- "โอมิครอน" ลามเร็วทั่วโลก รับไทยอาจเจอเชื้อ เชื่อซุกแล้วหลายพื้นที่ คาดหากระบาดเร็ว อีกไม่กี่เดือนแทนที่ "เดลตา" พบเจอ 3 หลักฐานแพร่เร็ว
- "โอมิครอน" แพร่เร็ว-มีอาการไม่แตกต่างจากสายพันธุ์เดิม แต่ยังไม่มีหลักฐานความรุนแรงของโรค ชี้การฉีดวัคซีนยังป้องกันได้ ห่วงคนนำเชื้อเข้าประเทศ กังวลลักลอบผ่านช่องทางบกตามแนวชายแดน
- 2 คนไทยกลับจากไนจีเรียอาจติดเชื้อ "โอมิครอน" รอลุ้นผลการถอดรหัสพันธุกรรมยืนยัน ศบค.เผย 2 สาวไทยรายนี้ยังไม่ได้รับวัคซีน ขณะไปทำกิจกรรมที่ต่างประเทศก็ไม่สวมหน้ากากอนามัย ด้านข้อกังขา "ความรุนแรง" ของโรคต่ำจริงหรือ รอ WHO ยืนยัน
เชื้อร้ายโควิด-19 สายพันธุ์ใหม่ "โอมิครอน" ปลุกอาการ "แพนิก" ให้คนไทยอีกครั้ง หลังเพิ่งเริ่มกลับมาใช้ชีวิตตามปกติกันได้ไม่นาน ล่าสุดเมื่อสัปดาห์ก่อนมีรายงานว่า เจ้าสายพันธุ์ใหม่อิมพอร์ตจาก "กาฬทวีป" ตัวนี้ ลุกลามรวดเร็วโจมตีหลายประเทศทั่วโลก สตาร์ตจากแอฟริกาบ้านเกิด มุ่งหน้าขึ้นเหนือสู่ยุโรป ก่อนกระจายลงมายังเอเชีย รวมทั้งมีข่าวแว่วๆ ว่าถึงไทยแล้วด้วย! ท่ามกลางความ "กังวล" เรื่องการแพร่รวดเร็ว และมีอาการไม่แตกต่างจาก "สายพันธุ์มรณะ" ที่เคยระบาดในรอบปีที่ผ่านมาอย่าง "เดลตา" แต่ยังไม่มีหลักฐานความรุนแรงของโรค
ทั้งนี้ ภายหลังข่าว 2 สาวไทย เพิ่งเดินทางกลับมาจาก "ไนจีเรีย" และอาจติดเชื้อ "โอมิครอน" กลับมา โดยเป็นการติดมาจากต่างประเทศ ซึ่งจะถือเป็นเคสแรกของคนไทย โดยผู้ที่คาดว่าจะติดเชื้อ ขณะนี้ได้เข้ารับการ "กักตัว" ตามมาตรการสาธารณสุขแล้ว และกำลังรอลุ้นผลการถอดรหัสพันธุกรรม เพื่อยืนยันอีกครั้งว่า "ใช่" หรือ "ไม่" ???
...
เป็นไปได้ไทยอาจเจอ "โอมิครอน"
นพ.ศุภกิจ ศิริลักษณ์ อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กล่าวถึงข่าวการพบผู้ป่วยโควิด สายพันธุ์โอมิครอนในไทยว่า ขณะนี้ทั่วโลกเริ่มพบเชื้อโอมิครอน มีความเป็นไปได้หากจะมีการพบเชื้อมากับผู้เดินทางเข้ามา แต่ทุกอย่างต้องมีการตรวจยืนยันให้แน่ใจก่อน และไม่อยากให้ประชาชนตื่นตระหนก เพราะกระบวนการป้องกันยังเหมือนเดิม ทั้งสวมหน้ากาก รักษาระยะห่าง และการล้างมือ รวมถึงกระบวนการรักษายังเหมือนเดิม และวัคซีนยังเป็นกลไกสำคัญช่วยลดความรุนแรงของโรคได้
ประเมินเชื้อกระจายซุกแล้วหลายที่
ด้าน ศ.นพ.ยง ภู่วรวรรณ หัวหน้าศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านไวรัสวิทยาคลินิก คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ระบุข้อมูลว่า นับตั้งแต่เริ่มพบและวินิจฉัยสายพันธุ์โอมิครอน ได้ในวันที่ 23 พ.ย.64 ในผู้ป่วยที่เริ่มมีอาการตั้งแต่วันที่ 9 พ.ย.64 ที่องค์การอนามัยโลกประกาศเป็นสายพันธุ์ที่ต้องเฝ้าระวังในวันที่ 26 พ.