• รู้จักการฉีดวัคซีนโควิด-19 เข้าชั้นผิวหนัง ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่มีการฉีดมานานหลายปีแล้ว เป้าหมายสูงสุดคือความปลอดภัย พยายามหลีกเลี่ยงผลข้างเคียง
  • เช็กอาการหลังฉีดวัคซีนเข้าชั้นผิวหนัง รักแร้บวม ตุ่มแดง คัน แบบนี้ปกติไหม หรือควรไปพบแพทย์
  • ผู้ป่วยวัณโรคต่อมน้ำเหลือง ควรฉีดวัคซีนแบบใด หลังคนยังไม่มั่นใจการฉีดวัคซีนเข้าชั้นผิวหนัง

หลายคนเริ่มได้ยินการฉีดวัคซีนโควิด-19 ในชั้นผิวหนังกันมากขึ้น หลังจากศูนย์ฉีดวัคซีนกลางบางซื่อ ให้บริการฉีดวัคซีน 3 รูปแบบให้แก่ประชาชน ได้แก่ 1. ฉีดแบบเต็มโดส เข้าชั้นกล้ามเนื้อ 2. ฉีดครึ่งโดสเข้าชั้นกล้ามเนื้อ และ 3. ฉีดเข้าชั้นผิวหนัง 10 มก. ซึ่งก็มีประชาชนหลายคนเลือกการฉีดเข้าชั้นผิวหนัง เนื่องจากเหตุผลที่ว่า มีอาการข้างเคียงน้อยกว่า โดยบางคนมีอาการตุ่มแดงคันบริเวณที่ฉีด บางคนมีอาการรักแร้บวม ทำให้หลายคนสงสัยว่าอาการแบบใดควรไปพบแพทย์

จากการสอบถาม ศ.นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา ผู้อำนวยการศูนย์วิทยาศาสตร์สุขภาพโรคอุบัติใหม่ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดเผยว่า การฉีดวัคซีนเข้าชั้นผิวหนังนั้น สิ่งที่เราต้องการคือความปลอดภัยสูงสุด หรือก็คือการไม่เกิดผลข้างเคียงหลังจากฉีดวัคซีน ได้แก่ การที่มีไข้ ปวดหัว ตัวร้อน ปวดข้อ ปวดกระดูก รวมไปถึงการเกิดสมองอักเสบ กล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ ตกเลือด เป็นลิ่มเลือด

...

ส่วนอาการตุ่มคันหรือแดง เป็นปฏิกิริยาที่น้อยมาก ซึ่งจะหายไปในที่สุด อาจจะใช้ยาหม่องทาก็ไม่เสียหาย ส่วนการที่มีต่อมน้ำเหลืองโตบริเวณรักแร้นั้น เป็นเรื่องปกติ เนื่องจากชั้นผิวหนังมีตัวจับรับวัคซีนแล้วก็ย่อยพร้อมที่จะไปส่งให้กับต่อมน้ำเหลือง ซึ่งกรณีนี้การฉีดเข้าชั้นกล้ามเนื้อก็สามารถเกิดขึ้นได้

"การที่ต่อมน้ำเหลืองที่รักแร้บวม ไม่ใช่เรื่องน่าตกใจ เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้เมื่อมีตัววัคซีนถูกส่งผ่านไปที่ต่อมน้ำเหลือง ต้องไม่ลืมว่าต่อมน้ำเหลืองก็เหมือนกับเป็นแหล่งโรงงานที่ส่งสัญญาณให้มีการสร้างภูมิคุ้มกัน เพราะฉะนั้นเองโรงงานตรงนี้ก็อาจจะกระปรี้กระเปร่า กระตือรือร้นที่จะทำงาน แต่คำว่า กระตือรือร้น พูดภาษาชาวบ้านก็อาจจะมากเกินไปหน่อย อาจจะเห็นมีต่อมน้ำเหลืองโตได้ ซึ่งก็เป็นเรื่องที่ยอมรับได้ และในที่สุดก็จะยุบไปในที่สุด ไม่ได้มีอะไร"

สำหรับตัวจับ รับย่อยส่ง ในส่วนนี้จะมีเซลล์ 2 แบบด้วยกัน เพราะฉะนั้นเซลล์สองแบบนี้ก็เลยช่วยส่งวัคซีนไปให้กับน้ำเหลือง ทำให้ต่อมน้ำเหลืองรับทราบแล้วเริ่มมีการสร้างภูมิคุ้มกันในลำดับต่อไป เพราะฉะนั้นการที่มีต่อมน้ำเหลืองโต แท้ที่จริงแล้วกลับเป็นเรื่องดี แสดงว่ามีปฏิกิริยาตอบสนองต่อการฉีดวัคซีนนั้นค่อนข้างน่าพอใจ ไม่ใช่เรื่องที่น่าตกใจ

ผู้ป่วยวัณโรคต่อมน้ำเหลือง แนะนำให้ฉีดวัคซีนไหม?

