ระทึกกลางดึก น้ำมันดิบจำนวนมหาศาลรั่วไหลจากท่อส่งน้ำมันใต้ทะเลระยอง หวั่นน้ำมันปริมาณมหาศาลถูกคลื่นลมซัดเข้าฝั่งชายหาดแม่รำพึงและอุทยานฯเขาแหลมหญ้าฯ เจ้าหน้าที่หลายหน่วยงานลงพื้นที่ดูข้อเท็จจริง พบคราบน้ำมันลอยขึ้นผิวน้ำ ต้องใช้เฮลิคอปเตอร์บินโปรยสารเคมีสกัด ด้านบริษัทเจ้าของกิจการชี้แจง มีน้ำมันรั่วเพียง 2 หมื่นลิตรเท่านั้นอ้างท่อชำรุดเพราะมีเพรียงเกาะจนเกิดการกัดกร่อน “รมว.ทรัพยากรฯ” จ่อแจ้งดำเนินคดีทำระบบนิเวศเสียหาย มั่นใจควบคุมสถานการณ์ได้แล้ว ยืนยันไม่ซ้ำรอยวิกฤติเกาะเสม็ดปี 56
ความประมาทเลินเล่อส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและระบบนิเวศทะเลไทย หลังน้ำมันดิบปริมาณมหาศาลรั่วไหลกลางทะเล จ.ระยอง ชาวบ้านหวั่นซ้ำรอยวิกฤติ “น้ำมันรั่วถล่มเกาะเสม็ด ปี 56” เมื่อเวลา 08.00 น.วันที่ 26 ม.ค. นายภุชงค์ สฤษฏีชัยกุล ผอ.สำนักงานบริหารจัดการทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งทะเลที่ 1 เปิดเผยว่า รับแจ้งจากกรมควบคุมมลพิษ เวลา 01.00 น. บริษัท สตาร์ปิโตรเลียม รีไฟน์นิ่ง จำกัด (มหาชน) (SPRC) ได้แถลงการณ์เกิดเหตุน้ำมันดิบ จำนวน 400,000 ลิตร รั่วไหลจากท่อขนส่งน้ำมันใต้ทะเลของทุ่นรับน้ำมันดิบกลางทะเล (SPM) ละติจูด 12 องศา 29.3 ลิปดาเหนือ ลองจิจูด 101 องศา 11.76 ลิปดาตะวันออก ห่างฝั่งราว 5 ไมล์ทะเล ต.มาบตาพุด อ.เมืองระยอง เหตุเกิดเวลา 21.06 น.วันที่ 25 ม.ค. จำเป็นต้องยับยั้งไม่ให้น้ำมันเคลื่อนเข้าสู่ฝั่งเนื่องจากทิศทางลมพัดขึ้นไปทางด้านเหนือ อาจมีผลกระทบต่อชายฝั่งหาดแม่รำพึง และอุทยานแห่งชาติเขาแหลมหญ้า-หมู่เกาะเสม็ด จ.ระยอง
...