ย.64 ความจริงโอมิครอนได้หลบซ่อนกระจายไปหลายท้องที่ เพราะไม่ได้มีการตรวจสายพันธุ์ในผู้ป่วยทุกราย ไม่แปลกในปัจจุบันพบมากกว่า 20 ประเทศ และเริ่มพบในผู้ที่ไม่เคยเดินทางไปแอฟริกาตอนใต้ เช่น นอร์เวย์ มีการระบาดภายในประเทศเกิดขึ้น อเมริกาเองที่มีการตรวจสายพันธุ์มาก พบในประชากรที่ไม่เคยเดินทางไปต่างประเทศ แสดงถึงการระบาดในท้องที่แล้ว การตรวจสายพันธุ์ไม่สามารถตรวจได้ทุกรายและทุกแห่ง เพราะมีขีดจำกัด ถ้าตรวจน้อยก็จะไม่พบ
ถ้าระบาดเร็ว อีกไม่กี่เดือนแทน "เดลตา" แน่
ศ.นพ.ยง ระบุด้วยว่า โอมิครอนพบได้แม้กระทั่งในผู้ป่วยที่ฉีดวัคซีนครบ 2 เข็มแล้ว การติดเชื้อซ้ำจากรายงานมาจนถึงขณะนี้ ผู้ป่วยส่วนใหญ่มีอาการน้อย แต่ปริมาณไวรัสในลำคอมีปริมาณมาก เช่น ผู้ป่วยในฮ่องกง มีปริมาณไวรัสค่อนข้างสูง และได้รับวัคซีนมาก่อน สามารถติดต่อไปยังห้องตรงข้ามได้ เหตุการณ์แบบนี้เคยเกิดในประเทศไทยในระยะแรกของสายพันธุ์เดลตา ที่บุคคล 2 คนได้มากักตัวในโรงแรมอยู่ชั้นเดียวกัน และไม่มีหลักฐานที่จะยืนยันที่แน่ชัดได้ว่า โรคนี้ติดต่อผ่านทางอากาศที่ลอยไปมาแน่นอน การสัมผัสสิ่งของเครื่องใช้บางครั้งเป็นการยากที่จะบอก อาจจะมีคนกลางสัมผัสเป็นสื่อข้ามไปมา โอมิครอนแพร่กระจายและระบาดได้ง่าย พบได้อย่างรวดเร็วและกระจายไปในหลายทวีป ยังไม่มีหลักฐานว่าอาการที่เกิดจากสายพันธุ์นี้จะรุนแรงกว่าสายพันธุ์เดิมเดลตา ถ้าการแพร่กระจายได้เร็วกว่า สายพันธุ์นี้จะเข้ามาแทนที่สายพันธุ์เดลตาในเวลาอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า
เจอ 3 หลักฐาน "โอมิครอน" แพร่เชื้อเร็ว
...
ศ.นพ.ยง ระบุต่อว่า มีหลักฐานหลายอย่างที่แสดงให้เห็นว่า โอมิครอนแพร่ระบาดได้เร็ว 1.รหัสพันธุกรรมที่มีการกลายพันธุ์เพิ่มเติมจากเดลตา การติดและการกระจายโรคไม่น้อยกว่าเดลตาแน่นอน 2.จากหลักฐานทางการระบาดในแอฟริกา เช่น ในเมืองเคาเต็งเพียง 2 สัปดาห์ พบผู้ป่วยสายพันธุ์โอมิครอนเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว และยังพบในประเทศต่างๆ อีกหลายประเทศ ถึงแม้ว่าจะเดินทางมาจากแอฟริกา แสดงว่าในแอฟริกาเองที่ไม่ได้ตรวจนั้น อาจจะยังมีอีกจำนวนมาก 3.จากการตรวจไวรัสในลำคอพบว่า ปริมาณไวรัสในผู้ป่วยถึงแม้จะอาการน้อย ก็พบปริมาณไวรัสจำนวนมากที่จะแพร่กระจายต่อไปได้ง่าย ถ้าโอมิครอนติดง่ายแพร่กระจายได้ง่ายกว่าสายพันธุ์เดลตา การกระจายของสายพันธุ์ใหม่ก็จะเข้าแทนที่สายพันธุ์เดลตาอย่างแน่นอน
เผยพบผู้ป่วยมีอาการ "ไม่รุนแรง"
