ระยะเวลากว่า 2 ปีที่ผ่านมา อาจกล่าวได้ว่าเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของวงการสาธารณสุขของโลกและของไทย หลังการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสวิด-19 เข้ามาทำให้วิถีชีวิตของผู้คนรวมไปถึงวงการแพทย์ต้องขยับตัวครั้งใหญ่เพื่อร่วมกันเอาชนะโรคร้าย ประชาชนต้องปรับเปลี่ยนแนวทางการใช้ชีวิต ให้ความสำคัญกับสุขภาพมากขึ้น ส่วนทางสาธารณสุขก็ต้องอัปเกรดกระบวนการดูแลรักษาผู้ป่วยอย่างมหาศาล โดยเฉพาะอย่างยิ่งการนำนวัตกรรมใหม่ๆ เข้ามาช่วยตอบโจทย์เพื่อประสิทธิภาพที่ดียิ่งขึ้น
นอกเหนือไปกว่านั้น การอุบัติของโควิด-19 ยังสร้างแรงกระเพื่อมทำให้หลายภาคส่วนมองเห็นอันตรายจากโรคที่เกี่ยวพันกับ “ระบบการหายใจ” มากยิ่งขึ้น ซึ่งหากมองย้อนไปที่สถิติประเทศไทยในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา กลุ่มโรคระบบการหายใจเป็นหนึ่งในอัตราการเสียชีวิตอันดับต้นๆ ของคนไทย โดยที่น่าจับตาเป็นพิเศษคือ “โรคหืด” ที่แม้จะฟังดูไม่อันตราย แต่กลับมีผู้เสียชีวิตจากโรคนี้มากเป็นอันดับ 5 ของโรคระบบการหายใจทั้งหมด และมีแนวโน้มว่าอาจมีผู้ป่วยเพิ่มมากขึ้นในอนาคตด้วยปัญหามลพิษที่ยังไร้ทางแก้อย่างเห็นผล
ด้วยตระหนักถึงภัยซ่อนเร้นที่เกิดจากโรคระบบทางเดินหายใจที่นับวันยิ่งทวีความรุนแรง และด้วยต้องการจะผลักดันวงการสาธารณสุขจาก “รับ” สู่ “รุก” ให้มากขึ้น จึงเกิดความร่วมมือจาก 3 ภาคส่วน ได้แก่ สมาคมอุรเวชช์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (DEPA) และ แอสตร้าเซนเนก้า ประเทศไทย พัฒนาแอปพลิเคชันที่มีชื่อว่า “Asthma Excellence” Mobile Hub ที่จะทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางด้านข้อมูลและเป็นเครื่องมือสนับสนุนในการดูแลผู้ป่วยโรคหืดอย่างต่อเนื่องและเห็นผล
“Asthma Excellence” เป็นโครงการที่เริ่มต้นจากแนวคิด “ดูแลสุขภาพแบบก้าวหน้าด้วยนวัตกรรมดิจิทัล” ภายใต้บันทึกข้อตกลงความร่วมมือ “Supporting and Promoting Healthcare Technology Development in Thailand” ระหว่างสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล หรือ ดีป้า และ โครงการ Healthy Lung โดย แอสตร้าเซนเนก้า ประเทศไทย เพื่อมอบให้กับ สมาคมอุรเวชช์แห่งประเทศไทยฯ เพื่อช่วยอำนวยความสะดวกและเพิ่มประสิทธิภาพการดูแลรักษาผู้ป่วยโรคหืดในประเทศไทย ผ่านการใช้งานเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่จะทำให้เข้าถึงผู้ป่วยมากยิ่งขึ้น และเพื่อช่วยแนะนำ ดูแล และติดตามโรคได้อย่างมีประสิทธิภาพ นำไปสู่การลดอัตราเสียชีวิตจากโรค
แอปพลิเคชัน Asthma Excellence จะเข้ามาช่วยเหลือแพทย์และผู้ป่วยอย่างไร? ไทยรัฐออนไลน์ชวนไปทำความรู้จักกับนวัตกรรมดังกล่าวให้ดียิ่งขึ้น พร้อมพูดคุยถึงสถานการณ์โรคหืดของไทยในปัจจุบัน กับบทสัมภาษณ์พิเศษ รศ.นพ.นิธิพัฒน์ เจียรกุล นายกสมาคมอุรเวชช์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์
