ตีทะเบียนแรงงานเถื่อน จูงใจลักลอบฟอกทำงาน

ข่าว

    ตีทะเบียนแรงงานเถื่อน จูงใจลักลอบฟอกทำงาน

    แม่ลูกจันทร์

      20 พ.ย. 2564 05:54 น.

      ปล่อยผีแรงงานเถื่อนให้อยู่ประเทศ ไทยเป็นกรณีพิเศษ 30 วันแล้ว เปิดจดทะเบียนต่างด้าวตามมติ ครม. 28 กันยาฯ แก้ไขปัญหาขาดแคลน ก่อนการนำเข้าแรงงานต่างด้าวระบบเอ็มโอยู 1 ธ.ค.2564… กลายเป็น “แม่เหล็กดูดแรงงานต่างด้าวทะลักเข้าประเทศ”

      ผ่านขบวนนายหน้าเถื่อนนำพาโดยผิดกฎหมายไม่เว้นแต่ละวัน “ฝ่ายความมั่นคง” เสริมกำลังลาดตระเวนตรวจสกัดจับกุมได้มากขึ้นเรื่อยๆ แต่เรื่องนี้ “ตบมือข้างเดียวไม่ดัง” ที่ต้องสมประโยชน์กันทั้งฝ่ายแรงงานต้องการงานทำ และผู้ประกอบการก็ต้องการแรงงานรองรับภาคธุรกิจตัวเอง

      โดยมี “นายหน้าเถื่อน” เข้ามาเป็นตัวกลางหาผลประโยชน์

      รศ.ดร.ยงยุทธ แฉล้มวงษ์ ผอ.วิจัยด้านการพัฒนาแรงงาน สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) บอกว่า ประเทศไทยมีตัวเลขแรงงานต่างด้าว ทั้งแรงงานผิดกฎหมายและถูกกฎหมาย 3 ล้านคน เมื่อโควิดระบาด ระลอกแรก “แรงงานต่างด้าว” หลั่งไหลเดินทางกลับบ้านเกิดกัน 18% หรือคิดเป็น 4 แสนกว่าคน...ทำให้คงเหลืออยู่ 2.6 ล้านคน ในจำนวนนี้น่าจะมี แรงงานผิดกฎหมาย 10% หรือ 2 แสนคน ในจำนวนนี้ยังมีแรงงานทำงาน ตามจังหวัดชายแดน และแรงงานผู้อาศัยอยู่พื้นที่สูง 1.5 แสนคน

      ถัดมาไม่นาน “โรคระบาดคลี่คลายเศรษฐกิจในประเทศกลับฟื้นตัว” ส่งผลกระทบต่อภาวะขาดแคลนแรงงานเฉียบพลัน ทำให้ในปีที่แล้ว “รัฐบาลประกาศเก็บตกแรงงานผิดกฎหมายไม่มีใบอนุญาต” เพื่อให้มาขึ้นทะเบียนถูกต้องตามมติ ครม. วันที่ 29 ธ.ค.2563 เริ่มตั้งแต่วันที่ 15 ม.ค.2563-13 ก.พ.2564

      นายจ้างต้องแจ้งชื่อคนต่างด้าวต้องการจ้างผ่านระบบออนไลน์ เข้าสู่การยื่นขอรับใบอนุญาตทำงาน และจัดทำทะเบียนประวัติคนไม่มีสัญชาติ “เปิดลงทะเบียนได้ 2 เดือน” ก็ต้องเผชิญกับ “โควิดระบาดระลอกสาม” ทำให้ ติดขัดขั้นตอนตรวจสุขภาพและการพิสูจน์สัญชาติแรงงานต่างด้าวไม่มีสัญชาติราว 6 หมื่นคน

      สุดท้ายการขึ้นทะเบียนแรงงานผิดกฎหมายตามมติ ครม. 29 ธ.ค. 2563 ต้องหยุดชะงักคาราคาซังกันมาเป็นปัญหาภาวะขาดแคลนแรงงานมาต่อเนื่องจนถึงวันนี้

