ราชทัณฑ์ ผุดโครงการพัฒนาพฤตินิสัยผู้ต้องขัง น้อมนำโครงการพระราชทานฯ โคกหนองนาแห่งน้ำใจและความหวัง กรมราชทัณฑ์ เปลี่ยนคุกเป็นศูนย์เรียนรู้ศาสตร์พระราชา คืนคนดี มีคุณค่าสู่สังคมอย่างยั่งยืน
“เปลี่ยนผู้กระทำผิดคนเดิมเป็นคนใหม่ ด้วยกระบวนการพัฒนาพฤตินิสัย เพื่อคืนคนดีมีคุณค่าสู่สังคม” นับเป็นหนึ่งในภารกิจของกรมราชทัณฑ์ ที่นอกจากจะรับผิดชอบบทบาทในการควบคุม ดูแลผู้ต้องขังมิให้หลบหนีเพื่อความปลอดภัยของสังคมแล้วการพัฒนาพฤตินิสัยผู้ต้องขังนับเป็นอีกหนึ่งภารกิจที่สำคัญไม่แพ้กัน โดยเฉพาะปัจจุบัน “คุก” ไม่ได้มีไว้เพื่อคุมขัง หรือแก้แค้นทดแทนเพียงอย่างเดียว แต่มีไว้ เพื่อปรับปรุง แก้ไขและพัฒนาพฤตินิสัยผู้ต้องขัง ให้เปลี่ยนเป็นคนใหม่ ไม่หวนกลับไปก้าวพลาด จนนำไปสู่การคืนคนดี มีคุณค่าสู่สังคมได้ในท้ายที่สุด
อย่างไรก็ดี การพัฒนาพฤตินิสัยผู้ต้องขัง ต้องอาศัยทั้งปัจจัยภายในและภายนอก ตั้งแต่การเปลี่ยนกระบวนการคิด (Mindset) พฤติกรรม (Behavior) ไปจนถึงการปรับตัวเข้ากับสังคม สิ่งแวดล้อม และการสร้างงานสร้างอาชีพ เพื่อเลี้ยงตัวเอง และครอบครัว พร้อมกลับคืนสู่สังคมได้อย่างยั่งยืน ที่สำคัญที่สุด คือ กระบวนการเตรียมความพร้อมก่อนปล่อย และการติดตามผู้พ้นโทษ ซึ่งต้องดำเนินการให้สามารถสอดประสานเป็นแนวทางเดียวกันและปรับใช้ได้ในสังคมทุกยุคทุกสมัย
กรมราชทัณฑ์ จึงได้น้อมนำโครงการพระราชทานในพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว “โคกหนองนาแห่งน้ำใจและความหวัง กรมราชทัณฑ์” อันเกิดจากพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ ของพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่ทรงเล็งเห็นว่าผู้ต้องขังที่พ้นโทษออกไปนั้น อาจจะได้รับผลกระทบด้านสภาพแวดล้อมภายนอกที่เปลี่ยนแปลงไป รวมถึงสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) ที่อาจทำให้การใช้ชีวิตของผู้พ้นโทษยากลำบาก ฉะนั้น โครงการพระราชทานฯ โคกหนองนาแห่งน้ำใจและความหวัง กรมราชทัณฑ์ ถือเป็นโครงการเตรียมความพร้อมก่อนปล่อย ที่เป็นพื้นฐานในการเริ่มต้นชีวิตใหม่ และการใช้ชีวิตอยู่กับครอบครัวภายหลังพ้นโทษได้อย่างยั่งยืน
