"หมอธีระ" เผยยอดผู้ติดเชื้อโควิดในไทยยังพุ่งต่อเนื่อง คาด 4 เดือน ไม่เพียงพอที่ประกาศเป็นโรคประจำถิ่น พร้อมย้ำความรู้ "ลองโควิด" จะกำหนดทิศทางจัดการโควิดทั่วโลก


หลังจาก คณะกรรมการโรคติดต่อแห่งชาติ มีมติเห็นชอบหลักเกณฑ์ แผนมาตรการรองรับการบริหารจัดการโรค "โควิด-19" ให้เป็นโรคประจำถิ่น โดยวางไทม์ไลน์ 1 ก.ค. 2565 ต้องพ้นจากการเป็นโรคระบาดนั้น

ล่าสุด เมื่อวันที่ 10 มี.ค. 2565 รศ.นพ.ธีระ วรธนารัตน์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กเกี่ยวกับสถานการณ์โควิด-19 ทั่วโลก โดยระบุว่า วันนี้ทะลุ 451 ล้าน เมื่อวานทั่วโลกติดเพิ่มสูงถึง 1,516,256 คน ตายเพิ่ม 6,222 ศพ รวมแล้วติดไปรวม 451,056,270 คน เสียชีวิตรวม 6,042,565 ศพ

สำหรับ 5 อันดับแรกที่ติดเชื้อสูงสุด คือ เกาหลีใต้, เยอรมนี, เนเธอร์แลนด์, ฝรั่งเศส และสหราชอาณาจักร โดยจำนวนติดเชื้อใหม่ในแต่ละวันของทั่วโลกตอนนี้ มาจากทวีปเอเชีย ยุโรป และ อเมริกาเหนือ/ใต้ ซึ่งรวมกันคิดเป็นร้อยละ 96.03 ของทั้งโลก ในขณะที่จำนวนการเสียชีวิตคิดเป็นร้อยละ 98.61 ในขณะที่ยุโรปนั้นคิดเป็นร้อยละ 49.83 ของทั้งโลก ส่วนจำนวนเสียชีวิตเพิ่มคิดเป็นร้อยละ 36.41 เมื่อวานนี้จำนวนติดเชื้อใหม่มีประเทศจากยุโรปและเอเชียครอง 9 ใน 10 อันดับแรก และ 16 ใน 20 อันดับแรกของโลก

ส่วนสถานการณ์ระบาดของไทย เมื่อวานนี้จำนวนติดเชื้อใหม่ รวม ATK สูงเป็นอันดับ 7 ของโลก และอันดับ 2 ของเอเชีย ในขณะที่จำนวนผู้เสียชีวิตเมื่อวาน 69 ศพ สูงเป็นอันดับ 20 ของโลก โดยรายงานขององค์การอนามัยโลก WHO วันที่ 8 มี.ค. 2022 สรุปภาพรวมให้เห็นว่า ในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา ทั่วโลกมีรายงานติดเชื้อใหม่ลดลง 5% และจำนวนการเสียชีวิตลดลง 8% แต่ได้ระบุไว้ว่า การที่จำนวนติดเชื้อลดลงนั้น อาจเป็นเพราะบางประเทศมีการปรับเปลี่ยนนโยบายเรื่องการตรวจคัดกรองโรค

ทั้งนี้ เห็นได้จากในประเทศไทยด้วย ที่ตรวจ RT-PCR อย่างจำกัด ทำให้มีจำนวนผู้ติดเชื้อยืนยันไม่มาก แต่สถานการณ์จริง การระบาดเป็นไปอย่างกว้างขวาง และมีผู้ติดเชื้อที่ตรวจด้วย ATK จำนวนมากกว่า RT-PCR แต่ไม่รายงานรวมเป็นผู้ติดเชื้อ ทั้งที่นำเข้าสู่กระบวนการดูแลรักษาแบบ Home isolation, Community isolation และแบบ OPD

ขณะที่ องค์การอนามัยโลกได้สรุปเกี่ยวกับ Omicron ไว้ดังนี้

1. ล่าสุดจากระบบการเฝ้าระวังสายพันธุ์ที่ระบาด พบว่า Omicron ครองการระบาดในสัดส่วนสูงถึง 99.7% ในขณะที่เดลตาเหลือเพียง 0.1%