      กระทั่ง “1 พ.ย.64 เปิดประเทศ” ผ่อนคลายหลายธุรกิจกลับมาเปิดกิจการ “ผู้ประกอบการ” ต้องการจ้างแรงงานต่างด้าวในภาคอุตสาหกรรม การเกษตร บริการ และก่อสร้างจำนวนมาก “รัฐบาลต้องประกาศเก็บตกแรงงานผิดกฎหมายรอบ 2” ในการขึ้นทะเบียนทำงานถูกต้องในวันที่ 1-30 พ.ย. ตามมติ ครม. 28 ก.ย.2564...ปรากฏเป็นการเปิดช่องทางกฎหมายส่งสัญญาณ “นายหน้าเถื่อนนำแรงงานต่างด้าว” ลักลอบเข้ามาสู่ “กระบวน

      การฟอกขึ้นทะเบียน” คราวนี้มีโปรโมชันพิเศษในการฉีดวัคซีนฟรี เพิ่มแรง จูงใจหลั่งไหลกันมาเรื่อยๆ แต่ในการลักลอบเข้าเมืองมักปะปนผู้ติดเชื้อโควิดมาด้วย ทำให้คนไทยหวาดผวาต่อการระบาดซ้ำอีก

      ฉะนั้นการขึ้นทะเบียนแรงงานต่างด้าวครั้งนี้จำเป็นต้องมองในหลายมิติ ทั้งเรื่องความมั่นคงทางเศรษฐกิจควบคู่กับปัญหาความมั่นคงด้านสุขภาพ สังคม และการค้ามนุษย์ด้วยซ้ำ

      ประเด็น “การเปิดจดทะเบียนแรงงานเถื่อน” มักเป็นแรงดึงดูดเกิดการลักลอบเข้าประเทศจากขบวนการนายหน้าเถื่อนหาช่องนำคนข้ามชายแดนเรียกรับผลประโยชน์แล้วส่งนายจ้างฟอกขึ้นทะเบียนรับบัตรสีชมพูก่อนวันที่ 31 มี.ค.2565 สามารถต่อใบอนุญาต 2 ปี หากไม่ขอดำเนินการในช่วงนี้ก็จะเสียโอกาสสิ้นสุดลง

      ต่อไป “กิจการหรือผู้ประกอบการ” มีแรงงานเถื่อนต้องถูกดำเนินคดีโทษปรับ 1 หมื่นบาท-1 แสนบาทต่อคน ผิดครั้งที่สอง 5 หมื่นบาท-2 แสนบาท เหตุนี้ “นายจ้าง” ต่างลุยแหลกเร่งนำคนต่างด้าวขึ้นทะเบียนมากที่สุด...“สิ่งนี้ กำลังกลายเป็นเสมือนเรากำลังกวาดบ้านเก่ายังไม่สะอาด เพราะมีแรงงานเถื่อนตกค้างหานายจ้างจดทะเบียนไม่ได้อยู่จำนวนมาก แล้วกลับปล่อยให้แรงงาน ผิดกฎหมายคนใหม่ลักลอบเข้ามาเพิ่มเติมอีก ยิ่งทำให้สถานการณ์ในบ้านสกปรกแย่ลงกว่าเดิมอย่างที่เป็นอยู่วันนี้หรือไม่” รศ.ดร.ยงยุทธว่า

      ด้วยเหตุนี้ “รัฐบาล” ต้องเร่งเปิดนำเข้าแรงงาน “ระบบ MOU 3 สัญชาติ” อันเป็นการผันดึงแรงงานเคยมีนายจ้างเดิมกลับเข้ามาทำงานใหม่ แก้ปัญหาขาดแคลนแรงงาน...การลักลอบเข้าเมืองผิดกฎหมาย