นายอายุตม์ สินธพพันธุ์ อธิบดีกรมราชทัณฑ์ กล่าวว่า โครงการพระราชทานในพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว “โคกหนองนาแห่งน้ำใจและความหวัง กรมราชทัณฑ์” ระยะแรกถือเป็นโครงการเตรียมความพร้อมก่อนปล่อย สำหรับผู้ที่ได้รับพระราชทานอภัยโทษ ซึ่งได้เริ่มดำเนินโครงการฯ ขึ้น เมื่อวันที่ 1 กันยายน 2563 ด้วยการสร้างต้นแบบการเกษตรทฤษฎีใหม่ในพื้นที่ขนาดเล็ก เพื่อนำไปปรับใช้ในทุกเงื่อนไขของพื้นที่ ให้ผู้พ้นโทษสามารถพึ่งพาตนเอง ตลอดจนช่วยเหลือและแนะนำผู้ที่เดือดร้อนได้ภายหลังได้รับการปล่อยตัวออกจากเรือนจำ โดยมุ่งไปที่การปรับเปลี่ยนกระบวนการคิด หรือ Mindset ที่จะช่วยพัฒนาทักษะทัศนคติ รวมถึงพฤติกรรมของผู้ต้องขัง ให้มีวินัย มีความรักต่อตนเองและผู้อื่น มีความสามัคคี และช่วยเหลือเกื้อกูลกันได้เป็นอย่างดี
อธิบดีกรมราชทัณฑ์ อธิบายถึงรูปแบบการฝึกอบรมของโครงการฯ ว่า ผู้ต้องขังจะได้รับ การอบรมทั้งภาคทฤษฎี และภาคปฏิบัติ เป็นระยะเวลา ๑๔ วัน ด้วยการน้อมนำ สืบสาน และต่อยอดหลักเกษตรทฤษฎีใหม่ตามแนวทางศาสตร์พระราชา ของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร โดยประยุกต์เป็นเกษตรทฤษฎีใหม่แบบชาวบ้าน ด้วยการ “ปั้นโคก ขุดหนอง ทำนา” โดยการแบ่งพื้นที่ในเรือนจำ และทัณฑสถาน เป็นพื้นที่ตัวอย่างในการทำโคกหนองนา เพื่อให้ผู้เข้ารับการฝึกอบรมได้ลงมือปฏิบัติ และแก้ไขปัญหาจากสถานการณ์จริง ผสานกับการเรียนรู้จากวิทยากร “ครูพาทำ” และผู้เชี่ยวชาญในด้านเกษตรทฤษฎีใหม่ ที่มาร่วมถ่ายทอดหลักการทำการเกษตรที่ถูกต้อง ให้เห็นผลเป็นรูปธรรม นำไปปรับใช้ได้จริงในทุกสถานการณ์ ที่ผ่านมากรมราชทัณฑ์ ได้ดำเนินการฝึกอบรมโครงการให้แก่กลุ่มเป้าหมาย 2 กลุ่ม คือ 1. กลุ่มผู้ต้องขังที่มีคุณสมบัติที่จะได้รับพระราชทานอภัยโทษซึ่งเป็นกลุ่มเป้าหมายหลัก และ 2.เจ้าหน้าที่ของเรือนจำ/ทัณฑสถาน เพื่อเพิ่มพูนความรู้ เทคนิค ทักษะ และมอบหมายหน้าที่ให้เป็นครูพาทำ หรือเป็นวิทยากรภายใน เพื่อส่งต่อความรู้ที่เกี่ยวข้องกับ โคก หนอง นา โมเดลให้แก่ผู้ต้องขัง อีกทั้งยังสามารถนำไปปรับใช้ในการดำเนินชีวิตได้จริง โดยมีจำนวนผู้ผ่านการฝึกอบรม ดังนี้
- เนื่องในโอกาสเฉลิมพระชนมพรรษา พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดี ศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว 28 กรกฎาคม 2563 และเนื่องในโอกาสวันคล้าย วันพระบรมราชสมภพ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราชบรมนาถบพิตรวันชาติ และวันพ่อแห่งชาติ 5 ธันวาคม 2563 กรมราชทัณฑ์ ได้ดำเนินการจัดการฝึกอบรมฯ ในเรือนจำ/ ทัณฑสถาน ทั่วประเทศ รวมจำนวนทั้งสิ้น 9 รุ่น มีผู้ต้องขังผ่านการอบรม จำนวนทั้งสิ้น 126,662 คน และเจ้าหน้าที่ ที่ผ่านการอบรม จำนวน 5,241 คน