โรคหืด ภัยร้ายระบบทางเดินหายใจ แนวโน้มผู้ป่วยพุ่งสูงในอนาคต
“จากการที่เราดูตัวเลขย้อนหลังในระยะเวลา 20 ปีที่ผ่านมา คนไทยเราเองป่วยด้วยโรคหืดทั้งเด็กและผู้ใหญ่ค่อยๆ เพิ่มขึ้นช้าๆ”
รศ.นพ.นิธิพัฒน์ เจียรกุล เกริ่นกับเราถึงภาพรวมของโรคหืดในไทย ก่อนอธิบายเพิ่มเติมว่า ปัจจุบันโรคหืดเป็นโรคระบบการหายใจที่อยู่ใน 15 อันดับแรกของโรคเรื้อรังในประเทศไทย จากการสำรวจพบว่าเป็นเด็กวัยเรียนถึงวัยรุ่นประมาณ 10% ก่อนจะค่อยๆ หายเองเมื่อเป็นผู้ใหญ่ โดยจะเหลืออยู่ที่ประมาณ 6-8% อย่างไรก็ตาม พบว่าจำนวนผู้ป่วยมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างช้าๆ ใกล้เคียงกับสถานการณ์ในกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วเนื่องจากเรามีการติดเชื้อในวัยเด็กเพิ่มมากขึ้น รวมไปถึงด้วยมลพิษทางอากาศที่ทำให้หลอดลมของเรามีความอ่อนไหวมากกว่าเดิม ซึ่งปัจจัยเหล่านี้ล้วนส่งเสริมให้จำนวนผู้ป่วยโรคหืดค่อยๆ สูงขึ้น
ทั้งนี้ โรคหืด เป็นโรคที่เกิดจากการอักเสบเรื้อรังของหลอดลม ทำให้เยื่อบุและผนังหลอดลมตอบสนองต่อสิ่งกระตุ้นจากภายใน และจากสิ่งแวดล้อมมากกว่าปกติ ส่งผลให้หายใจไม่สะดวกและมีเสียงหวีด เหนื่อยหอบ ไอเรื้อรัง แน่นหน้าอก สามารถเกิดได้กับทุกเพศทุกวัย และทำให้เสียชีวิตได้หากอาการรุนแรงเนื่องจากโรคควบคุมได้ไม่ดี ซึ่งในทางการแพทย์จะแบ่งผู้ป่วยโรคหืดออกเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่
กลุ่มที่ 1 กลุ่มที่มีอาการน้อย สามารถควบคุมโรคได้ดี ซึ่งมีประมาณ 20%
กลุ่มที่ 2 เป็นกลุ่มใหญ่ที่สุด เป็นกลุ่มที่อาการพอจะควบคุมได้ มีผู้ป่วยประมาณ 70%
กลุ่มที่ 3 เป็นกลุ่มโรคหืดรุนแรง พบในไทยประมาณ 10% ส่วนใหญ่เป็นผู้ใหญ่ ซึ่งกลุ่มนี้จะมีโอกาสเสียชีวิตได้ง่าย จากข้อมูลพบว่ามีจำนวนผู้เสียชีวิตจากโรคหืดถึงประมาณ 2,000 คนต่อปี นอกจากนี้ยังมีการศึกษาในต่างประเทศพบว่าในกลุ่มผู้ป่วยรุนแรง ยังมีความเสี่ยงได้รับผลกระทบจากการติดเชื้อโควิด-19 ได้มากกว่าคนทั่วไปอีกด้วย
แนวทางรักษาหลักคือการปรับพฤติกรรม
รศ.นพ.นิธิพัฒน์ เจียรกุล กล่าวว่า โดยหลักแล้วแนวทางรักษาโรคหืดจะแบ่งเป็น 2 วิธีด้วยกัน คือการปรับพฤติกรรมและการใช้ยา อย่างไรก็ตามสิ่งที่สมาคมอุรเวชช์แห่งประเทศไทยฯ พยายามมุ่งเน้นคือการผลักดันและรณรงค์ในแนวทางไม่ใช้ยา หรือก็คือปรับพฤติกรรม ควบคู่ไปกับการใช้ยาให้เหมาะสมกับระดับความรุนแรงของโรค ซึ่งจะช่วยให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นในระยะยาว
แนวทางในการรักษาลักษณะนี้ก็เช่นการแนะแนวทางใช้ชีวิตที่จะหลีกเลี่ยงสารก่อภูมิแพ้ต่างๆ รวมไปถึงการควบคุมปัจจัยเสี่ยงด้านสุขภาพ ที่อาจทำให้โรคควบคุมได้ยากขึ้น เช่นการสูบบุหรี่ การมีน้ำหนักตัวเยอะ รวมถึงการไม่ออกกำลังกาย เป็นต้น
