน ขอนแก่น 142 คน นนทบุรี 123 คน ชลบุรี 120 คน นครราชสีมา 108 คน สมุทรปราการ 96 คน และสมุทรสาคร 92 คน ทั้งนี้ มียอดผู้ติดเชื้อสะสมยืนยันตั้งแต่ปี 2563 จำนวน 4,411,494 คน ยอดหายป่วยสะสมตั้งแต่ปี 2563 จำนวน 4,325,956 คน และมียอดผู้เสียชีวิตสะสมตั้งแต่ปี 2563 จำนวน 29,746 คน โดยมียอดฉีดวัคซีนสะสมตั้งแต่วันที่ 28 ก.พ.2564 รวมทั้งสิ้น 136,540,949 โดส

วันเดียวกัน รศ.นพ.ธีระ วรธนารัตน์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โพสต์เฟซบุ๊ก เกี่ยวกับสถานการณ์โควิด-19 ของไทย ว่าข้อมูลวันที่ 21 พ.ค. จำนวนผู้ติดเชื้อใหม่รวม ATK สูงเป็นอันดับ 11 ของโลก และอันดับ 5 ของเอเชีย ในขณะที่จำนวนเสียชีวิตสูงเป็นอันดับ 8 ของโลก โดยคิดเป็นร้อยละ 19.57 ของการเสียชีวิตทั้งหมดที่รายงานของทวีปเอเชีย ส่วนยารักษาโรคโควิด-19 ล่าสุด Wong CKH และคณะจากประเทศฮ่องกง เผยแพร่ผลการศึกษาประสิทธิภาพของยาแพ็กซ์โลวิด และโมลนูพิราเวียร์เปรียบเทียบกับกลุ่มผู้ป่วยที่ไม่ได้ยา ในสถานการณ์ระบาดจริง ตั้งแต่วันที่ 26 ก.พ.ถึงวันที่ 26 เม.ย.2565 พบว่า การใช้ยาต้านไวรัสดังกล่าวจะช่วยลดโอกาสที่จะป่วยรุนแรงขึ้น ลดการเสียชีวิต และลดปริมาณไวรัสได้อย่างมีนัยสำคัญ เมื่อเทียบกับกลุ่มที่ไม่ได้ยา ทั้งนี้แพ็กซ์โลวิดได้ประสิทธิภาพสูงกว่าโมลนูพิราเวียร์ ทั้งในเรื่องระยะเวลานอนโรงพยาบาล และการลดความเสี่ยงในการเสียชีวิต ผลการศึกษานี้ชี้ให้เห็นความสำคัญในการจัดเตรียมยาต้านไวรัสให้เพียงพอ เข้าถึงได้ง่าย เพื่อดูแลประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศที่มีการระบาดต่อเนื่องรวมถึงไทยเราด้วย

รศ.นพ.ธีระระบุต่อถึงเรื่องฝีดาษลิงว่า องค์การอนามัยโลก รายงานว่า ตั้งแต่วันที่ 13 พ.ค.2565 เป็นต้นมา มีรายงานพบผู้ป่วยโรคฝีดาษลิงเพิ่มขึ้น และกระจายไปแล้ว 12 ประเทศภาคีสมาชิกขององค์การอนามัยโลกที่ไม่ได้เป็นประเทศที่เป็นดินแดนที่มีโรคชุกชุม (non-endemic areas) จนถึงวันที่ 21 พ.ค.มีเคสที่ตรวจยืนยันแล้ว 92 ราย และอยู่ในข่ายสงสัยรอการยืนยันอีก 28 ราย จากการสอบสวนโรคพบว่า มีเคสจำนวนไม่น้อยที่ไม่ได้มีประวัติเดินทางไปในดินแดนที่โรคชุกชุม แต่มีประวัติการมีสัมผัสทางกายกับผู้ป่วยโรคฝีดาษลิง โดยพบในกลุ่มที่เป็นชายรักชาย จึงขอให้มีการเฝ้าระวังโรค เพราะคาดว่าจะมีรายงานเคสมากขึ้นในประเทศที่ไม่ได้เป็นประเทศที่เป็นดินแดนที่มีโรคชุกชุม และควรมีการให้ความรู้แก่ประชาชนให้คอยสังเกตอาการเจ็บป่วยและพฤติกรรมเสี่ยงต่างๆที่อาจทำให้ติดเชื้อแพร่เชื้อได้

อ่านเพิ่มเติม...

วิดีโอแนะนำ

"ครูวัยเกษียณ" บุกแจ้งจับ "หญิงไก่" หลอกเงิน 19 ล้าน
07:00

"ครูวัยเกษียณ" บุกแจ้งจับ "หญิงไก่" หลอกเงิน 19 ล้าน

thairath-logo

ApplicationMy Thairath

ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
วันอาทิตย์ที่ 26 มิถุนายน 2565 เวลา 11:38 น.
ติดต่อโฆษณาร่วมงานกับเราติดต่อเรา
เกี่ยวกับไทยรัฐมูลนิธิไทยรัฐศูนย์ข้อมูลไทยรัฐบริการข่าวไทยรัฐ - App & SMSFAQศูนย์ช่วยเหลือนโยบายความเป็นส่วนตัวเงื่อนไขข้อตกลงการใช้บริการไทยรัฐโลจิสติคส์