• โจรใต้ก่อเหตุส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับปีใหม่ “เสือดุ” ลอบวางระเบิด ยิงฐานปฏิบัติการทหาร ลอบสังหารเจ้าหน้าที่ทหาร ตำรวจ
  • ผู้ก่อเหตุท้าทายอำนาจรัฐ หลัง พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ ประกาศ จะเดินหน้ายุติความรุนแรงใน จชต.ได้ในปี 70 และจะนำภาคใต้สู่สันติสุข
  • มทภ.4 มองคนร้ายพยายามแสดงศักยภาพก่อเหตุ อาศัยจุดโหว่เจ้าหน้าที่ เพื่อสร้างความหวาดกลัวในพื้นที่ แสดงเชิงสัญลักษณ์ว่ายังคงมีกองกำลังอยู่

การประกาศให้จังหวัดชายแดนภาคใต้จะสงบสุข และยุติปัญหาความรุนแรงต่างๆ ได้ในปี 70 ของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ ฝ่ายความมั่นคง ดูเหมือนถูกท้าทายจากกลุ่มก่อความไม่สงบ และโจรใต้ ในช่วงคืนส่งท้ายปีเก่า 2564 และต้อนรับปีใหม่ 2565 ที่จะเข้าสู่ปีเสือดุ ได้เกิดเสียงระเบิด เสียงปืนสงครามดังสนั่นพร้อมกันหลายจุดในพื้นที่ปลายด้ามขวานทอง

ถือเป็นการลองของ ลองดี หรือเย้ยอำนาจรัฐ เพราะทหารใต้ต้องเจองานเครียดในช่วงวันที่น่าจะได้เฉลิมฉลองเพื่อเข้าสู่วันใหม่ ปีใหม่ โดยเหตุการณ์ตั้งแต่คืน 29 ธ.ค.64 ซึ่งเชื่อกลุ่มคนร้ายน่าจะมีการวางแผน และเตรียมการอย่างดี ในการก่อเหตุความไม่สงบในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้

ไม่ว่าจะเป็นการลอบวางระเบิด ยิงถล่มฐานทหาร จุดประสงค์หลักคือประกาศศักยภาพ และมุ่งสังหารเจ้าหน้าที่ทหาร เอาชีวิตตำรวจ โดยไม่เกรงกลัวกฎหมาย ไม่เกรงกลัวอำนาจรัฐ

เพราะการจะนำจังหวัดชายแดนใต้ ปี 66 - 70 มุ่งให้ภาคใต้มีความสงบสุข รวมถึงการประกาศทุกเหตุการณ์ความรุนแรงจะยุติได้ในปี 70 และขจัดเงื่อนไขเก่าที่มีอยู่ให้หมดสิ้นไป หลายเหตุการณ์ในพื้นที่ในภาคใต้ก็เกิดขึ้นพร้อมกับความรุนแรงทันที

โดยที่นโยบายของ พล.อ.ประวิตร ที่ต้องการเปลี่ยนแปลงไปสู่การปฏิบัติ และการขับเคลื่อนระดับพื้นที่ รวมทั้งการกำหนดคณะกรรมการผู้แทนพิเศษของรัฐบาลฯ เพื่อประสานงานระหว่าง ครม.ราชการส่วนกลางและหน่วยงานในพื้นที่ เพื่อนำไปสู่ตำบลมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน ใน จชต.ผ่านกลไกสภาสันติสุขตำบล เพื่อขจัดเงื่อนไขเก่าที่มีอยู่ให้หมดสิ้นไป ตลอดจนเงื่อนไขใหม่ไม่เกิดขึ้น โดยนำร่อง 184 ศูนย์ในพื้นที่ 3 จชต. และ 4 อำเภอสงขลา