ต่อมาเวลา 11.30 น. นายโสภณ ทองดี อธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (ทช.) นายอรรถพล เจริญชันษา อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ (คพ.) นายภูมิพัฒน์ ธีระกุลพิศุทธิ์ รองอธิบดีกรมเจ้าท่า นายชาญนะ เอี่ยมแสง ผวจ.ระยอง พล.ต.ต.วรา เวชชาภินันท์ ผบก.ภ.จ.ระยอง พร้อมเจ้าหน้าที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ลงเรือ “พยูน” ของกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ที่ท่าเรือเทศบาลเพ อ.เมืองระยอง เพื่อเดินทางไปตรวจสอบจุดที่เกิดน้ำมันรั่วกลางทะเล เมื่อเดินทางไปถึงพบเรือขนาดใหญ่กำลังเก็บกู้น้ำมันดิบที่ส่งกลิ่นฉุนกระจายทั่วบริเวณ และมีเฮลิคอปเตอร์บินวนโปรยสารเคมีเพื่อกำจัดคราบน้ำมันรอบๆพื้นที่ในรัศมีราว 500 เมตร จากการสังเกตพบบนผิวน้ำทะเลมีคราบน้ำมันดิบลอยกระจายตัวเป็นบริเวณกว้าง บางจุดเป็นสีส้มลอยเป็นแพไปตามระลอกคลื่นในพื้นที่รอบจุดศูนย์กลางที่น้ำมันรั่วไหลออกมา
นายโสภณ ทองดี อธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง กล่าวว่า จากการตรวจสอบจากบริษัท สตาร์ปิโตรเลียม รีไฟน์นิ่ง จำกัด (มหาชน) สรุปว่าน้ำมันที่รั่วไหลออกมามีเพียง 20,000 ลิตร ไม่ใช่ 400,000 ลิตร ตามที่ประเมินไว้ช่วงแรก การกำจัดคราบน้ำมันเบื้องต้นได้ใช้น้ำยา Stcickgone NS Type ฉีดพ่นบนคราบน้ำมันที่ลอยอยู่บนผิวน้ำ สารดังกล่าวเป็นสารละลายมีคุณสมบัติทำให้น้ำมันแตกตัวและจมลงสู่ก้นทะเล โดยใช้เฮลิคอปเตอร์บินมาโปรยสารดังกล่าวรอบๆบริเวณที่น้ำมันรั่วเพื่อให้คราบน้ำมันจับตัว จากการประเมินสถานการณ์ของบริษัท คาดว่าจะสามารถสกัดคราบน้ำมันไม่ให้พัดเข้าสู่ชายฝั่งได้
“ส่วนการดำเนินคดีเกี่ยวกับทรัพยากรทางทะเล จะประเมินความเสียหายภายหลัง ทั้งในส่วนของกรมเจ้าท่าและกรมควบคุมมลพิษ จะต้องฟ้องร้องเอาผิดต่อไป สาเหตุการรั่วไหลบริษัทแจ้งว่าไม่ได้เกิดจากกระบวนการขนถ่ายจากเรือ แต่เกิดจากระบบท่อขนส่งน้ำมันดิบใต้น้ำ เนื่องจากมีเพรียงทะเลเกาะบนท่อ ประกอบกับท่อส่งน้ำมันในจุดดังกล่าวมีอายุการใช้งานนานแล้ว ส่งผลให้เกิดการกัดกร่อนจนท่อชำรุด ส่วนที่มีความกังวลว่าจะเกิดซ้ำรอยวิกฤตการณ์น้ำมันรั่วพัดขึ้นเกาะเสม็ด เมื่อปี 56 ยืนยันว่ามันต่างกัน ครั้งนี้น้ำมันที่รั่วไหลห่างจากฝั่งเกาะเสม็ดกว่า 20 กม. มั่นใจว่าสามารถควบคุมได้และปริมาณน้ำมันที่รั่วไหลไม่มาก” นายโสภณกล่าว
นายอรรถพล เจริญชันษา อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ กล่าวว่า ภายหลังเกิดเหตุ กรมควบคุมมลพิษ ได้ใช้แบบจำลอง OilMap ทำนายการเคลื่อนที่ของคราบน้ำมันในทะเล ผลของแบบจำลอง OilMap แสดงให้เห็นว่าหากไม่ได้ควบคุมป้องกัน กลุ่มน้ำมันดังกล่าวอาจเคลื่อนตัวเข้าสู่ชายฝั่งทะเลบริเวณหาดแม่รำพึง ถึงบริเวณอุทยานแห่งชาติเขาแหลมหญ้า-หมู่เกาะเสม็ด ในวันที่ 28 ม.ค. เวลา 17.00 น. ประมาณ 180,000 ลิตร แต่เมื่อมาตรวจสภาพสถานที่ จริงพบว่า การกำจัดและควบคุมการกระจายตัวของน้ำมันทำได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ ส่วนผลกระทบคงหลีกเลี่ยงไม่ได้ จะต้องตรวจสอบอย่างละเอียดว่า เกิดความเสียหายต่อสิ่งแวดล้อมมากน้อยเพียงใด
ด้านนายชาญนะ เอี่ยมแสง ผวจ.ระยอง กล่าวว่า ในเรื่องความผิดว่าไปตามขั้นตอนของกฎหมาย ทำผิดต้องถูกดำเนินคดี ได้มอบหมายให้ พล.ต.ต.วรา เวชชาภินันท์ ผบก.ภ.จ.ระยอง สอบสวนตรวจสอบพยานหลักฐานเพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย พร้อมฝากไปยังบริษัทเอกชนต่างๆ ควรตรวจสอบอุปกรณ์ให้อยู่ในมาตรฐาน หากพบว่าชำรุดหรือเสื่อมสภาพควรเร่งแก้ไข ก่อนจะเกิดความเสียหายตามมา
...
