นับตั้งแต่การระบาดโควิด-19 คลี่คลายดีขึ้นก็เริ่มผ่อนคลายมาตรการจำกัดการเดินทางในประเทศ ส่งผลให้ความต้องการใช้น้ำมันเพิ่มขึ้นตาม “จนราคาดีดตัวสูงเป็นเงาตามตัว” ทั้งในตลาดโลกและประเทศไทยในช่วงโค้งสุดท้ายก่อนสิ้นปีนี้
ผลน้ำมันแพงนี้กระทบต่อต้นทุนการผลิตและบริการหลายประเภทให้สินค้าอุปโภคบริโภคแพงตามล้วนเป็นค่าใช้จ่ายครัวเรือนซ้ำเติมค่าครองชีพสูงขึ้นในยุคโรคระบาดกระทบเป็นวงกว้างให้ประชาชนเดือดร้อนหนักขึ้น
บรรดารถบรรทุก “สหพันธ์การขนส่งทางบกแห่งประเทศไทย” ออกมาเรียกร้องให้ “รัฐบาล” ช่วยบรรเทาต้นทุนตรึงราคาดีเซลลิตรละ 25 บาท แต่ไม่มีเสียงตอบรับก็หยุดให้บริการเดินรถขนส่งสินค้าทั่วประเทศ 1 พ.ย. พร้อมขีดเส้นตายวันที่ 14-16 พ.ย.นี้ไม่ได้รับพิจารณาจะเคลื่อนขบวนรถบรรทุกวิ่งผ่ากลางเมือง
ราคาน้ำมันสูงขึ้นโดยเฉพาะดีเซลนี้ รสนา โตสิตระกูล อดีต ส.ว.กรุงเทพฯ บอกว่า โครงสร้างราคาน้ำมันของไทยแบ่งเป็น 2 ส่วน คือส่วนแรก...“เอกชน” มีกำไรจากราคาต้นทุนน้ำมันดิบ ค่าการกลั่นและค่าการตลาด
...
ส่วนที่สอง... “ภาษีของภาครัฐ” ตั้งแต่ภาษีสรรพสามิตเก็บจากสินค้าฟุ่มเฟือยผลิตนำเข้า ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ขายสินค้าบริการนำมาเป็นงบประมาณ และภาษีเทศบาลนำไปพัฒนาพื้นที่โรงกลั่นน้ำมันตั้งอยู่
แล้วก็มีตัวเสริมอีก 2 กองทุน คือ “กองทุนอนุรักษ์พลังงาน” จัดตั้งเพื่อนำเงินไปใช้ขับเคลื่อนด้านอนุรักษ์พลังงาน พลังงานทดแทน และนำเงิน
ไปใช้พัฒนาระบบขนส่ง สร้างถนน ทุนการศึกษาด้านพลังงาน และ... “กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง” เพื่อรักษาเสถียรภาพช่วงราคาเพิ่มขึ้นแล้วใช้เงินกองทุนนี้จ่ายชดเชยให้ราคาปลีกลดลง
ทั้งการใช้น้ำมันชีวภาพผสมน้ำมันฟอสซิลด้วย ช่วงน้ำมันลดก็เก็บเงินค่าชดเชยกลับเข้ากองทุน
ย้ำว่ามูลเหตุ “ราคาน้ำมันแพง” มีปัจจัยเริ่มจากการนำน้ำมันชีวภาพราคาแพงมาผสมน้ำมันฟอสซิล เช่น เอทานอลจากกากน้ำตาล มันสำปะหลัง 25.15 บาท/ลิตรผสมในเบนซิน ไบโอดีเซลจากปาล์มน้ำมัน 46.15 บาท/ลิตรผสมในดีเซล ส่วนน้ำมันหน้าโรงกลั่น 20-21 บาท/ลิตร เมื่อนำน้ำมันชีวภาพผสมมากก็ทำให้น้ำมันแพง
