ศบค. เผยแผนวัคซีนเด็ก-ผู้สูงอายุ เดือนมีนาคม 2565 พบคนแก่ไม่เคยฉีด ตายถึงร้อยละ 58.2 แนะเร่งฉีดเพื่อลดอัตราความเสี่ยงในการเสียชีวิต จากการติดเชื้อ

วันที่ 23 ก.พ. 2565 นายแพทย์ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน โฆษกศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) หรือ ศบค. แถลงข่าวเกี่ยวกับ แผนการบริหารจัดการวัคซีนโควิด-19 เดือนมีนาคม 2565 สำหรับกลุ่มเด็กอายุ 5-11 ปี แต่ละจังหวัดจะได้รับการจัดสรรวัคซีนไฟเวอร์ (ฝาส้ม) สัดส่วนร้อยละ 5.1 ของจำนวนวัคซีนที่กรมควบคุมโรคได้รับมอบการบริษัทผู้ผลิตในแต่ละสัปดาห์

โดยขอให้คณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัด/กรุงเทพมหานคร บริหารจัดการวัคซีนไฟเซอร์ ฝาสีส้ม ดังนี้

- วัคซีนสูตร ไฟเซอร์+ไฟเซอร์ สำหรับฉีดเด็กสุขภาพปกติ ให้บริการผ่านระบบสถานศึกษาเท่านั้น โดยเริ่มที่นักเรียนชั้น ป.6 และถัดลงไปตามลำดับ
- วัคซีนสูตร ซิโนแวค+ไฟเซอร์ ให้จัดช่องลงทะเบียนล่วงหน้าเพื่อเป็นทางเลือกให้ประชาชน

ทั้งนี้ ให้บริหารจัดการวัคซีนไฟเซอร์ ฝาสีส้ม ให้กลุ่มเป้าหมาย ตามลำดับความสำคัญ ดังนี้
1. เข็มที่ 1 และ 2 ในกลุ่มเด็กอายุ 5-11 ปี ที่มี 7 กลุ่มโรคเรื้อรัง
2. ผู้ที่มีนัดเข็ม 2 ของทุกสูตร
3. เข็ม 1 ของสูตรไฟเซอร์+ไฟเซอร์ เริ่มที่นักเรียนชั้น ป.6 จนครบแล้ว จึงฉีดให้ชั้นปีถัดลงไป
4. เข็มกระตุ้นในเด็กที่มีประวัติการฉีดวัคซีนเชื้อตายครบ 2 เข็ม โดยมีระยะห่างอย่างน้อย 4 สัปดาห์ขึ้นไป หลังฉีดเข็มที่ 2

...

ในส่วนของกลุ่มผู้สูงอายุนั้น ข้อมูลจากกรมควบคุมโรค ตั้งแต่ 1 ม.ค. - 18 ก.พ.2565 พบว่า มีผู้ที่อายุมากกว่า 60 ปี เสียชีวิตจากการติดเชื้อ 666 คน คิดเป็น 82% ของผู้เสียชีวิตทั้งหมด

และเมื่อแยกประเภทตามประวัติการได้รับวัคซีน พบว่า ไม่มีประวัติการฉีดวัคซีนถึง 387 คน (ร้อยละ 58.2), มีประวัติรับวัคซีน 1 เข็ม 66 คน (ร้อยละ 9.9), มีประวัติรับวัคซีน 2 เข็ม 197 คน (ร้อยละ 29.5) และมีประวัติรับวัคซีน 3 เข็มขึ้นไป 16 คน (ร้อยละ 2.4)

ดังนั้น ควรเร่งรัดให้มีการฉีดวัคซีนทั้งเข็มที่ 1, 2 และเข็มกระตุ้นในผู้สูงอายุที่ครบระยะเวลาฉีดภายในเดือนมีนาคม 2565 เพื่อลดอัตราความเสี่ยงในการเสียชีวิตจากการติดเชื้อ