แต่ผลตอบรับกลับเกิดขึ้นตั้งแต่ย่ำค่ำของวันที่ 29 ธ.ค.64 ที่โจรใต้แห่มากันเป็นกลุ่ม ได้ทำการลอบวางระเบิดแสวงเครื่องกับทหารพรานชุด ร้อย ทพ.2002 จำนวน 8 นาย ขณะลาดตระเวนดูแลความปลอดภัยในพื้นที่หมู่ 3 บ้านโสร่ง ต.เขาตูม อ.ยะรัง โดยมุ่งเอาชีวิตเจ้าหน้าที่ จากนั้นตำรวจ สภ.บ้านโสร่ง ได้รับแจ้งเหตุยกกำลังเข้าตรวจสอบพบรถจักรยานยนต์ของเจ้าหน้าที่ล้มคว่ำ 1 คัน ทหารได้รับบาดเจ็บ 2 นายคือ ส.อ.อดิศักดิ์ โชคบัณฑิต และ อส.ทพ. ประพันธ์ สีสันต์ ทั้งคู่โดนสะเก็ดระเบิดบริเวณใบหน้า ถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลยะลา โดยเบื้องต้นสันนิษฐานว่าเป็นการกระทำของกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบที่เฝ้าดูพฤติกรรมของเจ้าหน้าที่ชุดนี้อยู่ก่อนแล้ว จึงฉวยโอกาสลอบวางระเบิดเพื่อสร้างสถานการณ์

ต่อมาคืนส่งท้ายปีเก่า วันที่ 31 ธ.ค.64 กลุ่มคนร้ายลอบวางระเบิดเสาไฟฟ้าและเสาส่งสัญญาณโทรศัพท์ในพื้นที่ จ.ยะลา จำนวน 6 จุด ใน 2 พื้นที่คือ อ.เมืองยะลา และ อ.บันนังสตา โดยจุดแรกเกิดระเบิดเสาไฟฟ้าริมถนน ทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 409 จุดที่ 2 ระเบิดเสาไฟฟ้า บริเวณโรงไฟฟ้าพงยือไร บ้านพงยือไร ม.1 ต.บันนังสาเร็ง อ.เมืองยะลา และพบวัตถุต้องสงสัยเป็นถังดับเพลิงสีแดง บริเวณเสาไฟฟ้า บ้านพงยือไร

ส่วนในพื้นที่ อ.บันนังสตา เกิดเหตุ 4 จุด จุดแรกระเบิดเสาไฟฟ้าริมถนน ทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 410 จุดที่ 2 และจุดที่ 3 ระเบิดเสาไฟฟ้าและเสาส่งสัญญาณโทรศัพท์ บริเวณสามแยกในพื้นที่ บ้านบือซู ม.6 ต.บันนังสตา จุดที่ 4 ระเบิดเสาไฟฟ้าในพื้นที่บ้านกาสัง ม.3 ต.ตาเนาะปูเต๊าะ จำนวน 2 ลูก

จากการตรวจสอบที่เกิดเหตุทั้ง 6 จุด ไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต มีเพียงเสาไฟฟ้าล้มและทำให้เกิดไฟฟ้าดับ โดยการข่าวในพื้นที่ ได้มีการแจ้งเตือนมาอย่างต่อเนื่อง จนท.ได้ร่วมกันเฝ้าระวังและป้องกัน การตรวจตราในพื้นที่ เชื่อคนร้ายต้องการแสดงออกศักยภาพที่ยังมีอยู่ในพื้นที่ เพื่อให้เกิดการกระตุ้นการพูดคุยสันติสุขในช่วงเดือนนี้ และให้มีการพูดคุยอย่างต่อเนื่อง

...

และเมื่อข้ามสู่ปีใหม่ ช่วงเช้าวันที่ 2 ม.ค.65 กลุ่มคนร้ายยังสร้างสถานการณ์ต่อเนื่อง โดยนำระเบิดแสวงเครื่องน้ำหนัก 10 กิโล ใส่ในถังดับเพลิงมัดติดกับเสาไฟฟ้าริมถนนบายพาส ใกล้สะพานข้ามคลองโกตา แต่พลเมืองดีเห็น จึงได้แจ้งต่อเจ้าหน้าที่เข้าทำการตรวจสอบ และเก็บกู้ด้วยการยิงทำลายจนสำเร็จ โดยคาดว่าเป็นของแนวร่วม แต่ต่อสายชนวนผิดพลาดทางเทคนิคระเบิดจึงไม่ทำงาน จนท.ตร.จะได้สืบหาตัวคนร้ายชุดนี้มาดำเนินคดีต่อไป

