มหันตภัยสิ่งแวดล้อม โลกร้อนส่องเมืองไทย

ข่าว

    มหันตภัยสิ่งแวดล้อม โลกร้อนส่องเมืองไทย

    ไทยรัฐฉบับพิมพ์

      26 พ.ย. 2564 06:45 น.

      “ยิ่งก้าวโลกยิ่งกว้าง ยิ่งมีข้ออ้างโลกยิ่งแคบ”...“ชีวิตที่ยุ่งยาก เพราะมีความอยากที่มากเกินไป”...ตัวอย่างในบางแง่มุมของประเทศไทยที่กำลังพัฒนา 30 ปี กับประเทศที่พัฒนาแล้ว...

      หนึ่ง...คนที่ถูกเวนคืนที่ดินโดยรัฐถือว่าซวย เพราะได้ค่าชดเชยไม่มากและไม่คุ้ม แต่หลายประเทศคนถูกเวนคืนถือว่าถูกหวยเพราะผู้บริหารมองว่าเป็นผู้เสียสละและมีบุญคุณต่อประเทศ ต้องตอบแทนให้มาก เช่น ให้รักษาพยาบาลฟรีตลอดชีพ ให้โอกาสประกอบอาชีพก่อนคนอื่นขึ้นรถบริการสาธารณะฟรี เป็นต้น

      สอง...ป่าสงวนแห่งชาติถูกดูแลโดยกรมป่าไม้ ห้ามประชาชนเข้าไปโดยไม่ได้รับอนุญาตซึ่งผูกขาดความเป็นเจ้าของโดยหน่วยงานรัฐ หลายประเทศป่าสงวนหลายแห่งกำหนดให้ถูกดูแลโดยหน่วยงานท้องถิ่นและชุมชนโดยรอบ ให้ประชาชนใช้ประโยชน์ได้แต่ต้องปกป้องป่าไม้ โดยต้นไม้ในป่าต้องเพิ่มขึ้นทุกปี

      สาม...บวกภาษีทุกอย่างไว้ในราคาน้ำมันขายปลีกทำให้น้ำมันแพงเป็นภาระแก่ประชาชน ยิ่งขายน้ำมันได้มากรัฐยิ่งได้ภาษีมาก... “แทนที่จะลดภาษีที่บวกไว้ในน้ำมันเหมือนหลายประเทศ แต่กลับไปกู้เงินจากต่างประเทศมาพยุงราคาน้ำมัน”

      สี่...การติดโซลาร์เซลล์บนหลังคาบ้านแสนจะยุ่งยากต้องขออนุญาตมากมาย รัฐไม่ส่งเสริมจริงจัง แต่หลายประเทศกำหนดให้เมืองเช่าหลังคาบ้านจากชาวบ้านเพื่อติดตั้งโซลาร์เซลล์สำหรับผลิตไฟฟ้าขายราคาถูกให้คนในเมืองใช้ ไฟฟ้าส่วนเกินจะขายให้การไฟฟ้าไปใช้ในเมืองอื่น

      ห้า...การศึกษาสอนแบบให้ครูเป็นศูนย์กลาง เมื่อสอนเสร็จสั่งการบ้านให้กลับไปทำที่บ้าน แต่หลายประเทศใช้วิธีให้นักเรียนเป็นศูนย์กลางโดยให้เรียนที่บ้านแต่ทำการบ้านที่โรงเรียน คือ...ให้นักเรียนดูยูทูบและอ่านหนังสือตามคำแนะนำของครูที่บ้านแล้วมาถกเถียงหรืออภิปรายร่วมกันที่โรงเรียน

      “ทำให้นักเรียนกล้าพูด กล้าแสดงออกภายใต้การดูแลของครู”

      หก...ผู้ว่าราชการจังหวัดมาจากการแต่งตั้ง มีกรมการปกครองมาปกครองเพื่อดูแลประชาชน แต่หลายประเทศผู้ว่าราชการจังหวัดมาจากการเลือกตั้งจากประชาชนในจังหวัด จึงมีจิตสำนึกในการฟังเสียงและรับใช้ประชาชนมากกว่า...ตัดกลับมาเรื่องสิ่งแวดล้อม อาจารย์สนธิ คชวัฒน์ ผู้ทรงคุณวุฒิด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ ชมรมนักวิชาการ สิ่งแวดล้อมไทย บอกอีกว่า “สมุทรปราการ” ถูกประกาศเป็นเขตควบคุมมลพิษมา 27 ปี

      ...แต่มลพิษยิ่งเพิ่ม... อุบัติภัยจากโรงงานยิ่งมาก...เกิดจากอะไร...?