ต่อมานายโรเบิร์ต โจเซฟ โดบริค ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.สตาร์ปิโตรเลียม รีไฟน์นิ่ง จำกัด มหาชน แจ้งตลาดหลักทรัพย์ฯถึงเหตุการณ์น้ำมันดิบรั่วไหลว่า ในวันที่ 25 ม.ค. เวลา 21.06 น. พบน้ำมันดิบรั่วไหลบริเวณทุ่นผูกเรือน้ำลึกแบบทุ่นเดี่ยวกลางทะเล (Single Point Mooring) อยู่ห่างจากชายฝั่งท่าเรือมาบตาพุดไปทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ ประมาณ 20 กิโลเมตร จากการสำรวจขณะนี้ ยังมีปริมาณน้ำมันอยู่ในทะเล 20 ตัน บริษัทได้แจ้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ กองทัพเรือภาคที่ 1 ศูนย์เฝ้าระวังและควบคุมสิ่งแวดล้อม (EMCC) ศูนย์บัญชาการตอบโต้สถานการณ์ฉุกเฉินและกระจายข่าว (EIC) Oil Spill Response Limited (OSRL) ชุมชนกลุ่มประมงใกล้เคียง ศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล ศรชล. ภาค 1
นายโรเบิร์ตกล่าวว่า บริษัทได้รับการสนับสนุนจากหน่วยงานภาครัฐและเอกชนเป็นอย่างดี ประกอบด้วยกำลังพล เรือ น้ำยาขจัดคราบน้ำมัน และอุปกรณ์เพื่อใช้ในการขจัดคราบน้ำมัน ขณะนี้โรงกลั่นน้ำมันของบริษัทยังสามารถดำเนินการกลั่นได้ตามปกติ และบริษัท คาดว่าเหตุการณ์ดังกล่าวไม่ส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อผลการดำเนินงาน และยังไม่มีรายงานผู้ได้รับบาดเจ็บ ทั้งนี้ บริษัทมีประกันคุ้มครองความเสียหาย อันเกิดจากทรัพย์สินและธุรกิจหยุดชะงัก ประกันการขนส่งสินค้าทางทะเลและประกันภัยความรับผิดต่อบุคคลที่สาม บริษัทจะแจ้งความคืบหน้าต่อไป
...
ผู้สื่อข่าวได้สำรวจชายหาดแม่รำพึง ต.ตะพง อ.เมืองระยอง พบว่าสภาพชายหาดยังปกติ น้ำทะเลยังใส ไม่มีคราบน้ำมันลอยอยู่บนผิวน้ำ และมีนักท่องเที่ยวลงเล่นน้ำ ท่ามกลางคลื่นลมสงบ สอบถามนายลำยอง ผลศิริ อายุ 40 ปี ชาวประมงเรือเล็กบอกว่าเพิ่งกลับจากตกปลาห่างจากฝั่ง 1 ไมล์ทะเล ยังไม่เห็นมีคราบน้ำมันลอยมาแต่อย่างใด ส่วนที่ชายหาดเกาะเสม็ด บริเวณหน้า “นิมมานรดีรีสอร์ต เกาะเสม็ด” ชายหาดไม่มีคราบน้ำมัน รวมทั้งตลอดเส้นทางเรือโดยสารท่าเรือบ้านเพ และท่าเรือเกาะเสม็ด ยังไม่พบคราบน้ำมันเช่นกัน ชาวบ้านเกาะเสม็ดบอกว่า ข่าวน้ำมันดิบรั่วไหลเมื่อกลางดึกเริ่มส่งผลกระทบต่อการท่องเที่ยว โดยเฉพาะผู้ประกอบการที่พักรีสอร์ต มีนักท่องเที่ยวสอบถามเข้ามา บางส่วนขอยกเลิกการจองห้องพักช่วงเสาร์-อาทิตย์นี้ เพราะหวั่นจะเกิดเหตุซ้ำรอยวิกฤติน้ำมันดิบที่รั่วไหลจากเรือบรรทุกน้ำมันถูกคลื่นซัดเข้าชายหาดเกาะเสม็ด ทำให้ระบบนิเวศและสิ่งแวดล้อมเสียหาย ต้องใช้เวลาฟื้นฟูหลายปี