แล้วกระทรวงพลังงานก็นำเงินจาก “กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง” มาชดเชยให้ราคาลดลง แต่ว่าในเรื่อง “การเก็บเงินกองทุนน้ำมัน” เดิมถูกตั้งแบบไม่มีกฎหมายรองรับในปี 2557 “ภาคประชาชน” ก็มีการเรียกร้องต่อ “ผู้ตรวจการแผ่นดิน” ทำหนังสือถึงรัฐบาลแล้วออกเป็น พ.ร.บ.กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง 2562 ตามมานี้
สาระสำคัญ “เก็บเงินกองทุนจากประชาชนเสมือนเป็นกระปุกออมสิน” เพื่อใช้ในกรณีราคาน้ำมันตลาดโลกสูงขึ้นแล้วนำมาชดเชยให้ราคาในประเทศถูกลง แต่ที่ผ่านมากลับนำมาชดเชยน้ำมันชีวภาพที่ราคาสูง เพื่อนำมาผสมในน้ำมันเชื้อเพลิงถูกลงแล้วอ้างเป็นการช่วยเหลือเกษตรกรที่ “รัฐบาล” พยายามดันราคาปาล์ม
อันเป็นการชิงความนิยมกันในพื้นที่ภาคใต้ ทำให้ราคาปาล์มจากเดิม 2-3 บาท/กก. ปรับขึ้นเป็นเกือบ 10 บาท/กก. แล้วทำให้ดันราคาน้ำมันเพิ่มสูงตาม จนถูกมองว่า “กองทุนน้ำมัน” กำลังกลายเป็นปัญหาหรือไม่
เพราะไม่ได้ทำหน้าที่ในการรักษาระดับราคาน้ำมันให้ “คนไทย” แต่เป็นกองทุนเอาไว้อำพรางกำไรกลุ่มทุนพลังงานอุ้มราคาน้ำมันสูงเกินจริง เพื่อเอาเงินกองทุนน้ำมันที่เป็นเงินของประชาชนชดเชยน้ำมันดีเซลให้ถูกลง
ปัญหาสำคัญมีว่า “เงินกองทุนน้ำมันนี้เป็นเงินผู้ใช้น้ำมันเบนซิน” ถูกเก็บไว้ใช้ยามเกิดวิกฤติน้ำมันเชื้อเพลิงจากตลาดโลกตาม พ.ร.บ.กองทุนน้ำมันฯ นั่นก็คือ...เมื่อน้ำมันตลาดโลกสูงขึ้นจนประชาชนเดือดร้อน ไม่ใช่เดือดร้อนจากน้ำมันชีวภาพที่ดีดตัวสูงขึ้น ทำให้ไม่เป็นธรรมต่อคนใช้น้ำมันเบนซินอย่างยิ่ง
...
เพราะคนใช้เบนซินถูกเก็บภาษีสรรพสามิตสูงสุดตั้งแต่ 5.20-6.50 บาท/ลิตร และถูกเก็บเงินกองทุนน้ำมันสูงสุดที่ 6.58 บาท/ลิตร แต่ก็เอาไปชดเชยน้ำมันผสมน้ำมันชีวภาพทุกชนิด สำหรับดีเซลเงินจากกองทุนน้ำมันชดเชยได้แค่ภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซล 5.99 บาท/ลิตร ที่รัฐบาลกลับยืนยันไม่ยอมลดเด็ดขาด
ฉะนั้นในช่วงนี้ “วิกฤติเศรษฐกิจจากโรคระบาด” ขอเรียกร้องลดภาษีน้ำมันชั่วคราวลิตรละ 5 บาท