ส่วนแนวทางการใช้ยา แพทย์จะแบ่งการใช้ยาตามความรุนแรงของโรค ในกลุ่มคนที่มีอาการน้อย หรือมีอาการเป็นครั้งคราวก็จะใช้ยาในกลุ่มที่ลดการอักเสบ และใช้ยาที่จะบรรเทาอาการในปริมาณน้อยๆ หรือใช้ตามอาการของโรค ส่วนกลุ่มที่อาการปานกลาง ก็จำเป็นจะต้องได้ยาต้านการอักเสบที่ต่อเนื่อง และปัจจุบันก็มีการใช้ยาผสมระหว่างยาต้านการอักเสบและยาขยายหลอดลม ชนิดออกฤทธิ์ยาว โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มผู้ป่วยอาการรุนแรง 10% ที่ต้องใช้ยาหลายชนิดร่วมกัน
“ในเรื่องการปรับพฤติกรรมก็เป็นสิ่งที่แพทย์และบุคลากรทางการแพทย์ต้องเน้นย้ำเสมอ เพราะทำให้ผู้ป่วยใช้ยาลดลง บางรายอาจหยุดยาได้ชั่วคราว หรือใช้ยาที่มีอันตรายได้ลดลง แต่อย่างไรก็ตามการปรับพฤติกรรมทางสุขภาพของมนุษย์เป็นเรื่องลำบาก อาจเกิดจากความเคยชิน ความจำเป็นในการทำมาหากิน หรือปัจจัยอื่น ดังนั้นเราจึงต้องพยายามปรับให้เข้ากับพฤติกรรมสุขภาพของผู้ป่วยแต่ละราย โดยมีสื่อการสอน เรื่องการย้ำเตือนกับคนไข้ หรือแม้แต่ปัจจุบันที่เราเผชิญกับเรื่องมลพิษในอากาศ โดยเฉพาะ PM 2.5 การมีเครื่องมือสื่อสาร หรือเครื่องมือที่จะช่วยเตือนคนไข้ที่เป็นโรคหืดให้ระมัดระวังตัว โดยเฉพาะในช่วงที่มลพิษในอากาศเยอะๆ อันนั้นก็เป็นวิธีการหนึ่ง ร่วมด้วยไปกับการพยายามให้คนไข้โรคหืดในทุกระดับเข้าถึงการใช้ยาได้ตามมาตรฐานในการรักษา”
“Asthma Excellence” อีกขั้นของการดูแลสุขภาพด้วยนวัตกรรมดิจิทัล
จากสิ่งที่ รศ.นพ.นิธิพัฒน์ เจียรกุล อธิบายให้เราฟัง จะพบว่าหัวใจสำคัญของการดูแลผู้ป่วยโรคหืดคือการติดตามโรคอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้คำแนะนำด้านการใช้ชีวิตที่จะไม่ส่งเสริมการเกิดโรค ลดการทวีความรุนแรงของอาการ ซึ่งจะนำไปสู่การปรับลดยา และการช่วยเหลือได้ทันท่วงทีก่อนอาการลุกลาม
เพื่อตอบโจทย์ดังกล่าว แอปพลิเคชัน “Asthma Excellence” โดยความร่วมมือของ สมาคมอุรเวชช์แห่งประเทศไทยฯ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (DEPA) และ แอสตร้าเซนเนก้า ประเทศไทย จึงเป็นอีกหนึ่งเครื่องมือสำคัญที่จะ “อุดช่องว่าง” ที่ทำให้การดูแลผู้ป่วยโรคเรื้อรังขาดความต่อเนื่องในการดูแลรักษา โดยเฉพาะในยุคหลังโควิดที่กำลังใกล้เข้ามา
“เราปฏิเสธไม่ได้ว่าในปัจจุบันเราอยู่ในยุคของข้อมูลข่าวสาร ดังนั้นการนำข้อมูลข่าวสารเข้าถึงตัวประชาชนโดยเฉพาะคนที่ป่วย รวมถึงคนที่ยังไม่ได้ป่วยแต่มีความเสี่ยง หรือคนที่ต้องดูแลคนที่ป่วย เป็นสิ่งที่สำคัญที่จะปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพ สามารถทำให้เขาดูแลรักษาตัวเอง ใช้ยาอย่างเหมาะสม และติดตามการรักษาที่ต่อเนื่องกับแพทย์”
“ฉะนั้นเครื่องมือสื่อสารในรูปแบบแอปพลิเคชันก็เป็นวิธีการหนึ่ง โดยเฉพาะในคนรุ่นใหม่ ที่จะทำให้เขาเข้าใจว่าโรคหืดคืออะไร เป้าหมายในการรักษาของโรคหืดนั้นเป็นอย่างไร แนวทางในการดูแลรักษาประกอบด้วยอะไรบ้าง แล้วยังทำให้สามารถประเมินผลการรักษาแล้วก็การติดตามผลได้อย่างสะดวก”
