หากมีโอกาสได้ติดตามข่าวสารมาอย่างต่อเนื่อง ข่าวของเด็กหญิงอายุ 14 ปีคนหนึ่งบนเกาะแห่งหนึ่งในจังหวัดพังงา ที่ถูกล่วงละเมิดโดยผู้ชายจำนวนหนึ่งเป็นเวลากว่าปี น่าจะสร้างความรู้สึกหดหู่ใจให้กับใครหลายคนที่รับรู้ข่าวนี้ไม่น้อย หลายคนอดไม่ได้ว่าหากเรื่องนี้เกิดขึ้นตัวเอง เราจะต้องใช้ความแข็งแกร่งแค่ไหนจึงจะสามารถยืดหยัด รวมถึงต้องมีพลังกายพลังใจเพียงใดจึงจะสามารถลุกขึ้นมาทวงศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์คืนได้ เรื่องนี้กลายเป็นข่าวโด่งดัง กระทบใจผู้คนในสังคมนี้อย่างมาก ขณะเดียวกันก็เป็นจุดเริ่มต้นให้คนบางกลุ่มไม่นิ่งเฉย เข้าไปอยู่เคียงข้าง พร้อมจับมือ กระทั่งเวลาล่วงเลยมาถึง 3 ปี ศาลฎีกาก็ได้พิพากษาตัดสินจำคุกจำเลยทั้ง 11 คน ตั้งแต่ 15 ปี ถึงตลอดชีวิต นี่คือหนึ่งในเส้นทางของการเดินทางที่ยาวนานไปพร้อมกับบาดแผลในหัวใจของเด็กหญิงคนหนึ่ง รวมถึงผู้เป็นแม่ที่ลุกขึ้นมาสู้เพื่อลูกสาว และครอบครัวที่ต้องสูญเสีย ทุกเรื่องราวถูกบันทึกไว้บนหน้ากระดาษในหนังสือ “ผีเสื้อขยับปีก” หนังสือที่ สสส. และภาคีเครือข่าย หวังจะให้เป็นหนึ่งในการขยับตัวครั้งสำคัญของทุกภาคส่วนที่มีบทบาท เพื่อจัดการกับปัญหานี้อย่างรอบด้าน และเป็นรูปธรรม

เมื่อมีคน ‘ไม่นิ่งเฉย’ การร่วมมือครั้งสำคัญจึงบังเกิด

สำหรับ สสส. แล้ว การร่วมขับเคลื่อนโครงการเพื่อปกป้องเด็กและเยาวชน จากปัจจัยต่างๆ ยังคงดำเนินมาอย่างต่อเนื่อง ด้วยความตั้งใจจริงที่จะเห็นเด็กและเยาวชนซึ่งจะเติบโตขึ้นมาเป็นกำลังของชาติ ได้รับการดูแลและบ่มเพาะอย่างดีที่สุด โดยจัดทำโครงการเพื่อลดปัจจัยเสี่ยงจากเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ บุหรี่ ยาเสพติด การพนัน และอุบัติเหตุต่างๆ ร่วมกับภาคีเครือข่ายมาอย่างต่อเนื่อง รวมถึงล่าสุดที่ได้ร่วมผลักดันให้เกิดการถอดบทเรียน องค์ความรู้ การทำงานข้ามศาสตร์ ข้ามองค์กร เพื่อหาข้อค้นพบต่างๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อการทำงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการดำเนินคดีล่วงละเมิดในเด็กและเยาวชน ซึ่งจำเป็นต้องมีความรู้เรื่องกระบวนการยุติธรรมระหว่างการต่อสู้เพื่อสิทธิ โดย สสส. เป็นหนึ่งในการสนับสนุนภาคีเครือข่าย โดยเฉพาะมูลนิธิเด็กเยาวชนและครอบครัว จนนำมาสู่การถอดบทเรียนจากคดีล่วงละเมิด ที่ได้บอกเล่าผ่านหนังสือ “ผีเสื้อขยับปีก” อันเสมือนกระบอกเสียงที่จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างในสังคมไทยต่อปัญหานี้อย่างเป็นรูปธรรม

ดร.สุปรีดา อดุลยานนท์ ผู้จัดการกองทุน สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กล่าวในงานเปิดตัว “หนังสือผีเสื้อขยับปีก” ที่หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร ถึงความสำคัญของการร่วมมือกันระหว่างมูลนิธิเด็กเยาวชนและครอบครัว กับ สสส. ในการจัดทำจัดทำ “หนังสือผีเสื้อขยับปีก” ที่ไม่เพียงสะท้อนเรื่องราวของผู้ถูกกระทำที่กล้าลุกขึ้นมาต่อสู้ โดยไม่ยอมจำนนกับปัญหาที่เข้ามาในชีวิตเท่านั้น แต่ยังเป็นบทพิสูจน์หนึ่งในการเกิดขึ้นของการไม่ยอมนิ่งเฉย ทั้งผู้ถูกกระทำการล่วงละเมิด รวมถึงภาคส่วนอื่นในสังคม โดยเฉพาะอย่างยิ่งมูลนิธิเด็กเยาวชนและครอบครัว ที่ยื่นมือเข้ามาเป็นมาช่วยเหลือตั้งแต่แรกเริ่ม รวมถึงอยู่เคียงข้างและฝ่าฟันอุปสรรคต่างๆ จนเดินมาถึงวันชนะคดี และที่มากไปกว่านั้นคือการเดินทางร่วมกันเพื่อจุดพลังชีวิตให้กับเด็กหญิง พร้อมเปลี่ยนเหยื่อเป็นพยาน ซึ่งหลายเรื่องได้บอกเล่าผ่านหนังสือเล่มนี้ จนหนังสือ “ผีเสื้อขยับปีก” เป็นมากกว่าคำบอกเล่าเรื่องความรุนแรงในเด็กและครอบครัว วิธีป้องกันปัญหา และต่อสู้ด้วยข้อกฎหมายในกระบวนการยุติธรรม แต่คือบทสะท้อนสู่การถอดบทเรียนครั้งสำคัญ ตั้งแต่ระดับย่อยที่สุดไปจนถึงระดับใหญ่ที่สุดที่หมายถึงโครงสร้างระดับสังคม

