ต้องเรียกว่าเป็นเคราะห์ซ้ำกรรมซัดสำหรับประชาชนคนไทย ในภาวะที่โรคระบาดไวรัสโควิด-19 สายพันธุ์โอมิครอนที่ติดง่ายติดดายกำลังจ่อประชิดอยู่หน้าประตูบ้าน ฉับพลันอาหารการกิน ข้าวของเครื่องใช้ก็พากันดาหน้าขึ้นราคาแพงหูฉี่ ขณะที่ตัวช่วยสำคัญอย่างมาตรการภาครัฐ “โครงการคนละครึ่ง” ก็ดันหมดโปรโมชันไปเสียก่อน

ปรากฏการณ์ “แพงทั้งแผ่นดิน” ครั้งนี้ มีเหตุมีผลเช่นไร เชิญรับฟังจากปากของบรรดาผู้ผลิต ผู้ค้า และโฆษกภาครัฐ ดังต่อไปนี้

นายมาโนช ชูทับทิม
นายกสมาคมผู้เลี้ยงไก่ไข่

ข้อมูลของสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ระบุว่า เกษตรกรมีต้นทุนการเลี้ยงไก่ไข่ ณ เดือน พ.ย.64 อยู่ที่ฟองละ 2.85 บาท และขณะนี้ปรับขึ้นมาอีกแล้ว จากราคาอาหารสัตว์ที่เพิ่มขึ้นมากกว่า 30% แต่ผู้เลี้ยงก็ยอมให้ความร่วมมือกับภาครัฐลดราคาขายไข่คละหน้าฟาร์มลงมาเหลือฟองละ 2.90 บาท จากก่อนหน้านี้ที่ขึ้นไปแล้วฟองละ 20 สตางค์ หรือขายฟองละ 3 บาท เพื่อช่วยลดค่าครองชีพให้ประชาชน

...

“เราคนเลี้ยงก็อยากได้กำไร เพราะเดือดร้อนซ้ำซากมานานแล้ว ไม่ได้เห็นแก่ตัว แต่ก็ขึ้นราคาตามอำเภอใจไม่ได้ เมื่อรัฐขอความร่วมมือก็ยินดีช่วยเหลือประชาชน แต่เราไม่อยากเป็นเตี้ยอุ้มค่อม ถ้าแบกรับภาระต้นทุนสูงขึ้นต่อไปไม่ไหวก็จะรีบบอกกรมการค้าภายใน และที่ผ่านมา ราคาไข่คละหน้าฟาร์มเคยขึ้นไปถึง 3 บาท แต่เมื่อมีขึ้นก็มีลงตามกลไกตลาด อยากให้ประชาชนเข้าใจด้วย ไม่ใช่จะกินแต่ของถูกอย่างเดียว”

นายวิรุฬห์ อัศวนภากาศ
เจ้าของร้านก๋วยเตี๋ยวเรือ “ศรีอยุธยา”

เปิดร้านขายก๋วยเตี๋ยวเรืออยุธยามา 14 ปี ปรับขึ้นราคา 3 ครั้ง จาก 10 บาท เป็น 15 เป็น 20 บาทและครั้งนี้เป็น 25 บาท เมื่อวันที่ 13 ม.ค.65 ที่ผ่านมา เพราะไม่สามารถแบกรับต้นทุนต่อไปได้ เนื่องจากราคาวัตถุดิบทุกอย่าง ตั้งแต่เนื้อวัว เนื้อหมู น้ำมัน พริก เครื่องปรุง และอื่นๆอีกหลายรายการทยอยปรับราคาขึ้นมาตลอด และสำคัญคือ ก๊าซหุงต้ม แม้รัฐบาลจะตรึงราคาไว้ แต่เดือน มี.ค.นี้ก็จะปรับขึ้นราคา เช่นเดียวกับถุงพลาสติกเพื่อบรรจุอาหารก็ปรับขึ้นราคาเฉลี่ย 10% ทุกอย่างปรับราคาขึ้นหมด เราก็ไม่สามารถแบกรับภาระต้นทุนได้ จำเป็นต้องปรับขึ้นราคา

