กรมควบคุมโรคมั่นใจแนวโน้มโรคโควิด-19 เข้าสู่โรคประจำถิ่นได้ตามแผน หลังยอดผู้ติดเชื้อ รายใหม่-ตาย เป็นไปตามคาดการณ์ เดือนนี้เข้าสู่ช่วงคงตัว ยืนยันต้องประกาศพร้อมกันทั้งประเทศ ปรับลดระดับเตือนภัยจากระดับ 4 มาอยู่ระดับ 3 แล้วเร่งฉีดวัคซีน โดยเฉพาะเข็มกระตุ้น ด้านกรมวิทย์ระบุสายพันธุ์โอมิครอนครองไทยเบ็ดเสร็จ ส่วนใหญ่เป็น BA.2 โดยต้องเฝ้าระวังสายพันธุ์ย่อยทั้ง BA.5 และ BA.2.12 หลังพบในชาวต่างชาติที่เดินทางเข้าไทย ขณะที่การค้าริมโขงกลับมาคึกคักหลัง สปป.ลาว เปิดทุกด่านสากล ด้านธุรกิจผับบาร์รุกขอนายกฯให้เปิดกิจการได้ นำร่องก่อน 28 จังหวัดท่องเที่ยว 1 มิ.ย.นี้

สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ในไทย ดีวันดีคืน จนอาจปรับเป็นโรคประจำถิ่นได้ตามแผน โดยเมื่อวันที่ 9 พ.ค.ศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) หรือ ศบค. แถลงว่ามีผู้ติดเชื้อโควิด-19 รายใหม่ 6,488 คน หายป่วยเพิ่มขึ้น 12,755 คน อยู่ระหว่างรักษา 84,957 คน อาการหนัก 1,522 คน ใส่ท่อช่วยหายใจ 738 คน เสียชีวิตเพิ่มขึ้น 55 คน อายุ 19-94 ปี เป็นชาย 30 คน หญิง 25 คน เป็นผู้เสียชีวิตที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป 39 คน มีโรคเรื้อรัง 15 คน ไม่มีประวัติโรคเรื้อรัง 1 คน มียอดผู้ติดเชื้อสะสมยืนยันตั้งแต่ปี 2563 จำนวน 4,331,338 คน ยอดหายป่วยสะสมตั้งแต่ปี 2563 จำนวน 4,217,238 คน ยอดผู้เสียชีวิตสะสมตั้งแต่ปี 2563 จำนวน 29,143 คน ขณะที่ยอดฉีดวัคซีนเมื่อวันที่ 8 พ.ค. 82,918 โดส รวมฉีดวัคซีนสะสมตั้งแต่วันที่ 28 ก.พ.2564 จำนวน 134,736,012 โดส

ส่วน 10 จังหวัดที่มีผู้ติดเชื้อสูงสุด อันดับ 1 ยังคงได้แก่ กทม. 1,865 คน ตามด้วย บุรีรัมย์ 273 คน สุรินทร์ 226 คน ร้อยเอ็ด 223 คน ชลบุรี 197 คน สมุทรปราการ 187 คน อุบลราชธานี 181 คน นครราชสีมา 143 คน ขอนแก่น 129 คน และสกลนคร 127 คน ซึ่งในจำนวนนี้พบเป็นจังหวัดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือถึง 7 จังหวัด สอดคล้องกับยอดผู้เสียชีวิตวันที่ 9 พ.ค.ที่พบในภาคตะวัน ออกเฉียงเหนือมากสุดถึง 20 คน ขณะที่มีจังหวัดพบผู้ติดเชื้อรายใหม่เป็นเลขหลักเดียวให้เห็นมากขึ้น ได้แก่ นราธิวาส 9 คน ยะลา 5 คน สตูล 1 คน ระนอง 5 คน เชียงราย 6 คน แม่ฮ่องสอน 2 คน ชัยนาท 1 คน ขณะที่ จ.ลำปางและลำพูน ไม่พบผู้ติดเชื้อใหม่ต่อเนื่องเป็นวันที่สอง

ต่อมา นพ.ศุภกิจ ศิริลักษณ์ อธิบดีกรมวิทยา ศาสตร์การแพทย์ เปิดเผยที่กระทรวงสาธารณสุข ถึงความคืบหน้าการเฝ้าระวังสายพันธุ์โควิด-19 ว่าขณะนี้สายพันธุ์ที่ระบาดในประเทศไทยเป็นสายพันธุ์โอมิครอนทั้งหมดแล้ว เป็นสายพันธุ์ย่อย BA.2 ร้อยละ 97.6 เป็น BA.1 ร้อยละ 2.4 ส่วนการติดตามสายพันธุ์ย่อยอื่นๆ ของโอมิครอน พบสายพันธุ์ย่อย BA.5 จำนวน 1 คน เป็นคนบราซิล และสายพันธุ์ย่อย BA.2.12 จำนวน 2 คน เป็นคนอินเดียและแคนาดา ทั้งหมดมาจากต่างประเทศ และขณะนี้หายป่วยเดินทางกลับประเทศตนเองแล้ว