ศ.นพ.ยง ยังระบุอีกว่า จากข้อมูลถึงปัจจุบัน รวมทั้งที่มีการระบาดนอกแอฟริกาตอนใต้ จะเห็นว่าผู้ป่วยครึ่งหนึ่งไม่มีอาการ และอีกประมาณครึ่งหนึ่งมีอาการน้อย ยังไม่มีผู้ป่วยที่มีอาการมาก ถึงต้องนอนโรงพยาบาลหรือเสียชีวิต การฉีดวัคซีนให้มีภูมิต้านทาน แล้วสายพันธุ์นี้ระบาด มีอาการน้อย โรคไม่รุนแรง ไม่ต้องนอนโรงพยาบาลหรือเสียชีวิต จะเป็นการกระตุ้นภูมิต้านทานให้สูงขึ้นและอยู่นานจะเป็นไปตามวิวัฒนาการของไวรัส ในการปรับตัวให้ลดความรุนแรงของโรคลง เหมือนโคโรนาไวรัสที่ทำให้เกิดโรคทางเดินหายใจในเด็กที่พบอยู่ทุกวันนี้ ไม่ได้สร้างปัญหาให้กับผู้ใหญ่และผู้สูงอายุเลย
ห่วงคนนำเชื้อเข้าประเทศ กังวลช่องทางบกตามแนวชายแดน
ด้าน นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค เปิดเผยถึงการพบผู้ติดเชื้อสายพันธุ์โอมิครอน 2 คน เป็นคนไทยที่เดินทางกลับจากต่างประเทศ ว่า ขอเตือนคนไทยที่เดินทางไปต่างประเทศว่า ให้ป้องกันตนเอง สวมหน้ากากอนามัยตลอดเวลา เพราะหลายประเทศประชาชนไม่สวมหน้ากากอนามัย ทั้งนี้ ในส่วนของผู้ที่เดินทางเข้าประเทศทางอากาศ ขอให้ความมั่นใจว่าเราสามารถคัดกรองตรวจจับหาเชื้อได้ทั้งหมด ในกรณีผู้ที่มาจากทวีปแอฟริกาจะต้องมีการตรวจหาสายพันธุ์ทุกราย แต่ที่น่ากังวล คือ ผู้ที่ลักลอบเดินทางมาทางช่องทางบกตามแนวชายแดน ซึ่งที่ผ่านมานำเชื้อมาระบาดในประเทศหลายครั้ง ขอให้ประชาชนช่วยกันสอดส่องดูแล ทั้งนี้ รัฐบาลมีนโยบายที่จะฉีดวัคซีนให้กับแรงงานต่างด้าวทุกคน ที่อาศัยอยู่บนแผ่นดินไทย เพื่อปกป้องคนไทยด้วยอีกทางหนึ่ง จึงไม่จำเป็นต้องลักลอบเข้าประเทศ
...
ยังกังขาความรุนแรง "โอมิครอน" รอ "WHO" ยืนยัน
ส่วนกระแสข่าวที่ระบุว่า โอมิครอนมีความสามารถหลบภูมิคุ้มกันจากวัคซีนได้ดีนั้น นพ. โอภาส กล่าวว่า ขอให้รอคำยืนยันจากองค์การอนามัยโลก (WHO) กำลังมีการรวบรวมข้อมูล เบื้องต้นผู้เชี่ยวชาญหลายประเทศเห็นตรงกันว่า สายพันธุ์โอมิครอนมีความรุนแรงค่อนข้างต่ำ ขณะนี้ยังไม่มีรายงานผู้เสียชีวิต ข้อมูลทางระบาดวิทยาพบว่ารูปแบบการระบาดยังไม่กว้างขวางมากนัก เมื่อเทียบกับสายพันธุ์เดลตา กระทรวงสาธารณสุขจะรวบรวมข้อมูลต่างๆ และแจ้งให้ประชาชนทราบเป็นระยะๆ
คาดปีหน้าใช้ชีวิตใกล้เคียงปกติ หากไม่กลายพันธุ์หนัก
นอกจากนี้ นพ.โอภาส ยังกล่าวถึงกรณีที่หลายฝ่ายเห็นว่า สายพันธุ์โอมิครอนจะทำให้โรคโควิดกลายเป็นโรคประจำถิ่นว่า ถ้าเทียบกับการกระบาดของโรคไข้หวัดใหญ่ ที่มีการกลายพันธุ์ตลอดเวลา มีการติดเชื้อไปเรื่อยๆ ทำให้เกิดภูมิคุ้มกันโดยธรรมชาติ ก็ทำให้ความรุนแรงลดน้อยลง ส่วนโควิดมีการกลายพันธุ์ตลอดเวลาเช่นกัน ดูเหมือนความรุนแรงจะลดลงเรื่อยๆ เรื่องนี้ต้องติดตามดูกันไปยาวๆ หากสรุปเร็วเกินไปอาจผิดได้ ส่วนสถานการณ์โควิด ปี 65 นั้น ดูเหมือนจะดีขึ้นเรื่อยๆ ตั้งแต่เปิดประเทศ 1 พ.ย.เป็นต้นมา มีผู้ติดเชื้อรายใหม่ลดลงอย่างต่อเนื่อง ผ่านเทศกาลลอยกระทงก็ยังไม่เปลี่ยนแปลง หากเป็นเช่นนี้ไปเรื่อยๆ คาดว่า ปีหน้าคงได้กลับมาใช้ชีวิตใกล้เคียงกับปกติได้มากขึ้น ยกเว้นมีการกลายพันธุ์แบบหน้ามือเป็นหลังมือ
...