2. สำหรับ Omicron นั้น ขณะนี้มีสายพันธุ์ย่อยหลายสายพันธุ์ โดยพบ BA.1.1 มากสุดคือ 41% รองลงมาคือ BA.2 มีราว 34.2% และ BA.1 ราว 24.7%

3. Omicron มีความได้เปรียบในการแพร่เชื้อ มากกว่าเดลตา 64%

4. หากเปรียบเทียบระหว่างสายพันธุ์ย่อยของ Omicron พบว่า BA.2 มีความได้เปรียบในการแพร่เชื้อ มากกว่า BA.1 56% ทั้งนี้ในสหราชอาณาจักร พบว่าอาจสูงถึง 82.7% และมีอัตราการติดเชื้อ ทั้งในครัวเรือนและนอกครัวเรือน มากกว่า BA.1 อีกด้วย

5. ในแง่ความรุนแรงของโรค BA.2 ไม่แตกต่างจาก BA.1

ทั้งนี้ ย้ำเตือนอีกครั้งว่า เมืองไทยเรายังมีการระบาดรุนแรงกระจายทั่ว แม้ดูจะเป็น "ขาลง" หลังพีกเมื่อ 3 มี.ค.ที่ผ่านมา แต่ธรรมชาติของการระบาดขาลงที่สังเกตจากประเทศอื่น จะยาวนานกว่าขาขึ้น 1.5 เท่า จึงคาดว่าไทยเราจะมีช่วงขาลงราว 42 วัน หรือ 6 สัปดาห์

ดังนั้น ระยะยาวเช่นนี้ ไม่ได้แปลว่าวางใจ ลั้นลาได้ แต่กลับหมายถึงต้องระมัดระวังอย่างยิ่ง เพราะจำนวนติดเชื้อใหม่ ที่จะเกิดขึ้นในช่วงขาลงที่ยาวนานนี้ อาจมีจำนวนรวมมากกว่าขาขึ้นได้ หากประมาท ไม่ป้องกันตัวให้ดี

นอกจากนี้ ยิ่งจำนวนติดเชื้อใหม่เพิ่มขึ้นมากเท่าใด โอกาสเกิดการปะทุรุนแรงขึ้นกว่าเดิมย่อมมีได้ โอกาสเกิดสายพันธุ์ใหม่ย่อมมีได้มากขึ้น และที่ควรตระหนักคือ จำนวนคนที่จะประสบปัญหา Long COVID ในระยะยาวจะมากขึ้น

ขณะที่ Long COVID จะส่งผลกระทบต่อสมรรถนะในการดำรงชีวิต คุณภาพชีวิต และค่าใช้จ่ายที่จะเกิดขึ้นต่อทั้งคนที่ป่วย ครอบครัว และประเทศ ใส่หน้ากากเสมอ เว้นระยะห่างจากคนอื่น พบปะคนอื่นเท่าที่จำเป็น ใช้เวลาน้อยๆ เลี่ยงการกินดื่มหรือแชร์ของกินของใช้ร่วมกับผู้อื่น หากไม่สบาย ควรหยุดเรียนหยุดงาน แจ้งคนใกล้ชิด และไปตรวจรักษาให้หายดีเสียก่อน

อย่างไรก็ตาม ด้วยสถานการณ์และทิศทางนโยบายและมาตรการดังที่เป็นมา คาดว่า 4 เดือน หรือ 3+1 ไม่มีทางที่จะเพียงพอ สำหรับการประกาศเป็นโรคประจำถิ่นครับ ความรู้เกี่ยวกับ Long COVID จะเป็นตัวกำหนดทิศทางการจัดการโรคโควิด-19 ของประเทศต่างๆ ทั่วโลก ต้องใช้ความรู้ที่ถูกต้องนำนโยบาย จึงจะมีโอกาสสำเร็จ ความสำเร็จนั้นวัดกันที่ผลลัพธ์ที่เห็น.


ขอบคุณเฟซบุ๊ก Thira Woratanarat