“ที่ผ่านมาวัตถุดิบหลายรายการ ทยอยปรับขึ้นราคา ทางร้านก็ไม่ได้ปรับขึ้น เพราะต้นทุนยังถัวเฉลี่ยกันได้ แต่พอปรับขึ้นทุกชนิด เราก็แบกรับไม่ไหว จึงจำเป็นต้องขึ้นราคา ส่วนกระแสตอบรับลูกค้าจะเป็นอย่างไร ต้องรอลุ้น แต่เชื่อว่าลูกค้าที่ชื่นชอบก๋วยเตี๋ยวของร้านเรา จะยังคงอุดหนุนเหมือนเดิม เพราะเข้าใจสถานการณ์ราคาสินค้าแพง”

นายสุรชัย สุทธิธรรม
นายกสมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ

ราคาหมูมีชีวิตหน้าฟาร์มขยับขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ราคาเนื้อหมูหน้าเขียงต้องขยับขึ้นตาม (ล่าสุด วันพระที่ 10 ม.ค.65 สมาคมประกาศราคาแนะนำขายหมูเป็นที่กิโลกรัม (กก.) ละ 110 บาท ขายส่งกก.ละ 176 บาท และขายปลีก กก.ละ 218-220 บาท) มีสาเหตุมาจากปริมาณหมูเป็นเข้าสู่ตลาดลดลง เพราะผู้เลี้ยงเลิกเลี้ยงจำนวนมาก จากการขาดทุนสะสมต่อเนื่องยาวนาน ประกอบกับต้นทุนการเลี้ยงหมูยังเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ทั้งจากราคาอาหารสัตว์ที่เพิ่มขึ้น 30% เช่น กากถั่วเหลืองขึ้นอยู่ที่กิโลกรัม (กก.) ละ 21.50 บาท จาก กก. 16 บาท ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ กก.ละ 10.50 บาท จาก กก.ละ 6.50 บาท และยังมีค่าใช้จ่ายป้องกันโรคติดต่ออีกตัวละ 500 บาท

...

“ราคาที่จำหน่ายขณะนี้ ผู้เลี้ยงพอจะคุ้มทุนบ้าง แต่ไม่ได้มีกำไรเหลือมากมาย เพราะต้นทุนการเลี้ยงเพิ่มขึ้นทั้งหมด ส่วนการที่รัฐบาลออกมาตรการห้ามส่งออกหมูเป็นชั่วคราว 3 เดือน และส่งเสริมการเลี้ยงหมูเพื่อเพิ่มปริมาณหมูในระบบเป็นเรื่องเหมาะสมแต่กว่าจะเห็นผลทำให้หมูกลับเข้าสู่ระบบเป็นปกติ คงใช้เวลาประมาณ 1 ปี ทำให้ราคาหมูทรงตัวในระดับสูงต่อไป ไม่สามารถปรับลดลงมาในระยะสั้นอย่างแน่นอน”

นางเฉลิมชัย สายบัวบาน
เจ้าของร้านชาญชัย ลาบยโส ซอยวิภาวดีรังสิต 64

ภายในเดือน ม.ค.นี้ จะติดป้ายประกาศปรับขึ้นราคาเมนูอาหารบางรายการที่ต้นทุนขึ้น เช่น คอหมูย่าง เนื้อย่าง ต้มกระดูกอ่อน เป็นต้น ขอปรับขึ้น 10 บาท เพราะไม่สามารถแบกรับภาระต้นทุนที่ปรับเพิ่มขึ้นได้ โดยเฉพาะเนื้อหมูจากเดิมเคยซื้ออยู่กิโลกรัมละ 165 บาท ทยอยปรับขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดอยู่ที่ 240-250 บาท ราคาเนื้อวัว ก็ปรับขึ้นเช่นกัน รวมถึงราคาน้ำมันพืช เครื่องปรุงอาหาร กล่องพลาสติก ก็ทยอยปรับขึ้นราคามาตลอดตั้งแต่ปลายปีที่ผ่านมา แต่ทางร้านไม่ได้ปรับราคาขึ้น เพราะเห็นใจผู้บริโภคในยุคภาวะโควิด แต่เมื่อไม่สามารถแบกรับภาระต้นทุนได้ ก็ต้องจำเป็นขอปรับขึ้นราคาบางเมนู

...

