ตั้งแต่วันที่ 1 เม.ย.เป็นต้นไป โรคระบาดไวรัสโควิด–19 ในประเทศไทย จะเริ่มขั้นตอนนำไปสู่การประกาศ เป็นโรคประจำถิ่น ไม่ใช่โรคระบาดร้ายแรงอีกต่อไป ซึ่งเป็นการท้าทายโรค เนื่องจากเดือน เม.ย.เป็นวันขึ้นปีใหม่ไทย หรือ เทศกาลสงกรานต์ มีทั้งกิจกรรมตามประเพณี การเดินทางกลับบ้าน การอพยพคนและแรงงาน เพราะฉะนั้นความเสี่ยงที่ โควิดจะกลับมาระบาดหนักอีกครั้ง ค่อนข้างจะสูง

รัฐบาลและกระทรวงสาธารณสุขแนะนำวิธีป้องกันการติดเชื้อโควิดง่ายๆคือ ให้ไปฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้น ให้ปฏิบัติตามมาตรการสาธารณสุข ในหลายประเทศเริ่มปฏิบัติคล้ายๆกับบ้านเรา ผ่อนคลายมาตรการเข้มงวดภาครัฐ ให้ประชาชนเข้มงวดกับตัวเองมากขึ้น บางประเทศไม่บังคับให้สวมหน้ากากอนามัยด้วยซ้ำ แต่เอาเข้าจริงชาวบ้านก็ยังใส่หน้ากากอนามัยอยู่ดี อาจเป็นเพราะความเคยชินที่สวมหน้ากากอนามัยกันมา 2-3 ปีแล้ว เป็นปัจจัยที่ 5 ที่ 6 อย่างไรก็ตามหลายประเทศแม้จะผ่อนคลายมาตรการ แต่ก็ยังไม่ประกาศเป็นโรคประจำถิ่นเพราะการแพร่ระบาดของโควิดยังรุนแรง อย่างประเทศไทยวันนี้ก็ยังมีผู้ติดโควิดกว่า 2 หมื่นรายต่อวัน เสียชีวิตอยู่ที่ 70-90 รายต่อวัน ไม่น่าเชื่อว่า ถ้านับจำนวนผู้ป่วยโควิดสะสมในบ้านเราตั้งแต่ปี 2563 มีจำนวนรวมกว่า 3.5 ล้านคนไปแล้ว

วันนี้คนไทยเริ่มจะชินชากับ โควิด ปรับการใช้ชีวิตประจำวันให้สามารถดำเนินชีวิต เอาตัวรอด ระหว่าง กลัวโควิดกับกลัวอดตาย เชื่อว่ากลัวอดตายมากกว่า ดังนั้นปัญหาใหญ่ที่ชาวบ้านจะต้องเผชิญหน้่า ก็คือ ปัญหาเศรษฐกิจปากท้องและความยากจน ที่จะมีความรุนแรงมากขึ้น

เช่นเดียวกับ สงคราม รัสเซีย ยูเครน คราวนี้ไม่ว่าจะมีการเจรจายุติสงครามกันได้เมื่อไหร่ แค่ไหน แต่ความสูญเสียจากสงครามจะกลายเป็น โลกประจำถิ่น นั่นหมายความว่า ความหายนะที่ รัสเซีย สร้างไว้ในยูเครน ทั้งทรัพย์สินและชีวิตมนุษย์ ไม่มีวันที่จะชำระสะสางได้ง่ายๆ และจะมีการแบ่งแยกกันโดยพฤตินัยและนิตินัยชัดเจน

การคว่ำบาตรรัสเซีย ทั้งทางเศรษฐกิจและสังคมจะลุกลาม เป็นสงครามที่ต้องเลือกข้าง ระหว่าง รัสเซีย จีน อินเดีย และพันธมิตร อีกข้าง สหรัฐฯ สหภาพยุโรป นาโต แบ่งเป็นค่าย ประชาธิปไตยกับเผด็จการ ในอีกรูปแบบของ สงครามเย็น ที่มีความชัดเจนมากขึ้น

อาเซียน ก็หนีไม่พ้น การที่ สมเด็จฮุนเซน ผู้นำกัมพูชา ลุกขึ้นมาประกาศ ไม่เห็นด้วยกับการที่รัสเซียไปบุกโจมตียูเครน ภาพที่เลือนรางเริ่มจะชัดขึ้น สิงคโปร์ ไม่เอาด้วยกับ รัสเซีย ตั้งแต่แรกอยู่แล้ว ส่วน สปป.ลาว เมียนมา อยู่ฝั่งเดียวกับ จีน รัสเซีย ชัดเจน

ดังนั้น การประกาศความเป็นกลางเป็นแค่นามธรรมเท่านั้น

บ้านเราผู้นำไม่ค่อยสนใจเรื่องพวกนี้มากนัก กำลังหมกมุ่นกับการเมืองในประเทศ เอาเรื่องหวยแพง เอาเรื่องคู่แข่ง เอาเรื่องความเดือดร้อนและไม่เป็นธรรมของประชาชนและเอกชนมาเป็นเรื่องเดียวกัน เพราะความไม่ชอบและหวาดระแวงว่าจะถูกโค่นอำนาจในสภาเลยคิดได้อย่างเดียวว่า จะต้องหาวิธีรักษาอำนาจเอาไว้ให้ได้ ว้าเหว่.

หมัดเหล็ก
mudlek@thairath.co.th