จากนั้นในวันที่ 3 ม.ค.65 คนร้ายที่เหิมเกริมมากันกว่า 10 คน ใช้อาวุธสงครามยิงเจ้าหน้าที่ทหารพราน บริเวณหน้าฐานปฏิบัติการ ร้อย ทพ.4513 หน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 45 บนถนนสายบองอ–ดุซงญอ อ.ระแงะ ขณะที่ทหารพราน 6 นาย ตั้งจุดตรวจจุดสกัดที่บริเวณหน้าฐาน จากนั้นเกิดการปะทะกันนานกว่า 30 นาที จึงเข้าเคลียร์ พบ ส.ต.เอกชัย มูเก็ม ถูกยิงเสียชีวิต ส่วน อส.ทพ.มงคล อัญยะประเสริฐ และ อส.ทพ.นันทวัฒน์ ทองใหญ่ ถูกยิงอาการสาหัส

และบริเวณป่ารกทึบข้างฐานห่างจากจุดด่านจุดตรวจประมาณ 50 เมตร เจ้าหน้าที่พบรอยเหยียบย่ำกิ่งไม้หักเป็นบริเวณกว้าง และพบปลอกกระสุนปืนสงคราม เอ็ม.16 อาก้า ของคนร้ายตกอยู่จำนวนกว่า 30 ปลอก และบริเวณป่ารกทึบตรงข้ามฐาน มีร่องรอยของเท้าคนเหยียบย่ำเป็นวงกว้างเช่นกัน และพบปลอกกระสุนปืนสงคราม เอ็ม.16 และ อาก้า รวมทั้งปลอกกระสุนปืนลูกซอง ตกอยู่อีกจำนวนกว่า 40 ปลอก

...

ต่อมากลางดึกวันที่ (3 ม.ค.) คนร้ายกลับเข้ามาลอบวางระเบิดเสาไฟฟ้าบริเวณหน้าถ้ำฤๅษี หมู่ 2 ต.ธารโต ริมทางหลวงสาย 410 ยะลา-เบตง แรงระเบิดทำให้เสาไฟฟ้าโค่นหักเสียหาย นอกจากนี้ พบชิ้นส่วนถังดับเพลิง เศษแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ควบคุมการจุดชนวน สะเก็ดระเบิดกระจัดกระจาย และมีระเบิดแสวงเครื่องอัดถังดับเพลิงสีแดงที่ยังไม่ทำงานผูกติดกับเสาไฟฟ้าต้นถัดไปอีก 1 ลูก โดยไม่มีผู้ใดได้รับบาดเจ็บ โดยเสียงระเบิดดังไปทั่วจนถึงตลาดธารโต ที่ห่างไปร่วม 2 กม. ซึ่งคาดว่าเป็นฝีมือเครือข่ายแนวร่วมชุดใหม่ของพวกสร้างสถานการณ์แอบนำระเบิดแสวงเครื่องอัดถังดับเพลิงมาวางไว้เพื่อแสดงศักยภาพ

เบื้องต้นหน่วยความมั่นคงสันนิษฐานว่า เป็นการสร้างสถานการณ์ของกลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรง เพื่อแสดงศักยภาพเชิงสัญลักษณ์ในวาระครบรอบ 18 ปีเหตุการณ์ปล้นปืนจากค่ายกองพันพัฒนาที่ 4 หรือ ค่ายปิเหล็ง หรือค่ายกรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ อ.เจาะไอร้อง จ.นราธิวาส เมื่อวันที่ 4 ม.ค.2547

...