ส่วนเมนูส้มตำ แม้ราคามะละกอจะปรับเพิ่มขึ้นจากถุงละ 90 บาท เป็นถุงละ 150 บาท ราคามะเขือเทศก็ปรับขึ้นเช่นกัน ทางร้านจะยังไม่ปรับราคาขึ้น เพราะเห็นใจผู้บริโภค แต่ทั้งนี้ก็ต้องดูราคาว่าจะเพิ่มขึ้นอีกหรือไม่ และเราจะแบกรับภาระต้นทุนได้มากน้อยแค่ไหน

“ยุคโควิด-19 ทุกคนลำบาก เราต้องช่วยกัน เห็นใจกัน เมนูใดที่แบกรับภาระไม่ไหวก็ต้องขอปรับราคา ส่วนเมนูใดที่ยังพอไหว ก็ไม่ปรับขึ้นราคา โดยจะนำต้นทุนมาถัวเฉลี่ยกัน เพื่อประคับประคอง พออยู่ได้ ให้อยู่รอดกันไป”

นายคมกฤช ตันตระวาณิชย์
โฆษกคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.)

กกพ.มีมติให้ปรับขึ้นค่าไฟฟ้าผันแปรอัตโนมัติ (เอฟที) กับประชาชนในบิลค่าไฟฟ้างวดเดือน ม.ค.-เม.ย.นี้โดยให้เรียกเก็บที่ 1.39 สตางค์ต่อหน่วย ส่งผลให้อัตราค่าไฟฟ้าฐานเฉลี่ยที่เรียกเก็บกับประชาชนอยู่ที่ 3.78 บาทต่อหน่วย เพิ่มขึ้น 4.63% จากงวดเดือน ก.ย.-ธ.ค.ที่ผ่านมาที่เคยจัดเก็บอยู่ที่ 3.61 บาทต่อหน่วย ซึ่งเป็นการปรับขึ้นครั้งแรกในรอบ 2 ปี

...

ขณะที่ค่าเอฟทีในอีก 2 งวดที่เหลือของปีนี้คือ เดือน พ.ค.-ส.ค.และเดือน ก.ย.-ธ.ค.นี้ จะมีการปรับขึ้นหรือลดลงจากงวดเดือน ม.ค.-เม.ย.อย่างไรไม่สามารถระบุได้ในขณะนี้ เพราะต้องนำต้นทุนค่าเอฟทีมาพิจารณาร่วมกัน อาทิ ราคาก๊าซธรรมชาติที่เป็นเชื้อเพลิงหลักคิดเป็น 60% ของเชื้อเพลิงรวมในการผลิตไฟฟ้าที่อาจมีราคาแพงขึ้น, อัตราแลกเปลี่ยนค่าเงินบาท, การนำเข้าไฟฟ้าจากต่างประเทศ, ปริมาณน้ำที่ใช้ผลิตไฟฟ้าที่อาจลดลงตามฤดูกาล รวมถึงปริมาณนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว (แอลเอ็นจี) ที่มากขึ้นเพื่อทดแทนปริมาณก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทยที่ลดลง.


นางฉวีวรรณ คำพา
นายกสมาคมส่งเสริมการเลี้ยงไก่ในพระบรมราชูปถัมภ์

ปัจจุบันอุตสาหกรรมการเลี้ยงสัตว์ของไทยกำลังประสบปัญหาต้นทุนราคาอาหารสัตว์ที่เป็นต้นทุนหลัก สัดส่วนสูงถึง 60% ของต้นทุนการเลี้ยง อยู่ในระดับสูง จากราคาวัตถุดิบอาหารสัตว์ที่สูงขึ้นถึง 30-40% ในปี 64 ซึ่งสูงสุดเป็นประวัติการณ์ และยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นได้อีกในปีนี้ ล่าสุด ราคาข้าวโพดเลี้ยงสัตว์บางช่วงขึ้นมาสูงถึง กก.ละ 11 บาท จาก กก.ละ 6-7 บาท กากถั่วเหลือง กก.ละ 20 บาท จาก กก.ละ 17 บาท แต่ราคาขายไก่ไม่ได้ปรับขึ้นเลย ยังขายที่ กก.ละ 33-35 บาทสำหรับไก่มีชีวิตหน้าฟาร์ม