“ผีเสื้อขยับปีก” ปูทางสู่วันแห่งการเปลี่ยนแปลง

แม้การถือกำเนิดขึ้นของหนังสือ “ผีเสื้อขยับปีก” จะเปิดตัวพร้อมชัยชนะของเด็กหญิงผู้ถูกกระทำ แม่ผู้เป็นกำลังหลักของลูกและครอบครัว แต่ก็เป็นชัยชนะที่แลกมากับหัวใจบอบช้ำ และความหม่นหมองต่อการสูญเสียพื้นที่ชีวิตของอดีตที่งดงาม ทว่าทั้งหมดนั้นก็เกิดขึ้นจากความตั้งใจจริงของทุกฝ่ายเพื่อถอดบทเรียนสำคัญ ทั้งเพื่อสะท้อนให้เห็นปัญหาที่ถูกซุกซ่อนในเงามืด บทบาทของสังคม ไปจนถึงบทบาทที่แท้จริงของหน่วยภาครัฐและภาคประชาสังคมที่เกี่ยวข้อง

“ป้ามล” ทิชา ณ นคร ที่ปรึกษามูลนิธิเด็ก เยาวชนและครอบครัว บุคคลสำคัญที่มีบทบาทมากต่อการยื่นมือเข้าไปช่วยเหลือเด็กหญิงและครอบครัว รวมถึงร่วมต่อสู้จนถึงวันที่ได้รับชนะคดีและการถือกำเนิดขึ้นของหนังสือ “ผีเสื้อขยับปีก” ในฐานะเครื่องมือถอดบทเรียนและกระบอกเสียงสำคัญสำหรับปัญหาล่วงละเมิดในสังคมไทย กล่าวในงานเสวนา ความรุนแรงในเด็กและครอบครัว ในวันเปิดตัวหนังสือ “ผีเสื้อขยับปีก” ว่า สิ่งหนึ่งที่จะช่วยเยียวยาปัญหาล่วงละเมิดได้ คือการไม่นิ่งเฉย เพราะเมื่อใดก็ตามที่นิ่งเฉยก็ไม่ต่างจากการยอมจำนนให้สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้น ทั้งตัวผู้ถูกกระทำ ผู้คนในสังคม ไปจนถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งนี้การเข้าไปมีส่วนสำคัญต่อเรื่องนี้อย่างจริงจังของมูลนิธิเด็กเยาวชนและครอบครัว ยังทำให้เกิดการเรียนรู้การทำงานรูปแบบใหม่ แนวคิดใหม่ ไปจนถึงการประสานความร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องเพื่อบรรลุเป้าหมายร่วมกัน นับเป็นการทำงานข้ามศาสตร์ ข้ามองค์กร ที่ประสบความสำเร็จอีกครั้งหนึ่ง

คุณทิชา หรือ ป้ามล เน้นย้ำว่า หนังสือ “ผีเสื้อขยับปีก” เป็นเพียงหนึ่งในแนวทางของการสะท้อนปัญหา ถอดบทเรียนจากปัญหาการถูกล่วงละเมิดเท่านั้น เพราะที่มากไปกว่านั้นคือการป้องกันและเยียวยา รวมถึงการเดินไปสู่ตัวบทกฎหมายที่มีอำนาจจัดการรอบด้าน โดยป้ามลได้ยกตัวอย่างเรื่องการเยียวยาผู้ถูกกระทำในคดีที่สร้างบาดแผลใจอย่างลึกซึ้งเช่นนี้ ผ่านสิทธิที่จะถูกลืม หรือการได้ชื่อ นามสกุล เลข 13 หลักใหม่โดยอัตโนมัติ รวมถึงสิทธิการเริ่มต้นในถิ่นฐานใหม่อย่างมั่นคง ซึ่งหมุดหมายแรกของสิทธิที่จะถูกลืมนี้ก็ต้องมาจากฝ่ายกฎหมายจะให้กำเนิดขึ้น รวมถึงผ่านการผลักดันอย่างเป็นรูปธรรมและจริงจังจากทุกฝ่าย รวมถึงการร่วมพลังกันขับเคลื่อนกฎหมายอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องเพื่อแสดงออกด้วยใจจริงแบบไม่นิ่งเฉยด้วย

วันนี้หนังสือ “ผีเสื้อขยับปีก” กำเนิดขึ้นโดยแลกมาจากความบอบช้ำของเด็กผู้หญิงคนหนึ่ง ทว่าก็เป็นจุดเริ่มต้นของการกำเนิดขึ้นในพลังมหาศาลที่จะสามารถขับเคลื่อนสังคมไปข้างหน้าได้มากขึ้นเช่นกัน สำหรับผู้สนใจ “ผีเสื้อขยับปีก” หนังสือที่ถ่ายทอดเนื้อหาบทเรียน กรณีคดีละเมิดทางเพศเด็กหญิงบ้านเกาะแรด จังหวัดพังงา สามารถสอบถามและสั่งซื้อได้ที่ เพจ มูลนิธิเด็กเยาวชนและครอบครัว โทร.02-0481950 จำหน่ายในราคา 250 บาท โดยรายได้จากการจำหน่ายหนังสือ มอบให้เป็นทุนในการดำเนินชีวิตของครอบครัวผู้เสียหายต่อไป