นพ.ศุภกิจกล่าวอีกว่า ส่วนสายพันธุ์ย่อยที่ทั่วโลกกำลังจับตามอง ได้แก่ สายพันธุ์ย่อย BA.4 และสายพันธุ์ย่อย BA.2.12.1 กำลังแพร่ระบาดในประเทศสหรัฐอเมริกา ขณะนี้ยังไม่พบในไทย แต่เราพบตัวแม่ของสายพันธุ์นี้คือ BA.2.12 กรมวิทย์จะติดตามอย่างใกล้ชิดว่า เมื่อตัวแม่มาแล้วจะแตกตัวออกลูกหลานต่อไปหรือไม่ นอกจากนี้จากการศึกษาของประเทศแอฟริกาใต้ พบว่าผู้ที่ติดเชื้อ BA.1 เป็นภูมิตามธรรมชาติ ไม่สามารถป้องกันสายพันธุ์ BA.2 BA.4 และ BA.5 ได้มากพอ ขณะที่ผู้ที่ติดเชื้อ BA.1 และเคยฉีดวัคซีนมาก่อน สามารถป้องกัน BA.4 และ BA.5 ได้มากกว่า ดังนั้นการฉีดวัคซีนยังเป็นสิ่งจำเป็น และวัคซีนในไทยทุกชนิดยังสามารถป้องกันสายพันธุ์ย่อยได้

ด้าน นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค เปิดเผยว่า หลังเทศกาลสงกรานต์ ผู้ป่วยปอดอักเสบ ผู้ป่วยสวมท่อหายใจ และผู้เสียชีวิตจากโควิดโดยตรง ของไทยมีแนวโน้มลดลง สอดคล้องกับสถานการณ์ทั่วโลกที่มีผู้ติดเชื้อรายใหม่ และผู้เสียชีวิตลดลง ดังนั้นที่ประชุมศูนย์ปฏิบัติการฉุกเฉินด้านการแพทย์และสาธารณสุข (อีโอซี) ได้ประกาศลดระดับการเตือนภัยโรคโควิด-19 จากระดับ 4 เหลือระดับ 3 ทั่วประเทศ ซึ่งการเตือนภัยของกระทรวงสาธารณสุข จะประกอบด้วยปัจจัยเสี่ยง 4 ด้าน คือการไปสถานที่เสี่ยงการร่วมกิจกรรมที่มีคนจำนวนมาก การเดินทางข้ามพื้นที่/ข้ามจังหวัด และการเดินทางเข้าออกประเทศ สำหรับการเตือนภัยระดับ 3 ในส่วนของสถานที่เสี่ยงจะลดระดับลง เหลือเพียงการงดไปสถานที่เสี่ยงได้แก่ สถานบันเทิง และสถานที่ที่ระบบอากาศเป็นระบบปิด ถ่ายเทอากาศไม่ดี และแออัด ส่วนกิจกรรมต่างๆ สามารถดำเนินการได้ ยกเว้นกลุ่ม 608 ที่ยังไม่ได้รับวัคซีนครบตามเกณฑ์ที่หมายรวมถึงวัคซีนกลุ่มกระตุ้นด้วย ขอให้งดกิจกรรมการรวมกลุ่ม รวมทั้งการเดินทางข้ามจังหวัด การเดินทางเข้าออกต่างประเทศ ส่วนคนทั่วไปที่ฉีดวัคซีนครบ รวมทั้งเข็มกระตุ้น สามารถทำกิจกรรมต่างๆได้ใกล้เคียงกับปกติมากขึ้น