“รัฐบาลต้องแก้ปัญหาราคาวัตถุดิบอาหารสัตว์ที่พุ่งสูงถึง 40% และเป็นสาเหตุให้ราคาเนื้อหมูและเนื้อไก่ต้องขยับขึ้นตาม โดยรัฐบาลควรลดภาษีนำเข้าวัตถุดิบอาหารสัตว์ ทั้งกากถั่วเหลือง ข้าวโพด ฯลฯ เพื่อลดต้นทุนการเลี้ยง และช่วยให้ผู้เลี้ยงทั้งหมู ไก่เนื้อ ไก่ไข่ อยู่รอดได้ หลังจากขาดทุนสะสมมาตลอดช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะรายย่อยที่หยุดเลี้ยงไปกว่า 30% แต่ที่ผ่านมา ภาครัฐไม่ได้ช่วยเหลือเลย ถ้าจะห้ามการขึ้นราคา ก็ขอให้ฟังเหตุผลจากคนเลี้ยงบ้าง และต้องเข้ามาช่วยลดต้นทุนการเลี้ยงให้ด้วย”

นายภูริพัฒน์ ธีระกุลพิศุทธิ์
รองอธิบดีกรมเจ้าท่า (จท.) ด้านปลอดภัย

จากกรณีดังกล่าว บริษัทครอบครัวขนส่ง จำกัด ผู้ดูแลการให้บริการเรือคลองแสนแสบได้ประสานและขออนุญาตกรมเจ้าท่าปรับขึ้นราคาอีก 1 บาท และมีผลตั้งแต่ 14 ม.ค.65 ที่ผ่านมา ทำให้ราคาค่าโดยสารจากเดิมเริ่มต้นที่ 8 บาท ปรับเป็นเริ่มต้นที่ 9 บาทนั้น ที่ผ่านมาราคาน้ำมันอยู่ที่ 24 บาท ค่าโดยสารของเส้นทางคลองแสนแสบ เริ่มต้นที่ 8 บาท แต่ด้วยสถานการณ์ในช่วงโควิด-19 ระบาด รัฐบาลขอความร่วมมือประชาชนให้ปฏิบัติงานอยู่ที่บ้านและขอความร่วมมือลดการเดินทางโดยไม่จำเป็น ส่งผลให้ยอดผู้โดยสารเรือคลองแสนแสบลดลงอย่างมาก เหลือเพียง 10% ต่อวัน

ทำให้การเดินเรือประจำทางประสบภาวะขาดทุนอย่างหนักและไม่สามารถเดินเรือได้ตามปกติ แม้ก่อนหน้านี้กรมเจ้าท่าจะขอความร่วมมือไม่ให้ปรับขึ้นราคา แต่สถานการณ์ล่าสุดราคาน้ำมันปรับสูงขึ้นเกินกว่าลิตรละ 25 บาทแล้ว ตามเกณฑ์กรอบอัตราค่าโดยสารที่กรมเจ้าท่าได้กำหนดไว้ ต้องอนุญาตให้ปรับเพิ่มค่าบริการเป็นเริ่มต้น 9 บาท.

น.ส.จงใจ กิจแสวง
เจ้าของร้านเจ๊จงหมูทอด

ยอมรับว่าการปรับราคาครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่ร้านเจ๊จงหมูทอดขึ้นราคารวดเดียว 3-4 บาท จากปกติจะขึ้นทีละ 1-2 บาท แต่ครั้งนี้ไม่ไหวจริงๆเพราะวัตถุดิบทุกอย่างขึ้นหมด โดยข้าวหมูทอด (ถุง) จากถุงละ 23 บาทขึ้นเป็น 26 บาท ข้าวหมูทอด (กล่อง) กล่องละ 35 บาทขึ้นเป็น 39 บาท หมูทอด กก.ละ 280 บาท ขึ้นเป็น 300 บาท หรือขึ้นขีดละ 2 บาท ส่วนกับข้าวเมนูหมูขึ้นเป็น 30 บาท เมนูไก่ขึ้นเป็น 26 บาท ราคานี้น่าจะเป็นราคาที่แพงที่สุดในรอบ 2 ปีที่ผ่านมา