ศ.นพ.ธีระวัฒน์ เปิดเผยว่า วัณโรคต่อมน้ำเหลืองอันนี้คงไม่เกี่ยวกัน ในกรณีที่ฉีดเข้ากล้ามเนื้อจะก่อให้เกิดปฏิกิริยาที่เป็นภูมิชนิดที่กระตุ้นให้เกิดการอักเสบ ซึ่งภูมิตรงนี้เองอาจจะทำให้ภาวะโรคที่คนป่วยเป็นอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของภาวะของมะเร็ง หรือเป็นโรคสมองอักเสบ หรือเป็นโรคอักเสบของข้อ หรือเรื่องของเส้นเลือดตีบอยู่แล้ว ปะทุขึ้นมาได้

แต่ถ้าหากเปลี่ยนมาเป็นฉีดเข้าชั้นผิวหนังแทนจะได้ประโยชน์มากกว่า เป็นการเลี่ยงการกระตุ้นที่ให้เกิดโรคประจำตัวนั้นไปปะทุขึ้นมา อย่างไรก็ตาม การฉีดเข้าชั้นผิวหนังนั้นเป็นการผ่อน พยายามเลี่ยงผลกระทบในที่ไม่พึงประสงค์อย่างมากที่สุด หากเกิดขึ้นก็น่าจะเกิดน้อยกว่า อย่างน้อยสิบเท่าในเรื่องของปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นทั้งทั่วร่างกายเลย

เมื่อถามว่า หากฉีดวัคซีนเข้าชั้นผิวหนังไปแล้ว จะฉีดวัคซีนครั้งต่อไปเป็นแบบใดนั้น ศ.นพ.ธีระวัฒน์ เปิดเผยว่า ตอนนี้ไม่ว่าจะเข็มที่หนึ่ง หรือเข็มอะไรต่างๆ ก็ตาม แนะนำให้ฉีดเข้าชั้นผิวหนัง เพราะหากฉีดเป็นเข้ากล้ามเนื้อ ก็ย้อนกลับไปถึงคำถามเดิมว่าจะฉีดอย่างไร ให้พยายามหลีกเลี่ยงผลข้างเคียงให้น้อยที่สุด ดังนั้นก็คือเป็นชั้นผิวหนังเหมือนเดิม

...

ส่วนระยะห่างของการฉีดวัคซีนนั้น หากฉีดไฟเซอร์ ต้องถามต่อว่า วัคซีนเข็มแรกก่อนที่จะฉีดไฟเซอร์นั้นเป็นอะไร หากว่าฉีดสองเข็มแรกเป็นซิโนแวค แล้วฉีดไฟเซอร์ ตรงนี้เองก็อาจจะถือว่า สองเข็มแรกของซิโนแวคนั้นอาจจะไม่ถือว่าฉีด แล้วก็ถือว่าเข็มที่สามนั้นคือไฟเซอร์ เข็มที่สี่ก็จะเป็นไฟเซอร์ต่อในชั้นผิวหนัง ตัวนี้อาจจะห่างกันประมาณ 1 เดือน จริงๆ แล้วห่างกันได้ถึง 3 เดือนก็ได้


ฉีดแล้วอยากตรวจภูมิตอนไหนดี

ศ.นพ.ธีระวัฒน์ กล่าวว่า จริงๆ แล้วการตรวจภูมิจะต้องระวังนิดนึง เนื่องจากวิธีการตรวจภูมินั้นมีหลายแบบด้วยกัน ในแบบต่างๆ ที่ไปตรวจกันนั้น ก็มีกระบวนการในการวัดไม่เหมือนกัน แล้วถ้าตัวเลขออกมาก็เป็นพัน เป็นหมื่น เป็นแสนก็มี ซึ่งตัวเลขที่วัดในลักษณะดังกล่าว เป็นตัวเลขที่บอกภูมิรวมเฉยๆ ซึ่งเป็นภูมิรวม อาจจะหมายถึงเป็นภูมิที่ไม่ได้หน้าที่อะไรเลย คือไม่ปกป้องร่างกาย ไม่ได้ยับยั้งไวรัสอะไรเลย เป็นภูมิที่ลอยเฉยๆ