      ประการแรก...ในช่วงรอบปีที่ผ่านมามีโรงงานขนาดใหญ่หลายแห่งในจังหวัดสมุทรปราการเกิดระเบิดและไฟไหม้มีผลกระทบด้านมลพิษจนต้องอพยพประชาชนออกจากพื้นที่หลายครั้ง เช่น กรณีโรงงานผลิตโฟม... พลาสติก...โรงงานผลิตรองเท้ายางและรองเท้าหนังที่ซอยกิ่งแก้ว บางพลี

      โรงงานผลิตสีและโรงงานผลิตฟองน้ำที่สำโรงใต้, โรงงานรีไซเคิลที่บางพลี, ท่อก๊าซระเบิดที่บางบ่อ นอกจากนี้ยังมีโรงงานหลายแห่งลักลอบปล่อยน้ำเสียลงทะเลในเขตบางปูหลายครั้ง และสมุทรปราการยังเป็นจังหวัดที่มีการร้องเรียนด้านมลพิษจากประชาชนมากเป็นอันดับต้นๆของประเทศอีกด้วย...

      ข้อมูลปี 2564 จังหวัดสมุทรปราการมีโรงงานมากที่สุดในประเทศ มีทั้งหมด 6,814 แห่ง และตั้งอยู่ในนิคมอุตสาหกรรมเพียง 603 แห่ง...

      ที่เหลือเป็นโรงงานตั้งกระจัดกระจายอยู่ภายในจังหวัด มากที่สุดคืออำเภอเมืองและอำเภอบางพลี โรงงานจำนวนมากตั้งมาก่อนปี 2537...ก่อนที่จังหวัดจะเริ่มมีผังเมืองรวม

      ส่วนใหญ่เป็นโรงงานเก่า เทคโนโลยีและระบบต่างๆล้าสมัยโดยในจังหวัดมีโรงงานผลิตพลาสติกถึง 861 แห่ง และเป็นโรงงานสารเคมีและผลิตเคมีภัณฑ์ถึง 451 แห่ง รวมทั้งมีโรงงานที่อาจมีความเสี่ยงต่อการเกิดไฟไหม้ที่ตั้งอยู่ภายในชุมชนถึง 203 แห่ง

      “จังหวัดสมุทรปราการ” ถูกประกาศเป็นเขตควบคุมมลพิษทั้งจังหวัดตั้งแต่วันที่ 15 มีนาคม 2537 โดยคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติโดยมีเหตุผลว่าเป็นพื้นที่ที่มีปัญหามลพิษซึ่งมีแนวโน้มว่าจะร้ายแรง

      ถึงขนาดเป็นอันตรายต่อสุขภาพอนามัยของประชาชนหรืออาจก่อให้เกิดผลกระทบเสียหายต่อคุณภาพสิ่งแวดล้อม

      โดยกำหนดให้พื้นที่ทำการสำรวจแหล่งกำเนิดมลพิษที่มีความเสี่ยงทั้งหมดมาวิเคราะห์จัดทำแผนลดและขจัดมลพิษภายใต้คำแนะนำของ “กรมควบคุมมลพิษ” ทุก 5 ปี ใส่ไว้ในแผนปฏิบัติการสิ่งแวดล้อม

      ระดับจังหวัดและของบประมาณจากรัฐบาลไปจัดการมลพิษมาโดยตลอด

      ปัญหามีว่า...ที่ผ่านมาแผนดังกล่าวไปเน้นเรื่อง “การขจัดน้ำเสีย” และ “ขยะมูลฝอย” จากชุมชน รวมทั้งการประชาสัมพันธ์ต่างๆ โดยให้ความสนใจการควบคุมมลพิษจากโรงงานน้อยมาก ทั้งๆที่ประชาชนในพื้นที่ได้รับความเดือดร้อนค่อนข้างมาก ที่แล้วมา...ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของ “อุตสาหกรรมจังหวัด” เท่านั้น

      ซึ่งอาจดูแลไม่ทั่วถึงจึงทำให้ปัญหา “มลพิษ” และ “อุบัติภัย” ในจังหวัดสมุทรปราการเกิดขึ้นมากผิดปกติ

      ประเด็นต่อมา...จังหวัดสมุทรปราการเป็นเขตควบคุมมลพิษมาแล้ว 27 ปี แต่ “มลพิษ” ยิ่งเพิ่ม มีโรงงานเก่าไม่ได้มาตรฐานจำนวนมาก ผู้ว่าราชการจังหวัดจึงควรนำกลไกการประกาศเป็นเขตควบคุมมลพิษของจังหวัดมาใช้ในการควบคุมการปล่อยมลพิษและการป้องกันอุบัติภัยจากโรงงานที่มีความเสี่ยงสูง

      เพื่อเป็นการป้องกันที่ “ต้นเหตุ” โดยการสำรวจและตั้งทีมไปกำกับดูแลอย่างทั่วถึง ซึ่งกรมควบคุมมลพิษควรเป็นหน่วยงานหลักเข้าร่วมดำเนินการด้วย...

