ร่าย!คาถาสู้โควิด ระวังการ์ดอย่าตก

ข่าว

    ร่าย!คาถาสู้โควิด ระวังการ์ดอย่าตก

    ไทยรัฐฉบับพิมพ์

      25 พ.ย. 2564 06:18 น.

      “ยิ่งการระบาด (โควิด-19) เป็น ไปอย่างต่อเนื่องยาวนาน โอกาสเกิดปัญหาทางสังคมจะยิ่งมากขึ้นเรื่อยๆ”

      ทีมงานวิจัยของทาง IMF เคยทำการศึกษาบทเรียนในอดีตที่มีโรคระบาดต่างๆใน 133 ประเทศ ตั้งแต่ปี ค.ศ.2001-2018 ทั้ง SARS, H1N1, Ebola, Zika ชี้ให้เห็นแนวโน้มดังกล่าว

      ทั้งนี้การระบาดของโควิด-19 เริ่มสะท้อนให้เราเห็นปรากฏการณ์ “Social unrest”...ความไม่สงบในสังคมมากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งตอนนี้ที่พบในหลากหลายประเทศในยุโรป

      “ไทยเราคงต้องช่วยกันป้องกันตัวอย่างเคร่งครัด เพราะหากระบาดรุนแรงขึ้น ผลกระทบที่จะเกิดขึ้นจะไม่ใช่แค่ด้านสุขภาพและเศรษฐกิจ แต่จะมีปัญหาสังคมมากขึ้นกว่าเดิม...ใส่หน้ากากนะครับ เว้นระยะห่างจากคนอื่นด้วย”

      รศ.นพ.ธีระ วรธนารัตน์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โพสต์บันทึกไว้ในเฟซบุ๊กส่วนตัว “Thira Woratanarat (ป๊ามี้คีน)” ระบุอีกว่า (22 พฤศจิกายน 2564) เมื่อวานทั่วโลกติดเพิ่ม 384,238 คน ตายเพิ่ม 4,030 คน รวมแล้วติดไป 257,806,958 คน เสียชีวิตรวม 5,167,502 คน

      5 อันดับแรกที่ติดเชื้อสูงสุดคือ...สหราชอาณาจักร รัสเซีย เยอรมนี อเมริกา ตุรกี

      จำนวนติดเชื้อใหม่ในแต่ละวันของทั่วโลกตอนนี้ มาจากทวีปเอเชีย ยุโรป และอเมริกาเหนือ ซึ่งรวมกันคิดเป็นร้อยละ 95.71 ของทั้งโลก ในขณะที่จำนวนการเสียชีวิตคิดเป็นร้อยละ 94.09

      ล่าสุด...จำนวนติดเชื้อใหม่จากทวีปยุโรปนั้นมากถึง 68.18% ของทั้งโลก พอๆกับจำนวนเสียชีวิตเพิ่มที่คิดเป็น 61.73%

      เมื่อวานนี้จำนวนติดเชื้อใหม่มีประเทศจากยุโรปครอง 8 ใน 10 อันดับแรก และ 13 ใน 20 อันดับแรกของโลก...สำหรับสถานการณ์ไทยเรา เมื่อวานติดเชื้อเพิ่ม 7,006 คน สูงเป็นอันดับ 15 ของโลก

      หากรวม ATK อีก 2,692 คน จะขยับเป็นอันดับ 14 ของโลก...จำนวนติดเชื้อใหม่ไทยเป็นอันดับ 3 ของเอเชีย รองจาก
      ตุรกีและเวียดนาม

      ถ้ารวมยอดวันนี้และพรุ่งนี้ ไทยจะมียอดติดเชื้อรวมที่รายงาน แซงอิรักขึ้นเป็นอันดับ 23 ได้ประเด็นน่าสนใจมีว่า...การชุมนุมประท้วงในยุโรปจากสถานการณ์โควิด ยังเป็นไปอย่างต่อเนื่องและดูรุนแรงขึ้น

      เช่น ในเนเธอร์แลนด์มีการประท้วงเกี่ยวกับนโยบายและมาตรการของรัฐในหลายเมืองติดต่อกันมา 3 คืนแล้ว และมีการปะทะกันจนบาดเจ็บทั้งฝั่งเจ้าหน้าที่และประชาชน