แอปพลิเคชัน Asthma Excellence มีหลักการทำงานที่สอดคล้องไปกับเป้าหมายของสมาคมอุรเวชช์แห่งประเทศไทยฯ ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อบุคลากรทางการแพทย์ในยุคที่การรักษาและการติดตามโรคต้องมีความชัดเจนและรวดเร็วขึ้นเพื่อช่วยลดความสูญเสียและช่วยให้ผู้ป่วยกลับไปใช้ชีวิตได้อย่างปกติ
โดยภายในแอปพลิเคชัน จะมีฟีเจอร์ที่รวบรวมองค์ความรู้เกี่ยวกับการรักษาผู้ป่วยโรคหืดที่ทันสมัยตามมาตรฐานสากล ด้วยฐานข้อมูลเกี่ยวกับโรคหืดที่ครบถ้วนและครอบคลุม นับตั้งแต่ขั้นตอนการตรวจวินิจฉัย การรักษา ไปจนถึงการดูแลสุขภาพหลังรับการรักษา อาทิ แนวทางการวินิจฉัยเพื่อดูแลรักษาโรคหืด การประเมินความเสี่ยงและการควบคุมโรคหืด แนวทางการรักษาและการกำหนดปริมาณยา รวมถึงการติดตามอาการของผู้ป่วย ทั้งหมดถูกรวบรวมไว้อย่างครบครันและนำเสนอด้วยระบบที่เข้าใจง่าย ในรูปแบบบทความ และ Podcasts ให้ฟังได้อย่างสะดวก ทุกที่ ทุกเวลา
ก้าวแรกสู่การต่อยอดพัฒนานวัตกรรมเพื่อสาธารณสุขที่หลากหลาย
ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าหลังการระบาดของโควิด-19 นวัตกรรมเพื่อการสาธารณสุขของไทยเป็นหนึ่งในภาคส่วนที่ได้รับการพัฒนาอย่างก้าวกระโดด และจากผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นพบว่าสิ่งเหล่านี้ได้ช่วยให้การดูแลผู้ป่วยมีประสิทธิภาพกว่าเดิมอย่างเห็นได้ชัด ดังนั้นไม่ว่าจะเป็นแอปพลิเคชันเพื่อโควิด-19 มาจนถึง Asthma Excellence ที่เป็นโครงการซึ่งถูกออกแบบมาเพื่อโรคที่อยู่คู่สังคมไทยมาช้านาน เช่น โรคหืด ก็เป็นดังสัญญาณที่น่าสนใจว่าในอนาคตนับจากนี้ คุณภาพชีวิตคนไทยจะค่อยๆ ถูกยกระดับอย่างเป็นขั้นเป็นตอน ผ่านการสนับสนุนขององค์กรที่มุ่งมั่นสร้างสุขภาพที่ดีเพื่อคนไทยอย่างแท้จริง ดังเช่น สมาคมอุรเวชช์แห่งประเทศไทยฯ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (DEPA) และ แอสตร้าเซนเนก้า ประเทศไทย
“จริงๆ แล้วในยุคโควิด-19 ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา เป็นตัวสะท้อนให้เห็นว่าเรายังมีจุดอ่อน มีช่องว่างเรื่องการดูแลรักษา โดยเฉพาะเรื่องโรคเรื้อรังในหลายๆ ระบบ โดยเฉพาะระบบการหายใจ ซึ่งโรคหืดก็เป็นตัวอย่างหนึ่ง การนำเทคโนโลยีทางด้านข้อมูลข่าวสารและเรื่องแอปพลิเคชันซึ่งดูเหมือนจะเป็นชีวิตประจำวันของคนในปัจจุบัน จึงมีส่วนช่วยลดช่องว่างตรงนี้ ระหว่างการดูแลรักษาด้วยตัวเอง การให้คำปรึกษาโดยแพทย์ และการเข้าใจแผนการรักษาร่วมกัน ดังนั้นแอปพลิเคชันเกี่ยวกับโรคหืดที่จัดทำขึ้นนี้ก็หวังว่ามันจะช่วยถมช่องว่างในเรื่องของการดูแลรักษาผู้ป่วยโรคหืด ทำให้ประสิทธิภาพในการดูแลรักษาดีขึ้น ทำให้ผลการรักษาในอนาคตดีขึ้นครับ” รศ.นพ.นิธิพัฒน์ เจียรกุลกล่าวสรุป
ทั้งนี้บุคลากรทางการแพทย์สามารถดาวน์โหลดแอปพลิเคชันได้แล้ววันนี้ ผ่านทาง App Store และ Google Play Store โดยสามารถกดค้นหาคำว่า Asthma Excellence ได้เลย