นพ.โอภาสยังกล่าวถึงการปรับโรคโควิด-19 เป็นโรคประจำถิ่นด้วยว่า จำนวนผู้ติดเชื้อรายใหม่ ผู้ป่วยอาการหนักและผู้เสียชีวิตเป็นไปตามการคาดการณ์ของกรมควบคุมโรค และสอดคล้องกับแผนการนำโรคโควิด-19 เป็นโรคประจำถิ่น ตามแผนที่วางไว้คือเดือน พ.ค.จะเป็นการเข้าสู่ช่วงคงตัว และจากการติดตามข้อมูลรายจังหวัด มี 23 จังหวัด สถานการณ์คงตัว อาทิ พะเยา ลำปาง พิษณุโลก มหาสารคาม กาฬสินธุ์ ร้อยเอ็ด ขอนแก่น ฯลฯ และ 54 จังหวัด สถานการณ์ดีขึ้น ผู้ติดเชื้อลดลงชัดเจน อาทิ น่าน ลำพูน แพร่ เชียงราย เชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน ปทุมธานี นครนายก อ่างทอง สิงห์บุรี ลพบุรี นครปฐม สมุทรสาคร สุพรรณบุรี เพชรบุรี ราชบุรี ภูเก็ต ชุมพร กระบี่ สุราษฎร์ธานี พังงา ระนอง ฯลฯ รวมถึง กทม.ดังนั้นแนวโน้มเข้าสู่โรคประจำถิ่นเข้าไปทุกทีตามที่ประชาชนรอคอย และดูเหมือนจะเร็วกว่าที่คาดไว้ หลายจังหวัดมีการเตรียมแผนรองรับ โดยมีมาตรการสำคัญคือการฉีดวัคซีนโดยเฉพาะเข็มกระตุ้น เพื่อป้องกันการกลายพันธุ์ในอนาคต และการประกาศให้เป็นโรคประจำถิ่นต้องประกาศพร้อมกันทั้งประเทศ

นพ.โอภาสกล่าวอีกว่า สำหรับเป้าหมายในเดือน พ.ค. คือการฉีดวัคซีนให้กับนักเรียนกลุ่มอายุ 12-17 ปี ได้รับวัคซีนครบ 2 เข็มไปแล้ว มากกว่าร้อยละ 90 ในช่วงก่อนเปิดเทอม สำหรับเด็กกลุ่มอายุ 5-11 ปี จำนวน 5.1 ล้านคน กรมให้คำแนะนำ วัคซีนไฟเซอร์ฝาสีส้ม ฉีด 2 เข็ม ระยะห่างระหว่างเข็ม 1 กับเข็ม 2 ห่างกัน 8 สัปดาห์ ซึ่งค่อนข้างนาน กรมจึงมีคำแนะนำสูตรไขว้เป็นทางเลือกให้กับผู้ปกครอง ได้แก่เข็มที่ 1 ซิโนแวค เข็ม 2 เป็นวัคซีนไฟเซอร์ฝาสีส้ม ระยะห่าง 4 สัปดาห์ ซึ่งมีข้อมูลจากคณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ ว่าสูตรไขว้ดังกล่าวในเด็กสร้างภูมิคุ้มกันได้สูง ไม่ต่างจากการฉีดวัคซีนไฟเซอร์ 2 เข็มในผู้ใหญ่ ขณะนี้มีนักเรียนประสงค์รับวัคซีนสูตรไขว้นี้แล้ว 1.6 แสนคน

อีกด้านหนึ่งที่ศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ ทำเนียบรัฐบาล เวลา 10.00 น. นายสง่า เรืองวัฒนกุล นายกสมาคมผู้ประกอบธุรกิจถนนข้าวสาร นำเครือข่ายกลุ่มผู้ประกอบการธุรกิจท่องเที่ยวและบริการ ร้านค้า ร้านอาหาร สถานบริการผับ บาร์ คาราโอเกะ ยื่นหนังสือถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและ รมว.กลาโหม เสนอให้ฟื้นฟูและบูรณาการการพัฒนาการท่องเที่ยวครบวงจร ปลอดภัยและยั่งยืน โดยสาระสำคัญคือขอให้เปิดกิจการสถานบริการ ผับ บาร์ คาราโอเกะ ที่ได้รับรองมาตรฐาน SHA Plus หรือ Thai Stop COVID 2 Plus และผ่านการตรวจประเมินโดยคณะกรรมการโรคติดต่อกรุงเทพมหานคร หรือคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัด ระยะทดลองให้มีผลตั้งแต่วันที่ 1 มิ.ย.65 เฉพาะในพื้นที่นำร่องด้านการท่องเที่ยว 28 จังหวัด และเปิดดำเนินการทั่วประเทศ ตั้งแต่วันที่ 1 ก.ค.65 เป็นต้นไป