โจมตีหลายชาติแล้วทั่วโลก
พญ.สุมนี วัชรสินธุ์ ผอ.สำนักสื่อสารความเสี่ยงและพัฒนาพฤติกรรมสุขภาพ กรมควบคุมโรค ในฐานะผู้ช่วยรองโฆษก ศบค. กล่าวถึงสถานการณ์แพร่ระบาดของเชื้อโอมิครอน ว่า สำหรับสถานการณ์โอมิครอน ขณะนี้กระจายไป 39 ประเทศทั่วโลก พบผู้ติดเชื้อใหม่ คือ กานา นอร์เวย์ ฟินแลนด์ ไอร์แลนด์ ฝรั่งเศส สหรัฐอเมริกา สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (ยูเออี) ซาอุดีอาระเบีย อินเดีย ทุกประเทศพบติดเชื้อไม่ถึง 1% จึงยังไม่ถือเป็นการระบาดในประเทศ ในส่วนไทยไม่รับนักท่องเที่ยวจากประเทศกลุ่มเสี่ยงสูง
กว่า 6 สัปดาห์ "เปิดประเทศ" ยังปลอดภัย
ขณะที่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.สาธารณสุข กล่าวว่า ตั้งแต่มีการเปิดประเทศ 1 พ.ย.เป็นต้นมา ถึงขณะนี้เป็นเวลากว่า 6 สัปดาห์แล้ว ในส่วนคนที่เดินทางมาจากต่างประเทศยังไม่มีปัญหาที่น่ากังวล เพราะเรามีมาตรการที่รัดกุม ขณะที่ในประเทศมีการฉีดวัคซีนให้ประชาชนจำนวนมาก บางครั้งพบว่ามีการรวมกลุ่มคนจำนวนมาก แต่ยังไม่มีรายงานว่าจะมีอันตรายเกิดขึ้นจากคนที่รับวัคซีนแล้ว แต่ก็ยังไม่อยากให้คนรวมกลุ่มกันขนาดใหญ่นานเกินไป โดยไม่สวมหน้ากากอนามัย หรือใช้ภาชนะกินอาหาร หรือดื่มร่วมกัน เป็นสิ่งที่อันตรายมาก และเดือน ธ.ค.นี้ กระทรวงสาธารณสุขจะเรียกผู้ที่ได้รับวัคซีน แอสตราเซเนกาครบ 2 เข็ม ตั้งแต่เดือน ส.ค.ให้มารับวัคซีนเข็มที่ 3 ในเดือน ธ.ค. ส่วนคนที่ฉีดครบเดือน ก.ย.จะให้มารับในเดือน ม.ค.65 โดยให้รอประกาศจากกระทรวงสาธารณสุข
นายกฯไม่กังวล ยันระบบ สธ.ไทยมีความพร้อมรับมือ
ด้าน นายธนกร วังบุญคงชนะ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และ รมว.กลาโหม พอใจภาพรวมสถานการณ์โควิดฯไทยปรับตัวดีขึ้นต่อเนื่อง โดยนายกฯ ฝากสื่อสารถึงประชาชนว่า อยากเห็นคนไทยมีความสุขในช่วงเทศกาลส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ และไม่ต้องการกลับมาใช้มาตรการล็อกดาวน์ ซึ่งกระทบต่อผู้ประกอบการและประชาชนอีก คนไทยเคยผ่านวิกฤติโควิดจากสายพันธุ์ต่างๆ ที่น่ากลัวมาแล้ว ขอเพียงทุกคนยึดมั่นการป้องกันการติดเชื้อแบบครอบจักรวาล ยึดหลักอนามัยส่วนบุคคล สวมหน้ากาก เว้นระยะห่าง เพราะการดูแลป้องกันตนเองปลอดภัยเป็นสิ่งสำคัญในการควบคุมการแพร่ระบาดโควิดทุกสายพันธุ์ ถึงแม้จะพบโควิดสายพันธุ์โอมิครอนในไทยแล้ว ระบบสาธารณสุขของไทยมีความพร้อมและเตรียมมาตรการรับมือไว้แล้ว จะมีการหารือเพิ่มเติมในที่ประชุม ศบค. วันที่ 13 ธ.ค.ที่จะถึงนี้
ผู้ขียน : หงเหมิน
กราฟิก : Jutaphun Sooksamphun