ขณะที่ พล.ท.เกรียงไกร ศรีรักษ์ แม่ทัพภาคที่ 4 เปิดเผยว่า การก่อเหตุรุนแรงในพื้นที่ จชต. คนร้ายมีความพยายามสร้างสถานการณ์ มุ่งสู่การก่อเหตุตลอดเวลา เพราะเป็นหนทางที่จะแสดงกำลังศักยภาพ โดยอาศัยช่องว่าง เมื่อขบวนการเหล่านี้ไม่สามารถกระทำต่อกองกำลังทหาร เจ้าหน้าที่ฝ่ายรัฐได้ จึงต้องมุ่งไปยังต่อสาธารณูปโภค จึงส่งผลกระทบต่อพี่น้องประชาชน กองทัพภาคที่ 4 ต้องหาทางแก้ไข เพิ่มการดูแลความปลอดภัยต่อพี่น้องประชาชนให้ได้

"สิ่งที่คนร้ายก่อเหตุ จริงๆ แล้วไม่ใช่คนรุ่นใหม่ แต่เป็นคนรุ่นเก่าที่กองทัพภาคที่ 4 เคยเชิญตัวมาตามขบวนการ พ.ร.ก. ที่ให้ออกมารายงานตัวเพื่อแสดงตนยุติความรุนแรง จนเมื่อยอมรับก็เข้าสู่กระบวนการพูดคุย และจากผลการซักถาม ก็ได้เก็บหลักฐาน เมื่อไม่ได้เข้าสู่เงื่อนไข ทหารเราก็ต้องปล่อยตัวไป เมื่อปี 57-59 ซึ่งเป็นกลุ่มฏิบัติการในพื้นที่ เมื่อเกิดเหตุเราต้องบังคับใช้กฎหมาย บังคับใช้กฎหมาย ป.วิอาญา แล้วกลุ่มพวกนี้ก็กลับมาก่อเหตุอีก เพื่อแสดงศักยภาพว่ายังคงมีกองกำลังอยู่ และการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์" แม่ทัพภาคที่ 4 ระบุ

ส่วนแนวโน้มความรุนแรงในทางทหารก็ต้องเดินหน้าปรับจุดบกพร่อง จุดอ่อนของเราในการรักษาความปลอดภัย ด้วยการเพิ่มกำลังจุดตรวจ จุดสกัด รวมถึงการปรับกลยุทธ์ ทบทวนข้อบกพร่องของเรา เพื่อนำพื้นที่ภาคใต้มาสู่สันติสุข สู่ความสงบร่มเย็น เพื่อพี่น้องอยู่ดีกินดี มีความปลอดภัย

"เชื่อว่าขบวนการ หรือคนร้ายเหล่านี้ มีความพยายามที่ต้องการผู้ก่อเหตุรุนแรงต่อเนื่อง รวมถึงการแสดงเชิงสัญลักษณ์ โดยเฉพาะในวันที่ 4 ม.ค. ที่ครบ 18 ปี เหตุ 'ปล้นปืน' ที่ค่ายกรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ หรือ 'ค่ายปิเหล็ง' กองพันพัฒนาที่ 4 อ.เจาะไอร้อง เพื่อต้องการแสดงศักยภาพว่ายังคงมีกองกำลังอยู่ แต่ขบวนการเหล่านี้จะแสดงได้มากน้อยก็อยู่ที่เราจะต้องปฏิบัติการเชิงรุกเหมือนกัน และกดดันเหมือนกัน"

พล.ท.เกรียงไกร ยังวิเคราะห์อีกว่า ในคืนวันที่ 4 ม.ค.65 ครบ 18 ปี คนร้ายพยายามก่อเหตุอีกครั้ง แต่หน่วยปฏิบัติได้เน้นย้ำต่อกำลังทหารตลอดเวลา กระทั่งผมต้องลงพื้นที่ไปนอนในค่ายทหารปิเหล็ง เพื่อแสดงให้เห็นว่าสถานการณ์เราควบคุมได้ ทั้งยังได้พบปะพูดคุยกับผู้นำท้องถิ่น ผู้นำศาสนา 70 คน พื้นที่เจาะไอร้อง สุไหงปาดี โดยจะร่วมไม้ร่วมมือทำทำเจาะไอร้องเป็นเจาะไอรัก ซึ่งหลักแนวคิดนี้ส่วนใหญ่ผู้นำเข้าใจสถานการณ์ เข้าใจบทบาท และมีความร่วมมือที่ดี