ขณะที่นายธนกร วังบุญคงชนะ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม ยินดีที่ประเทศเพื่อนบ้านขานรับนโยบายการเปิดประเทศร่วมกัน ตอกย้ำนโยบายส่งเสริมการท่องเที่ยวแบบ 2 ประเทศ 1 จุดหมาย โดยมาเลเซียเปิดช่องทางด่านพรมแดนที่ติดต่อกับ จ.นราธิวาส เมื่อวันที่ 5 พ.ค.ที่ผ่านมา จำนวน 3 ด่าน ได้แก่ 1.ด่านถาวรเปิงกาลันกุโบร์-ตาบา 2.ด่านบูกิตบุหงา-บูเก๊ะตา และ 3.ด่านรันเตาปันยัง-สุไหงโก-ลก อนุญาตเฉพาะบุคคล ไม่รวมยานพาหนะ ตั้งแต่เวลา 07.00-19.00 น. ส่วนสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (สปป.ลาว) เปิดด่านสากลทุกด่าน ตั้งแต่วันที่ 9 พ.ค.เป็นต้นไป

ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตลอดวันที่ด่านพรมแดนติดกับ สปป.ลาว เต็มไปด้วยความคึกคัก มีทั้งคนไทยที่ข้ามไปท่องเที่ยวและคนลาวเดินทางข้ามแดนไปมาหาสู่กันตามปกติ รวมถึงนำสินค้ามาขาย ทั้งที่ด่านพรมแดนสะพานมิตรภาพไทย-ลาว แห่งที่ 1 อ.เมืองหนองคาย ด่านชายแดนสะพานมิตรภาพไทย-ลาว แห่งที่ 3 นครพนม-คำม่วน และที่บริเวณริมแม่น้ำโขง ลานพญานาค ต.ปากคาด อ.ปากคาด จ.บึงกาฬ ที่มีพ่อค้าแม่ค้าและชาวลาว โดยสารเรือหางยาวมายังบริเวณจุดผ่อนปรนการค้าบ้านห้วยคาด อ.ปากคาด-ด่านประเพณีบ้านหงทอง แขวงบอลิคำไซ ฝั่งไทย ตั้งแต่เช้า มีทั้งเข้ามาจับจ่ายซื้อสินค้าอุปโภคบริโภค และนำพืชผักผลไม้อาหารมาจำหน่ายที่ตลาดนัดไทย-ลาว สร้างรายได้ให้คนทั้ง 2 ฝั่งอีกครั้ง ซึ่งจากการเปิดเผยของคนไทยและชาวลาวต่างบอกเป็นเสียงเดียวกันว่าดีใจมากหลังปิดด่านมาตลอด 2 ปี ทำให้คิดถึงบรรยากาศการค้าขาย และรู้สึกเหมือนได้กลับมาเจอญาติเจอเพื่อนกันอีกครั้ง

ขณะเดียวกัน ที่โรงเรียนอนุบาลวัดหนองขุนชาติ พิทยาคาร อ.หนองฉาง จ.อุทัยธานี หนึ่งในโรงเรียนหลายแห่งสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาอุทัยธานี เขต 2 ที่เปิดเรียนออนไซต์เป็นวันแรก ท่ามกลางมาตรการป้องกันการระบาดของโรคโควิด-19 อย่างเคร่งครัด โดยนักเรียนทุกคนที่จะมาเรียนต้องตรวจ ATK มาจากบ้าน และส่งผลการตรวจให้ครูประจำชั้นว่ามีผลเป็นลบจึงมาโรงเรียนได้ และเมื่อมาถึงโรงเรียนไม่อนุญาตให้ผู้ปกครองเข้าไปส่งภายในโรงเรียน นักเรียนจะต้องสวมหน้ากากอนามัย และตรวจวัดอุณหภูมิร่างกาย ล้างมือด้วยเจลแอลกอฮอล์ และเว้นระยะห่างในการเดินเข้าชั้นเรียนไปตามเส้นทางที่กำหนดจนถึงห้องเรียน

สำหรับสถานการณ์โควิด-19 ต่างแดน วันเดียวกัน กระทรวงสาธารณสุขสิงคโปร์ออกแถลงการณ์เรียกร้องให้ประชาชนอย่าเพิ่งลบแอปพลิเคชันติดตามตัวและแจ้งเตือนความเสี่ยงที่จะติดเชื้อที่เรียกว่า เทรซทูเก็ทเทอร์ ของรัฐบาล เพราะถึงสถานการณ์จะเริ่มกลับสู่ภาวะปกติ แต่ยังมีความเป็นไปได้ที่สิงคโปร์อาจเผชิญสถานการณ์เชื้อกลายพันธุ์ตัวใหม่ ส่งผลให้ตอนนั้นรัฐบาลจำเป็นต้องใช้มาตรการสกัดกั้นรอบใหม่หากจำเป็น ทั้งนี้ สิงคโปร์ติดเชื้อเฉลี่ยวันละ 3,525 คน เสียชีวิตเฉลี่ยวันละ 2 คน