      ...ช่วง Grace period ของไทย...ระยะเวลาผ่อนผันคงจะดีมาก หากเราดำรงชีวิตด้วยความไม่ประมาท ตระหนักถึงสถานการณ์ระบาดภายในประเทศว่ายังมีมากและกระจายไปทั่ว

      “แม้จะลดจากเดิมที่พีกกว่าสองหมื่นคนต่อวันลงมา แต่สุดท้ายแล้วการลดลงนั้นเป็นไปตามกระแสโลกและตามธรรมชาติของการระบาดระลอกก่อน”

      และ...ที่เน้นย้ำมาตลอดคือ ไทยไม่ได้ลดลงมากเหมือนหลายประเทศที่เคยระบาดพอๆกับเรา เช่น ญี่ปุ่น ซึ่งล่าสุดเมื่อวานติดเชื้อใหม่เพียง 112 คน ต่างจากเราหลายสิบเท่า ทั้งๆที่ประชากรของเค้ามากกว่าเราเกือบสองเท่า โดยญี่ปุ่นมีการฉีดวัคซีนครบโดสไปแล้วมากกว่าเราด้วย (76.3%)

      ดังนั้น...โอกาสที่เราจะเผชิญกับการระบาดรุนแรงขึ้นกว่าเดิมจึงมีสูง

      “จึงแลกเปลี่ยนให้พวกเราทราบว่า ในช่วงนี้จึงเป็นไปในลักษณะ Grace period ที่เราควรประคับประคองการดำเนินชีวิตประจำวันให้ดี รอบคอบ เน้นความปลอดภัยให้มาก...ใส่หน้ากากนะครับ สำคัญมาก สองชั้น ชั้นในเป็นหน้ากากอนามัย ชั้นนอกเป็นหน้ากากผ้า เว้นระยะห่างจากคนอื่นเกินหนึ่งเมตร”

      ย้ำว่า สองเรื่องนี้...ควรทำให้เป็นกิจวัตร

      รศ.นพ.ธีระ บอกอีกว่า สำหรับคนฉีดวัคซีนแล้วก็ต้องระวังเช่นเดียวกับคนที่ยังฉีดไม่ครบหรือยังไม่ได้ฉีด เพราะหลักฐานวิชาการนั้นชี้ให้เห็นว่า คนที่ฉีดวัคซีนแล้วก็สามารถมีปริมาณไวรัสในร่างกายพอๆ กับคนที่ไม่ได้ฉีดหรือฉีดไม่ครบหรือไม่รู้สถานะการฉีดวัคซีน

      ดังนั้น...หากฉีดวัคซีนไปแล้ว แต่ไม่ป้องกันตัว ก็จะกลายเป็นกลจักรแพร่เชื้อแก่คนอื่นในสังคม ทั้งในครอบครัว ที่ทำงาน และสถานที่ที่เราไปในชีวิตประจำวัน

      ตัวอย่างจริงที่อยากเล่าให้ฟังคือ เหตุการณ์ระบาดวงกว้างในรัฐแมสซาชูเสตต์ สหรัฐอเมริกา ในช่วงกรกฎาคม 2564 ที่ผ่านมา เกิดจากหลากหลายเหตุการณ์ มีคนติดเชื้อไปทั้งสิ้น 469 คน

      ในจำนวนนี้ 74% เป็นทั้งคนที่ฉีดวัคซีนครบแล้วและที่ฉีดวัคซีนยังไม่ครบ

      คนที่ติดเชื้อนั้น 79% มีอาการ พอตรวจ RT-PCR ก็พบว่า Cycle threshold ในกลุ่มที่ฉีดวัคซีนครบโดส มีค่ามัธยฐานอยู่ที่ 22.8 โดยพอๆกับกลุ่มที่ฉีดวัคซีนไม่ครบ ไม่ได้ฉีด และไม่รู้สถานะการฉีด ซึ่งกลุ่มหลังนี้มีค่ามัธยฐานอยู่ราว 21.5 ค่า Cycle threshold ทั้งสองกลุ่มนั้นต่ำพอๆกัน

      แปลอีกนัยหนึ่งคือ มีปริมาณไวรัสในร่างกายสูง และสามารถแพร่เชื้อให้กับคนอื่นๆในสังคมได้