นอกจากนี้ แม่ทัพภาคที่ 4 มองว่า ขบวนการที่ก่อเหตุในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ยังหลงเหลือ 2-3 กลุ่ม มี กลุ่มปฏิบัติการ และแนวร่วม ที่มีการแบ่งแยกพื้นที่ก่อเหตุในความรับผิดชอบ ทางเจ้าหน้าที่ก็ต้องดำเนินการบังคับใช้กฎหมายต่อคนร้ายที่ต่อสู้ ปะทะ ใช้อาวุธ โดยจะมีวิธีการจากเบาไปหาหนัก และการเชิญผู้นำท้องถิ่น ผู้นำท้องที่ และผู้นำศาสนา ร่วมพูดคุยเจรจา และหลายกรณีที่มอบตัว ไม่ยิงตอบโต้ เจ้าหน้าที่ก็นำเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม เพราะกองทัพยึดถือหลักมนุษย์ธรรม มีกระบวนการจากเบาไปหาหนัก ตั้งแต่ประสานให้ผู้นำท้องถิ่น ท้องที่ ผู้นำศาสนา ช่วยคุยเจรจาให้ออกมามอบตัว แต่ถ้าหากยังขัดขืนต่อสู้ และใช้ความรุนแรง เจ้าหน้าที่ก็ต้องปฏิบัติทางเลือกสุดท้ายคือการใช้ความรุนแรงเข้าตอบโต้

ส่วนที่มีการมองว่าในปี 2565 ผู้ก่อเหตุต้องการประกาศศักดาในการใช้ความรุนแรง แม่ทัพภาคที่ 4 ระบุว่า กองทัพภาคที่ 4 ยังยึดมั่นตามนโยบาย พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ ที่ประกาศในปี 70 จะนำภาคใต้สู่สันติสุข ตามที่ได้ชี้แจงยุทธศาสตร์ไว้ เพราะเจ้าหน้าที่คาดหวังจะไม่ใช้ความรุนแรง เพระทหารยังได้รับความร่วมมือจากพี่น้องประชาชนที่ไม่ต้องการความรุนแรง ปฏิเสธความรุนแรงในพื้นที่มาเป็นแนวร่วม และทาง นายกรัฐมนตรี ก็เป็นห่วงสถานการณ์ รวมถึงได้ชี้แนะให้กำลังเจ้าหน้าที่และประชาชนในการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน

"กองทัพภาคที่ 4 ยังยืดมั่นเดินตามกลยุทธ์ โดยใช้วิธีการปฏิบัติหลัก 5 ประการ ตอบรับยุทธศาสตร์ การควบคุมพื้นที่และการบังคับใช้กฎหมาย, งานแก้ไขปัญหายาเสพติด, งานการส่งเสริมการอยู่ร่วมกันภายใต้สังคมพหุวัฒนธรรมที่เข้มแข็ง, งานส่งเสริมการพัฒนาเพื่อความมั่นคงและงานสร้างความเข้าใจ ยึดหลักสันติวิธี รวมกรอบนโยบาย ผบ.ทบ. ที่ให้ดำเนินการดูแลความปลอดภัยพี่น้องประชาชน บรรเทาทุกข์ จชต.ให้มีความสงบ"

ที่ผ่านมา ประชาชนมีส่วนร่วมในการแจ้งเบาะแส มีการแจ้งเหตุ หรือการเคลื่อนไหวของกลุ่มคนร้าย โดยทหารจะเข้าปฏิบัติการทันที รวมถึงชุดปฏิบัติการพิทักษ์พื้นที่ ต้องดูแลประชาชนให้เกิดความมมั่นใจ จึงต้องขอบคุณพี่น้องชาวใต้ ที่มีส่วนร่วมสร้างสันติสุข มีส่วนร่วมปฏิเสธความรุนแรง

โดยกองทัพบกจะยืนหยัดต่อไปในเรื่องยุทธศาสตร์พระราชทาน "เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา" ร่วมใจชาวประชานำพาใต้สู่สันติสุข

ผู้เขียน : ยุทธจักรเขียว 

กราฟิก : Chonticha Pinijrob