- เนื่องในโอกาสเฉลิมพระชนมพรรษา พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดี ศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว 28 กรกฎาคม 2564 ได้มีการสำรวจจำนวนนักโทษเด็ดขาดที่เข้าหลักเกณฑ์ ได้รับพระราชทานอภัยโทษเข้ารับการอบรมตามโครงการพระราชทานฯ พบว่า มีจำนวนทั้งสิ้น 32,651 คน โดยได้ดำเนินการฝึกอบรมโครงการพระราชทานฯ เสร็จสิ้นไปแล้ว 4 รุ่น และปัจจุบันอยู่ระหว่างดำเนินการจัดการฝึกอบรม ในรุ่นที่ 3/5 (ระหว่างวันที่ 5-18 พฤศจิกายน 2564)
มีผู้ต้องขังผ่านการฝึกอบรม จำนวนทั้งสิ้น 30,423 คน (ข้อมูล ณ วันที่ 17 พฤศจิกายน 2564)
นายอายุตม์ ยังกล่าวอีกว่า ภายหลังพ้นโทษแล้ว กรมราชทัณฑ์ จะมีการติดตามผู้พ้นโทษทุกรายที่ผ่านการอบรม ร่วมกับ จิตอาสาพระราชทาน ๙๐๔ ผ่านศูนย์ประสานงานและส่งเสริมการมีงานทำต้นแบบประจำภาค หรือ CARE Model ประจำภูมิภาคต่างๆ ได้แก่ ศูนย์ CARE เรือนจำกลางสมุทรปราการ ดูแลพื้นที่ภาคกลาง, ศูนย์ CARE เรือนจำกลางเชียงใหม่ ดูแลพื้นที่ภาคเหนือ, ศูนย์ CARE เรือนจำกลางนครราชสีมา ดูแลพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และ ศูนย์ CARE เรือนจำกลางสงขลา ดูแลพื้นที่ภาคใต้ โดยทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางติดตามจัดทำระบบบันทึกข้อมูล เพื่อให้ความช่วยเหลือ รวมถึงติดตามการนำความรู้เกี่ยวกับเกษตรทฤษฎีใหม่ไปใช้ประโยชน์ภายหลังพ้นโทษ เพื่อต่อยอดในการนำบุคคลดังกล่าวมาเป็น บุคคลต้นแบบ และร่วมเป็นวิทยากรจิตอาสาถ่ายทอดประสบการณ์และแนวคิดการใช้ชีวิตพอเพียงภายหลังพ้นโทษ ซึ่งที่ผ่านมาพบว่า ในระหว่างวันที่ 18 ธันวาคม 2563 ถึงวันที่ 17 พฤศจิกายน 2564 สามารถติดตามผู้ที่ผ่านการอบรม จำนวน 37,572 คน มีผู้พ้นโทษที่ได้นำความรู้ที่ได้จากการอบรมไปประกอบอาชีพเกษตรกร จำนวน 4,849 คน (ข้อมูล ณ วันที่ 17 พฤศจิกายน 2564)
นายอายุตม์ กล่าวทิ้งท้ายว่า จากผลสำเร็จต่างๆ ที่ผ่านมาของโครงการ ทำให้ปัจจุบัน กรมราชทัณฑ์ได้กำหนดให้โครงการพระราชทานฯ “โคกหนองนาแห่งน้ำใจและความหวัง กรมราชทัณฑ์” เป็นหลักสูตรภาคบังคับในการเตรียมความพร้อมก่อนปล่อยให้กับผู้ต้องขังทุกกลุ่ม ในเรือนจำและทัณฑสถานทั่วประเทศ ซึ่งนอกจากจะเป็นโครงการที่สามารถนำไปปรับใช้ภายหลังพ้นโทษได้จริง และสามารถวัดผลได้อย่างเป็นรูปธรรมแล้ว ยังเป็นโครงการที่ช่วยปรับเปลี่ยนความคิด ทัศนคติ และพฤติกรรมของผู้ต้องขัง ให้สามารถมองเห็นคุณค่าในตัวเอง สามารถสร้างอาชีพ สร้างรายได้ ไม่หวนกลับไปกระทำผิดซ้ำ พร้อมเป็นพลเมืองที่ดีของประเทศ สมดังเจตนารมณ์ของกรมราชทัณฑ์ได้เป็นอย่างดี