      ส่วนประเทศเยอรมนีมีรายงานว่า 55.4% ของคนสูงอายุที่ติดเชื้อโควิด-19 แบบมีอาการนั้นเป็นกลุ่มคนที่ฉีดวัคซีนครบโดสแล้วและมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ...ในขณะที่เมืองมุนสเตอร์ รายงานเคสติดเชื้อใหม่พบว่า 22% เป็นคนที่ฉีดครบโดส หรือเคยติดเชื้อโรคโควิด-19 มาก่อน แต่มีพฤติกรรมเสี่ยง เช่น ไปเข้าไนต์คลับ

      ...ที่ยกตัวอย่างมาทั้งหมดนี้ เพื่อชี้ให้เห็นว่า ทุกคนไม่ว่าจะฉีดครบ ฉีดไม่ครบ หรือไม่ได้ฉีด ก็ล้วนเสี่ยงต่อการติดเชื้อได้ และเป็นพาหะที่นำพาเชื้อไปให้คนใกล้ชิด ที่บ้าน ที่ทำงาน และที่อื่นๆได้

      วังวนจึงกลับมาสู่ที่เดิม...“การป้องกันตัวอย่างเคร่งครัด ใส่หน้ากากเสมอ และเว้นระยะห่างจากคนอื่นมากกว่าหนึ่งเมตร” เป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งที่จะหยุดยั้งการระบาด ไม่ว่าจะประเทศใดในโลก

      ตามข้อมูลวิชาการข้างต้น จึงเห็นชัดว่า...ที่น่ากังวลที่สุดคือกลุ่มคนที่ดำรงชีวิตประจำวันอย่างประมาท ไม่ป้องกันตัว ไม่ว่าจะเรื่องหน้ากากหรือการเว้นระยะห่างจากคนอื่นนั่นเอง... “ดีไม่ดี คนที่ยังไม่ได้ฉีดวัคซีน หรือได้ยังไม่ครบ เค้ากลับจะป้องกันตัวอย่างเคร่งครัดกว่าด้วยซ้ำ”

      “การกล่าวถึงกลุ่มคนที่ไม่ฉีดวัคซีนด้วยศัพท์แสงฮาร์ดคอร์หรืออะไรก็ตาม หรือการออกกฎระเบียบเพื่อจำกัดการใช้ชีวิตประจำวันโดยเลือกปฏิบัติเพียงเฉพาะกลุ่ม จึงอาจต้องพิจารณาให้ดีว่าเป็นการปฏิบัติไม่เป็นธรรมหรือไม่ ในเมื่อเราทราบหลักฐานวิชาการข้างต้น”

      ย้ำอีกครั้งว่า “การใส่หน้ากาก” และ “เว้นระยะห่างทางสังคม” เป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง เพราะเป็นประโยชน์ทั้งต่อบุคคลนั้นและคนรอบข้างในสังคม ควบคู่ไปกับการฉีดวัคซีนที่จะเกิดประโยชน์ชัดเจนต่อตัวบุคคลนั้นมากกว่า ทั้งในแง่การลดโอกาสป่วยรุนแรงและลดโอกาสเสียชีวิต

      “สำคัญคือ การจัดหาวัคซีนที่มีประสิทธิภาพสูง ปลอดภัย และเป็นไปตามหลักฐานวิชาการมาตรฐานสากลและเป็นที่ยอมรับของสากลโลก มาให้แก่ทุกคนในสังคมอย่างครอบคลุม ครบถ้วน เป็นธรรม และทันเวลา” รศ.นพ.ธีระ วรธนารัตน์ กล่าวทิ้งท้าย.

      อ่านเพิ่มเติม...

      อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

        แท็กที่เกี่ยวข้อง

        โควิด-19สถานการณ์โควิดทั่วโลกวัคซีนโควิดฉีดวัคซีนโควิด-19ไม่ฉีดวัคซีนหน้ากากอนามัยสกู๊ปหน้า 1

        คุณอาจสนใจข่าวนี้

        thairath-logo

        ApplicationMy Thairath

        ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
        Trendvg3 logo
        Sonp logo
        inet logo
        วันจันทร์ที่ 6 ธันวาคม 2564 เวลา 01:27 น.
        ติดต่อโฆษณาร่วมงานกับเราติดต่อเรา
        เกี่ยวกับไทยรัฐมูลนิธิไทยรัฐศูนย์ข้อมูลไทยรัฐบริการข่าวไทยรัฐ - App & SMSFAQศูนย์ช่วยเหลือนโยบายความเป็นส่วนตัวเงื่อนไขข้อตกลงการใช้บริการไทยรัฐโลจิสติคส์