"สำนักงานกิจการยุติธรรม" รับนโยบาย "รมว.ยุติธรรม" เร่งหาแนวทางแก้กฎหมาย-ส่งเสริมคุ้มครองสิทธิมนุษยชนเพื่อเสนอ ครม.หลังยังพบช่องโหว่ในการจัดระเบียบทะเบียนประวัติอาชญากร จนส่งผลกระทบต่อประชาชน ในการดำเนินชีวิตแม้เจ้าตัวจะล้างมลทินไปหมดแล้ว

เมื่อวันที่ 9 พ.ย.64 พ.ต.ท.พงษ์ธร ธัญญสิริ ผู้อำนวยการสำนักงานกิจการยุติธรรม กล่าวว่า นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ได้มอบหมายให้กระทรวงยุติธรรม (ยธ.) เป็นหน่วยงานหลักในการพิจารณาแนวทางในการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชน โดย นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เล็งเห็นถึงปัญหาด้านสิทธิมนุษยชน จึงสั่งการให้สำนักงานกิจการยุติธรรม เป็นหน่วยงานกลางในการประสานงานระหว่างหน่วยงานกระบวนการยุติธรรมที่เกี่ยวข้อง และจัดประชุมร่วมกับสำนักงานศาลยุติธรรม สำนักงานอัยการสูงสุด สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ และสำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เพื่อพิจารณาข้อเสนอแนะมาตรการหรือแนวทางในการส่งเสริม และคุ้มครองสิทธิมนุษยชนในกระบวนการบริหารจัดการทะเบียนประวัติอาชญากร

...

พ.ต.ท.พงษ์ธร กล่าวต่อว่า ในที่ประชุมได้พิจารณาให้แก้ไขปรับปรุงกฎหมาย กฎ ระเบียบ หรือคำสั่งที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้สอดคล้องกับหลักสิทธิมนุษยชนตามหน้าที่และอำนาจ และเพื่อเป็นการบริหารจัดการทะเบียนประวัติอาชญากรของไทย ให้มีความสอดคล้องกับหลักสิทธิมนุษยชนมากยิ่งขึ้น หลังจากคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ได้ศึกษารวบรวมข้อเท็จจริงและวิเคราะห์ปัญหา จนพบว่ากระบวนการจัดเก็บทะเบียนประวัติอาชญากร ส่งผลกระทบด้านสิทธิมนุษยชนและเป็นสาเหตุสำคัญประการหนึ่ง ที่ทำให้ผู้พ้นโทษไม่สามารถกลับมาใช้ชีวิตในสังคมได้ตามปกติ รวมถึงการคุ้มครองสิทธิเจ้าของข้อมูลในเชิงบูรณาการยังไม่มีประสิทธิภาพเท่าที่ควร เช่น ไปกระทบต่อเสรีภาพในการประกอบอาชีพ เพราะโดนปฏิเสธไม่รับเข้าทำงาน หรือกรณีนายจ้างนำประวัติอาชญากรของผู้ร้องที่เคยถูกดำเนินคดีอาญาขณะเป็นเยาวชน มาประกอบการพิจารณาจนถูกปฏิเสธในที่สุด นอกจากนี้ อีกหนึ่งปัญหาที่พบ คือฐานข้อมูลทะเบียนประวัติอาชญากรยังคงมีชื่ออยู่ในทะเบียนประวัติฯ แม้เจ้าตัวจะล้างมลทินจนหมดแล้วก็ตาม

"นอกจากนี้ ควรเร่งรัดปรับปรุงประมวลระเบียบการตำรวจไม่เกี่ยวกับคดี ลักษณะที่ 32 การพิมพ์ลายนิ้วมือ โดยให้มีการแยกบัญชีประวัติผู้ต้องหาหรือจำเลย ซึ่งคดีอยู่ระหว่างพิจารณา และบัญชีบุคคลที่ศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดว่า กระทำความผิด รวมถึงบันทึกข้อมูลการล้างมลทินไว้ในทะเบียนประวัติอาชญากร และให้สำนักงานกิจการยุติธรรมในฐานะเจ้าของร่างพระราชบัญญัติประวัติอาชญากรรม พ.ศ. .... พิจารณาทบทวนกรณีฐานความผิดที่จำเป็นต้องมีการเปิดเผย หรือกรณีไม่เปิดเผยให้ชัดเจน ซึ่งต้องชั่งน้ำหนักระหว่างการคุ้มครองสิทธิของเจ้าของประวัติอาชญากรรมและการคุ้มครองสังคมให้ชัดเจน เพื่อเสนอต่อคณะรัฐมนตรีต่อไป" พ.ต.ท.พงษ์ธร กล่าว