หรืออันที่ 2 ก็เป็นภูมิที่ยับยั้งไวรัสจริงๆ แล้วก็มีภูมิที่ 3 ก็คือ ภูมิที่แทนที่จะไปช่วยป้องกันโรค กลับทำให้โรคเลวลง ซึ่งในกรณีนี้ ภูมิที่ไม่ดี ภูมิที่เป็นลบในลักษณะนี้ เราอาจพบได้ แต่ว่าไม่ได้พบในทุกคน

ถ้าหากเราต้องการทราบว่า เจาะเลือดที่รู้ว่าภูมินี้เป็นภูมิที่ยับยั้งไวรัสได้นั้น ต้องมีกระบวนการตรวจที่ระบุชัดเจนเลยว่า มีความสามารถในการยับยั้งไวรัสได้กี่เปอร์เซ็นต์ คำว่าเปอร์เซ็นต์นั้นก็หมายความว่า ถ้าหากว่ายับยั้งไวรัสได้ 95% ก็ยิ่งดี 99% ก็ยิ่งดี

แต่ถ้าหากความสามารถยับยั้งไวรัสได้เหลือสัก 40% 50% ตัวนั้นเองก็สามารถ จะสะท้อนว่ามีโอกาสที่จะติด และมีอาการได้สูงขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งการตรวจภูมิลักษณะนี้ห้องปฏิบัติการของเราก็ตรวจอยู่เป็นประจำ คนก็ตรวจมาได้ปีครึ่งแล้ว มีคนมาตรวจมาหลายหมื่นคนแล้ว ซึ่งทางคณะแพทยศาสตร์ ไม่ได้กินกำไร

...

คนยังไม่มั่นใจการฉีดวัคซีนเข้าชั้นผิวหนัง

ศ.นพ.ธีระวัฒน์ กล่าวว่า ในเรื่องนี้เท่าที่ทราบทางสถานีกลางบางซื่อเตรียมพร้อมบุคลากรที่เชี่ยวชาญ หรือชำนาญในเรื่องการฉีดชั้นผิวหนังอยู่แล้ว แล้วก็ประการที่สองการฉีดเข้าชั้นผิวหนัง ไม่ใช่เป็นเรื่องยากเย็นแสนเข็ญ เพราะว่าคุณพยาบาลจริงๆ แล้วก็มีการฝึกปฏิบัติการฉีดเข้าเส้นผิวหนังมาเนิ่นนานแล้ว อยู่ในหลักสูตร เพียงแต่ว่าอาจจะไม่ค่อยได้นำมาใช้บ่อย หรือนำมาปฏิบัติบ่อย แต่ถ้าได้รับการฝึกฝน แค่ระยะเวลา 10-15 นาที ก็ทำได้ ซึ่งเรื่องนี้เป็นเรื่องปกติ เรื่องนี้เป็นคำถามที่เมื่อ 37 ปีที่แล้ว ที่เราเริ่มนำการฉีดแบบนี้เข้ามาใช้ในประเทศไทย

ในกรณีที่ฉีดผิดแล้วจะเป็นอย่างไร จากชั้นผิวหนัง มันจะลึกลงไป อาจจะลึกลงไปที่ชั้นไขมัน อาจจะทำให้ประสิทธิภาพลดลง แต่ว่าประสิทธิภาพที่ลดลงในลักษณะดังกล่าวนั้น ต้องไม่ลืมว่ามันมีตัวที่จับ รับ ย่อย แล้วก็นำส่งไปหาตัวต่อมน้ำเหลืองยังมีอยู่ เพียงแต่ว่าประสิทธิภาพนั้น อาจจะลดถอยลง แต่ไม่ใช่เรื่องใหญ่แล้วก็ไม่ได้เกิดอันตราย แต่หากฉีดเข้าไปแล้ว พบว่าตุ่มไม่ขึ้น หรือ ไม่มีตุ่มที่มองเห็น ที่นูนขึ้นมา ก็ให้ฉีดอีกหนึ่งตุ่ม อีกครั้งหนึ่งเท่านั้นเอง.

...

ผู้เขียน : J. Mashare

กราฟฟิก : Jutaphun Sooksamphun