      แต่ว่า “ขั้นตอนทำ MOU” กลับไม่อาจจูงใจแรงงานเข้าสู่ระบบเท่าที่ควร เหตุเพราะมีค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูง ทั้งเสียค่าดำเนินการในประเทศต้นทาง 1 หมื่นบาท/คน แล้วต้องมาจ่ายค่าขึ้นทะเบียน MOU เกือบ 3 หมื่นบาท/คน ทำให้แรงงานต่างด้าวจำยอมจ่ายให้นายหน้าเถื่อน 1-2 หมื่นบาท เพื่อแลกกับการได้เข้ามาทำงาน

      ส่วนปัจจัย “ขาดแคลนแรงงาน” ก็มาจาก “อุตสาหกรรมไทย” ใช้แรงงานต่างด้าวมากต่อเนื่อง เพราะมีความเสี่ยงต่ำกว่าจ้างคนไทยต้องเสียค่าจ้างสูง โดยเฉพาะ “Gen Z” เป็นวัยไม่อดทนทำงานพอมีเงินเก็บแล้วมักลาออกกันบ่อยๆ ทำให้แผนการผลิตสะดุดเป็นปัญหายุ่งยาก “ผู้ประกอบการ” จึงหันจ้างแรงงานต่างด้าว

      อนาคตถ้าต้องการแก้ปัญหาขาดแคลนแรงงาน...การลักลอบเข้าเมืองผิดกฎหมาย เสนอว่า “ภาคอุตสาหกรรมขนาดเล็ก” ควรปรับรูปแบบฐานการผลิต อย่างเช่นผู้ประกอบการระดับกลาง...โรงงานขนาดใหญ่บางส่วน เริ่มมีการนำเทคโนโลยีมาใช้ยกระดับมาตรฐานการผลิตให้สามารถแข่งขันกับธุรกิจรายอื่นแล้ว

      ปัญหามีว่า “การนำเทคโนโลยีมีต้นทุนค่าใช้จ่ายสูง” ผู้ประกอบการขนาดเล็กยังเลือกใช้ฝีมือแรงงานดังเดิม เช่นนี้ก็ต้องพัฒนาระบบนำเข้าแรงงาน MOU สามารถเข้าถึงง่ายค่าดำเนินการถูกจูงใจให้แรงงานต่างด้าวเข้าระบบมากขึ้น “ป้องกันการพึ่งพานายหน้าเถื่อน” ที่จะเป็นปัญหาการลักลอบเข้าเมืองผิดกฎหมาย

      ถัดมาการแก้ปัญหาระยะยาว “ต้องเพิ่มการพัฒนาสมรรถนะฝีมือแรงงานต่างด้าว” ให้สอดรับแผนการเปิดเสรีนำเข้าแรงงานในอนาคตให้ “สามารถตรวจสอบใบรับรองสมรรถนะ” ที่ต้องผ่านการทดสอบจากประเทศต้นทาง และประเทศปลายทางอย่างดี ก่อนออกใบอนุญาตการทำงานในประเทศ แบบมีกำหนดเวลา

      อย่างเช่น “บริษัทในสิงคโปร์” รับคนไทยทำงานโดยไม่ต้องผ่านนายหน้าด้วยซ้ำ เพราะมีการพัฒนาสมรรถนะแรงงานให้ตรงมาตรฐานตาม “ข้อบังคับกฎหมายแรงงานต่างด้าว” เพื่อการพัฒนาขีดความสามารถให้มีทักษะฝีมือสอดรับโครงสร้างการผลิต และเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงทันต่อการแข่งขันสูงขึ้นนี้

      อนาคต “ระบบนำเข้าแรงงาน MOU” ต้องใช้มาตรฐานสมรรถนะต่างด้าวด้วย “การเปิดพัฒนาฝีมือพื้นฐานการเรียนรู้ และปฏิบัติงานของแรงงาน” อันจะนำมาซึ่งได้ผู้มีความรู้สติปัญญา และความสามารถเข้ามายกระดับมาตรฐานภาคอุตสาหกรรมในประเทศให้ผลิตภัณฑ์มีประสิทธิภาพสูงขึ้นตามมา

