“สมศักดิ์ เทพสุทิน” รมว.ยธ. พร้อมอธิบดีดีเอสไอและผู้เกี่ยว ข้องร่วมแถลงข่าวจับเครือข่ายขายซิมโทรศัพท์จดทะเบียนแล้วโดยแรงงานชาวเมียนมาและกัมพูชาร่วมหมื่นหมายเลขในพื้นที่เขตคันนายาว กทม. และ อ.ขุนตาล จ.เชียงราย เผยประกาศขายกันเกร่อในเว็บช็อปปิ้งออนไลน์ยอดฮิต เป็นช่องทางให้มิจฉาชีพนำไปใช้ก่อเหตุทั้งหลอกลวง ฉ้อโกงประชาชน ฟอกเงินยาเสพติด อยู่ระหว่างขยายผลต่อที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เมื่อเวลา 14.30 น. วันที่ 24 ม.ค. นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รมว.ยุติธรรมแถลงข่าวการจับกุมเครือข่ายขายซิมโทรศัพท์ที่จดทะเบียนโดยใช้ชื่อบุคคลอื่น มี น.ส.ณัฐธ์ภัสส์ ยงใจยุทธ ผู้ช่วย รมว.ยุติธรรม ว่าที่ ร.ต.ธนกฤต จิตอารีย์รัตน์ เลขานุการ รมว.ยุติธรรม นพ. ไตรยฤทธิ์ เตมหิวงศ์ อธิบดีดีเอสไอ และผู้เกี่ยวข้องร่วมแถลงข่าวนายสมศักดิ์เปิดเผยว่า สืบเนื่องจากมีประชาชนจำนวนมากร้องขอความช่วยเหลือจากกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เนื่องจากถูกแก๊งคอลเซ็นเตอร์หลอกลวงให้โอนเงินมูลค่าความเสียหายหลายร้อยล้านบาท จึงมอบหมายให้ นพ.ไตรยฤทธิ์ เตมหิวงศ์ อธิบดีดีเอสไอ สั่งการให้สำนักงานสหวิทยาการคดีพิเศษ สืบสวนหาเบาะแสจนพบกลุ่มเครือข่ายขายซิมโทรศัพท์ที่จดทะเบียนแล้ว มีการเปิดเป็นร้านค้า 2 ร้าน ประกอบด้วย ร้าน SIM Net unlimiteds (ซิมเน็ต อัลลิมิเต็ด) ในพื้นที่เขตคันนายาว กทม.และร้าน AO computer (เอโอ คอมพิวเตอร์) ในพื้นที่ อ.ขุนตาล จ.เชียงราย โดยประกาศขายซิมทุกเครือข่ายผ่านทางเว็บไซต์ ลาซาด้า และ Shopee ทั้งสองร้านนำบัตรประจำตัวคนต่างด้าวที่เข้ามาทำงานในประเทศไทยมาลงทะเบียน ต่อมาวันที่ 13 ม.ค. ดีเอสไอนำหมายค้นลงพื้นที่ตรวจค้นพร้อมกัน 2 จุด จุดแรกในเขตคันนายาว กทม. พบซิมที่ลงทะเบียนแล้วและยังไม่ลงทะเบียนรวมกันกว่าแสนหมายเลข เป็นซิมที่ลงทะเบียนโดยบัตรประจำตัวชาวเมียนมาและกัมพูชา 8,500 หมายเลข นอกจากนี้ยังมีชื่อคนไทยลงทะเบียนเปิดซิมอีกจำนวนหนึ่ง เบื้องต้นผู้ต้องหาที่เป็นเจ้าของร้านรับสารภาพขายซิมในราคา 100 บาท ทำมานานกว่า 8 ปีส่วนจุดที่ 2 ใน อ.ขุนตาล จ.เชียงราย เป็นร้านขายโทรศัพท์และอุปกรณ์ ไม่มีการเก็บซิมสำรองไว้แต่จะใช้การสั่งจองล่วงหน้า ผลการตรวจค้นพบสำเนาบัตรประจำตัวคนต่างด้าวจำนวนมากและไฟล์สั่งซื้อซิมโทรศัพท์ จึงรวบรวมหลักฐานทั้งหมดเพื่อสืบสวนต่อ เบื้องต้นเจ้าของร้านสารภาพขายในราคาซิมละ 100 บาท ทำมานานกว่า 2 ปี ทั้งนี้ การสั่งซื้อ ซิมโทรศัพท์ในลักษณะนี้อาจถูกนำไปใช้ก่ออาชญากรรมในรูปแบบต่างๆ อาทิ การเปิดเว็บพนัน การหลอกลวงและฉ้อโกงประชาชน แอปพลิเคชันปล่อยเงินกู้และอาจเกี่ยวกับการฟอกเงินในขบวนการค้ายาเสพติด เพราะเมื่อมีซิมที่ลงทะเบียนแล้วจะใช้เปิดบัญชีธนาคารผ่านออนไลน์ได้ สำหรับบทลงโทษผู้ประกาศขายซิม ผู้ลงทะเบียนและผู้ใช้อาจมีความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ มาตรา 14 (1) และ (2) มีโทษ จำคุกไม่เกิน 5 ปี ปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และจะมีการขยายผลเรื่องคดีอาชญากรรมทางเทคโนโลยีต่อไปด้วย” นายสมศักดิ์กล่าวด้าน นพ.ไตรยฤทธิ์กล่าวว่า ขณะนี้ดีเอสไอสอบสวนคดีนี้เป็นคดีพิเศษแล้ว เนื่องจากมีผู้เสียหายจำนวนมาก ในวันที่ 26 ม.ค. เตรียมเชิญสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) มาชี้แจงถึงการกำกับควบคุมและอาจต้องปรับปรุงแก้ไขกฎหมายให้รัดกุม ทันสมัยมากกว่านี้ ส่วนผู้ให้บริการเครือข่ายมือถือ รวมทั้งเว็บไซต์ขายของออนไลน์ ต้องชี้แจงให้ได้ถึงการปล่อยซิมออกมาว่ามีขั้นตอนอย่างไรกับดีลเลอร์และหลุดออกมาได้อย่างไร หลังจากนี้ดีเอสไอจะสืบสวนติดตามเอาผิดกับกลุ่มมิจฉาชีพอย่างเข้มข้นต่อไป