ที่รัฐสภา นายวราวุธ ศิลปอาชา รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ให้สัมภาษณ์ว่า จากที่บริษัทระบุน้ำมันดิบรั่ว 2-4 แสนลิตรนั้น เจ้าหน้าที่ขึ้นเฮลิคอปเตอร์และลงเรือสำรวจ พบว่าน้ำมันรั่วประมาณ 2 หมื่นลิตร น้ำมันที่รั่วมีลักษณะเป็นฟิล์มบางๆบนผิวน้ำ ช่วงแรกเกรงน้ำมันจะพัดเข้าฝั่ง แต่ดูทิศทางลมและกระแสน้ำแล้ว คาดว่าไม่น่าจะพัดเข้าฝั่ง ขณะนี้ได้ใช้เครื่องบินโปรยสารให้น้ำมันสลายตัวจมใต้ทะเล เป็นการแก้ปัญหาระยะสั้น
หลังจากนี้ต้องศึกษาดูผลระยะยาวว่าน้ำมันที่จมลงจะเกิดผลกระทบสิ่งแวดล้อมอย่างไร บริษัทต้องมีกองทุนรับผิดชอบในระยะยาวเช่นกัน ส่วนการดำเนินการทางกฎหมายต้องดูรายละเอียด บริษัทต้องรับผิดชอบความเสียหายที่เกิดขึ้น ส่วนจะส่งผลกระทบต่อการบริโภคอาหารทะเลหรือไม่นั้น ยังเร็วเกินไปที่จะตอบ ต้องดูน้ำมันที่จมใต้ทะเลจะกระทบห่วงโซ่อาหารหรือไม่ ยืนยันจะไม่ซ้ำรอยเหตุการณ์น้ำมันดิบรั่วที่เกาะเสม็ด ปี 2556 ที่มีน้ำมันดิบรั่วไหลมหาศาล
...
นพ.บัญญัติ เจตนจันทร์ ส.ส.ระยอง กล่าวว่า ขอเรียกร้องให้ภาครัฐเร่งกำจัดคราบน้ำมัน ไม่ให้ส่งผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและการท่องเที่ยว พร้อมทั้งตั้งกองทุนเยียวยาฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมทางทะเลและสัตว์ทะเล รวมทั้งประชาชนที่ได้รับผลกระทบ ทั้งนี้ เมื่อปี 56 เคยเกิดเหตุการณ์ลักษณะนี้มาแล้ว ขณะนั้นปริมาณน้ำมันน้อยกว่านี้ แต่ใช้เวลาฟื้นฟูหลายปีกว่าจะกลับคืนสภาพปกติ ไม่อยากให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอย รัฐบาลอย่าประมาท ขอให้เร่งเตือนประชาชนที่อยู่นอกชายฝั่งให้ระมัดระวังและเตรียมพร้อมรับมือด้วย
นายธารา ปิตุเตชะ ส.ส.ระยอง พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ตั้งแต่มีการก่อสร้างโครงการอีสเทิร์นซีบอร์ด ชาวระยองรับได้เพราะถือว่าเป็นเรื่องประโยชน์ประเทศชาติ แต่เมื่อเกิดเหตุท่อน้ำมันดิบรั่ว ขอฝากถึงภาครัฐและผู้ประกอบการ ถือเป็นความประมาทเลินเล่อ ขอให้เร่งออกมารับผิดชอบดูแลทั้งสภาพแวดล้อม การท่องเที่ยว และการประมง เร่งแก้ไขปัญหาอย่างเร่งด่วนเพื่อให้ทุกอย่างกลับสู่ภาวะปกติ นอกจากนี้ขอให้ผู้ว่าฯระยองเร่งสั่งการแก้ไขปัญหา อย่าให้บานปลาย