      มิใช่ได้มาแต่ “แรงงานต่างด้าวใส่ร้องเท้าแตะมาทำงานประเภทพื้นฐานแบกหาม” ที่ลักลอบตามแนวชายแดนอยู่ทุกวันนี้ ต้องเริ่มต้น “คิดใหม่ ทำใหม่” ปรับเปลี่ยนโครงสร้างแรงงานเพิ่มขีดความสามารถต่อการ แข่งขันให้สูงขึ้นนี้ได้ด้วย “การแก้กฎหมายการจ้างแรงงานต่างด้าว” แบบ เฉพาะเจาะจงด้วยซ้ำ

      20 ปีมานี้ “การแก้ปัญหาแรงงานต่างด้าว” ต้องรอผล “มติ ครม.” กำหนดหลักเกณฑ์แล้วมักประกาศใช้ ม.17 ตาม พ.ร.บ.คนเข้าเมือง พ.ศ.2522 ก่อนที่ “กระทรวงแรงงาน” จะค่อยๆขยับใช้ระเบียบที่มีอยู่ให้สอดรับมตินั้น แล้วยังมี “กระทรวงสาธารณสุข” ต้องเข้ามาทำการตรวจสุขภาพแรงงานต่างด้าวตามลำดับอีก

      สะท้อนให้เห็นว่า “แรงงานต่างด้าว 1 คน” ค่อนข้างยุ่งยากพอสมควร ทำให้ผู้ประกอบการบางแห่ง หรือแรงงานต่างด้าวมักเลือกเข้าหานายหน้าเถื่อนแทนนี้ แต่ถ้ามี “กฎหมายแรงงานต่างด้าวเฉพาะ” จะสามารถกำหนด ยุทธศาสตร์ การบริหารจัดการแรงงานที่มีอยู่ให้มีประสิทธิภาพ ทั้งการควบคุม กำกับดูแลเข้มข้น

      ซ้ำยังสามารถกำหนดบทลงโทษนายหน้าที่นำแรงงานเข้ามาอย่างผิดกฎหมาย นายจ้างที่ใช้แรงงานผิดกฎหมาย รวมทั้งเจ้าพนักงาน หรือเจ้าหน้าที่ที่ละเลยด้วยโทษสูงสุดก็ได้

      ปัญหาแรงงานเถื่อนมักเป็น “ธุรกิจสีเทา” เกี่ยวเนื่องผลประโยชน์มหาศาล ถ้าจะแก้ต้องมี “กฎหมายแรงงานต่างด้าว” เฉพาะเป็นเครื่องมือจัดการ...อุดช่องโหว่สมประโยชน์อันมิชอบให้เด็ดขาด.

      อ่านเพิ่มเติม...

      อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

        วิดีโอแนะนำ

        มือมีด สุดเหิมเกริมจอดดักรอ ก่อนขี่สะกดรอยตาม จี้ชิงทรัพย์เด็กหน้าโรงเรียน
        04:03

        มือมีด สุดเหิมเกริมจอดดักรอ ก่อนขี่สะกดรอยตาม จี้ชิงทรัพย์เด็กหน้าโรงเรียน

        แท็กที่เกี่ยวข้อง

        แรงงานต่างด้าวแรงงาน​เอ็ม​โอ​ยูนายหน้านายหน้าเถื่อนสกู๊ปหน้า 1

        คุณอาจสนใจข่าวนี้

        thairath-logo

        ApplicationMy Thairath

        ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
        วันอาทิตย์ที่ 23 มกราคม 2565 เวลา 08:51 น.
        ติดต่อโฆษณาร่วมงานกับเราติดต่อเรา
        เกี่ยวกับไทยรัฐมูลนิธิไทยรัฐศูนย์ข้อมูลไทยรัฐบริการข่าวไทยรัฐ - App & SMSFAQศูนย์ช่วยเหลือนโยบายความเป็นส่วนตัวเงื่อนไขข้อตกลงการใช้บริการไทยรัฐโลจิสติคส์