      เรื่องสุดท้ายที่อยากจะกล่าวถึงต่อเนื่องไปถึงกรณีป่าชายเลนลดลงเพราะอะไร ขัดแย้งกับมติลดโลกร้อน COP26...? วันที่ 16 พฤศจิกายน ครม.สัญจรที่กระบี่ มีมติให้ยกเว้นมติ ครม.เพื่อดำเนินการจัดที่ดินเพื่อการอยู่อาศัยให้ชุมชนในพื้นที่ป่าชายเลนในท้องที่จังหวัดชายฝั่งทะเล 21 จังหวัด เพื่อนำที่ดินที่เป็นป่าชายเลน เนื้อที่รวม 4,105 ไร่ 4 ตารางวาไปดำเนินการจัดที่ดินเพื่อการอยู่อาศัยให้ชุมชน

      หากย้อนไปดูมติ ครม.วันที่ 23 ก.ค.2534 กำหนดให้ระงับการใช้ประโยชน์ในพื้นที่ป่าชายเลนโดยเด็ดขาด และมีมติ ครม.เมื่อวันที่ 22 ส.ค.2543 และมติ ครม.วันที่ 17 ต.ค.2543 ในเขตอนุรักษ์ห้ามมิให้อนุญาตการใช้ประโยชน์พื้นที่ป่าชายเลนในทุกกรณี หากมติ ครม.ใดขัดแย้งกับมติ ครม.ในเรื่องนี้ให้ใช้มติ ครม.นี้แทน

      และ...ในการออกมติ ครม.เกี่ยวกับป่าชายเลนฉบับใหม่ให้ใช้มติ ครม.นี้เป็นหลัก

      ข้อมูลจากกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (ทช.) จากการแปลภาพถ่ายทางดาวเทียมในปี 2564 พบว่า ประเทศไทยมีเนื้อที่ “ป่าชายเลน” ราว 1.74 ล้านไร่ ครอบคลุม 24 จังหวัดชายฝั่งทะเล ซึ่งถือว่าน้อยมากหากเทียบกับพื้นที่ตลอดแนวชายฝั่ง การที่ ครม.ชุดปัจจุบันนำป่าชายเลนไปใช้เป็นที่ทำกินถึง 4 พันกว่าไร่...

      ยิ่งทำให้พื้นที่ป่าชายเลนลดลงไปอีกและขัดแย้งกับความพยายามในการรักษาพื้นที่ป่าชายเลนของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม...รัฐบาลชุดก่อนหน้านี้ รวมทั้งขัดแย้งกับสัญญาที่ให้ไว้ใน การประชุมสภาวะโลกร้อน (COP26) ที่จะลดอุณหภูมิโลกไม่ให้เกิน 1.5 องศา โดยเน้นการยุติการตัดไม้ทำลายป่า

      เนื่องจาก “ต้นไม้” จะทำหน้าที่เป็นแหล่งกักเก็บคาร์บอน ช่วยดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ออกจากชั้นบรรยากาศโลก โดยดูดซับได้ประมาณ 1 ใน 3 ของปริมาณที่ประเทศต่างๆทั่วโลกปล่อยออกมาในแต่ละปี อย่างไรก็ตาม “ประเทศไทย” ไม่ได้ลงนามในการยุติการตัดไม้ทำลายป่าภายในปี 2030

      ปุจฉา วิสัชนาไว้เช่นนี้...ยังคงตั้งหวังแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมครบทุกมิติอย่างสมดุลลงตัว.

      อ่านเพิ่มเติม...

      อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

        แท็กที่เกี่ยวข้อง

        สิ่งแวดล้อมปัญหาสิ่งแวดล้อมอุบัติภัยมลพิษสกู๊ปหน้า 1

        คุณอาจสนใจข่าวนี้

        thairath-logo

        ApplicationMy Thairath

        ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
        Trendvg3 logo
        Sonp logo
        inet logo
        วันพุธที่ 1 ธันวาคม 2564 เวลา 04:42 น.
        ติดต่อโฆษณาร่วมงานกับเราติดต่อเรา
        เกี่ยวกับไทยรัฐมูลนิธิไทยรัฐศูนย์ข้อมูลไทยรัฐบริการข่าวไทยรัฐ - App & SMSFAQศูนย์ช่วยเหลือนโยบายความเป็นส่วนตัวเงื่อนไขข้อตกลงการใช้บริการไทยรัฐโลจิสติคส์