เพราะนอกจากหมู ไก่ ไข่ขึ้นราคาแล้ว น้ำมันปาล์มก็ขึ้นมานานแล้ว ไม่รวมพลาสติก กล่องต่างๆ เป็นต้นทุนที่แพงขึ้นหมดนี่เมื่อวันที่ 15 ม.ค.ที่ผ่านมา เบทาโกร (ผู้ผลิตหมูหมักส่งให้ร้านเจ๊จง) ก็ปรับราคาหมูสดที่ส่งให้ร้านเจ๊เป็น กก.ละ 165 บาท จาก 155 บาท และวันที่ 1 ก.พ.นี้แจ้งว่าจะปรับอีกรอบ แต่ตอนนี้ราคาขายหน้าร้านยังไม่ขึ้น เพราะเพิ่งจะขึ้นไป แต่ถ้าไม่ไหวอาจต้องปรับราคาอีกรอบหลังวันที่ 1 ก.พ.

“ลูกๆต้องคอยจี้เจ๊ว่าถ้าไม่ปรับราคาจะไม่ไหวนะ ไม่มีเงินจ่ายเงินเดือนลูกน้องแน่ ยังดีที่ผักราคาถูกพอเอามาถัวเฉลี่ยกับราคาเนื้อสัตว์ได้ ถ้าขายเฉพาะหมูทอด เจ๊คงต้องปิดกิจการไปนานแล้ว โชคดีที่ลูกค้ายังให้การตอบรับพอสมควร เพราะเชื่อว่าอาหารร้านเจ๊ราคาสมเหตุ สมผล”

นายสมภพ พัฒนอริยางกูล
โฆษกกระทรวงพลังงาน

ราคาน้ำมันต้นปียังคงมีความผันผวนในระดับสูงต่อเนื่อง จากปริมาณการผลิตน้ำมันโลกที่ยังคงตึงตัว โดยกลุ่มโอเปกยังคงไม่สามารถเพิ่มปริมาณการผลิตน้ำมันตามเป้าหมายที่กำหนดให้ผลิตเพิ่มขึ้น 400,000 บาร์เรลต่อเดือน ขณะที่ประเทศไทยที่ต้องนำเข้าน้ำมันดิบกว่า 90% ย่อมได้รับผลกระทบโดยตรง หากช่วงใดราคาตลาดโลกดีดตัวขึ้น ราคาขายปลีกในประเทศก็ต้องปรับขึ้นตามไปด้วย

กระทรวงพลังงานได้ใช้เงินกองทุนน้ำมันเข้าไปรักษาระดับราคาน้ำมันดีเซลไม่ให้เกิน 30 บาทต่อลิตรไปจนถึงวันที่ 31 มี.ค.นี้ โดยใช้เงินอุดหนุนเดือนละ 4,000 ล้านบาท

ขณะที่ ราคาก๊าซหุงต้ม (แอลพีจี) ได้มีการชดเชยราคาให้ประชาชนขนาดถัง 15 กิโลกรัม (กก.) อยู่ที่ 318 บาท ไปถึงวันที่ 31 มี.ค.เช่นกัน เพื่อบรรเทาผลกระทบค่าครองชีพของประชาชน เพราะหากไม่เข้ามาช่วยเหลือ ราคาจำหน่ายแอลพีจีถังขนาด 15 กก.จะอยู่ที่ราคา 412 บาท โดยใช้กลไกของกองทุนน้ำมันเข้ามาชดเชย ไปแล้วรวม 23,500 ล้านบาท ซึ่งสถานะกองทุนน้ำมัน ณ วันที่ 9 ม.ค. อยู่ที่ประมาณ ติดลบ 7,300 ล้านบาท โดยแอลพีจีถือเป็นการนำเข้าวัตถุดิบจากต่างประเทศ จึงต้องมีราคาขึ้นลงตามตลาดโลก.

ทีมเศรษฐกิจ