ถ้าย้อนเปรียบเทียบในปี 2557 “รัฐบาลเข้ามาบริหารประเทศใหม่” มีการเก็บภาษีน้ำมันน้อย 75 สตางค์ แต่หันไปเก็บกองทุนเพิ่ม 3 บาท ดังนั้น ผู้ใช้น้ำมันมักเจอกลไกไม่เก็บกองทุนสูงก็เก็บภาษีน้ำมันสูงมา 6-7 ปีนี้ โดยเฉพาะ “น้ำมันดีเซล” เป็นต้นทุนการขนส่งเครื่องอุปโภคบริโภค “รัฐบาลทุกสมัย” จำกัดไม่เกิน 30 บาท/ลิตร
เช่นนี้แล้วก็ “เล่นแง่เล่นตัวเลข” ไม่ยอมลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซลทำให้ราคาค่อนข้างสูงแล้วก็ใช้วิธีล้วงเงินกองทุนน้ำมัน 1.99 บาท มาชดเชยราคาน้ำมันดีเซลบี 7 บี 10 ที่เก็บภาษีน้ำมัน 5.99 บาท/ลิตร แล้วล้วงกองทุนฯ มาชดเชย 4.15 บาท...มาชดเชยดีเซลบี 20 เก็บภาษีน้ำมัน 5.15 บาท/ลิตร เพราะไม่ยอมลดภาษีนี้
หนำซ้ำตาม พ.ร.บ.กองทุนน้ำมันฯในบทเฉพาะกาลระบุหากจำเป็นต้องนำเงินมาชดเชยน้ำมันชีวภาพทำได้ 3 ปีเท่านั้น ก่อนมีการเปิดช่องกฎหมายต่อได้อีก 2 ครั้ง ครั้งละ 2 ปี สรุปแล้วสามารถนำเงินกองทุนน้ำมันมาชดเชย 7 ปี แต่ต้องทำแผนให้ตัวเลขการชดเชยน้ำมันชีวภาพลดลงทุกปี
...
แต่ช่วงหลายปีมานี้กลับมียอดใช้เงินกองทุนน้ำมันเพิ่มขึ้นสูงสุด 4
หมื่นล้านบาท/ปี จนตอนนี้เหลือเงินราว 8 พันล้านบาทแล้ว มีแผนกู้เงินมาเข้ากองทุนน้ำมัน 2 หมื่นล้านบาท กลายเป็นผลักภาระหนี้ของผู้ใช้น้ำมันแทน
ดังนั้นแค่ “รัฐบาลลดภาษีน้ำมันลงลิตรละ 5 บาท” ราคาน้ำมันดีเซลก็ลดลงได้ทันที ไม่ต้องนำเงินจากกองทุนน้ำมันมาชดเชย และไม่ต้องกู้เงินอีก 2 หมื่นล้านบาทมาชดเชยภาษีน้ำมันของรัฐบาลด้วย เพราะการกู้เงินใส่กองทุนน้ำมันให้ได้รับภาษีครบตามต้องการ อันเป็นภาระของประชาชนต้องชดใช้เงินกู้ทั้งเงินต้นและดอกเบี้ย
“สมัยก่อนน้ำมันตลาดโลกสูง 100 เหรียญสหรัฐฯต่อบาร์เรล “รัฐบาลไทย” ยังเก็บภาษีสรรพสามิตน้ำมัน 1 สตางค์ ซึ่งเราไม่ได้เรียกร้องเก็บต่ำแบบนั้นแต่ขอลดภาษีลง 5 บาท แล้วยังมีรายได้จากภาษีเหลือ 1-1.50 บาทก็น่าจะเพียงพอแล้ว เพราะเมื่อธุรกิจทั้งหลายมีต้นทุนต่ำจะมีกำไรมากขึ้นราคาสินค้าก็จะไม่ปรับขึ้น” รสนา ว่า
ประการต่อมา “รัฐบาลชุดนี้ค่อนข้างโชคดี” นับตั้งแต่ปี 2557 ราคาน้ำมันในตลาดโลกลดลงต่อเนื่องโดยเฉพาะช่วงโควิดระบาดในปีที่แล้วเป็นช่วงล็อกดาวน์ “ผู้คน” ไม่ได้เดินทางไปไหนมากนัก “น้ำมันไม่รวมภาษีราคา 4–5 บาท” ทำให้คนไทยมีโอกาสได้ใช้น้ำมัน 15-20 บาท/ลิตร แต่ก็มีการเก็บภาษีน้ำมันเต็มอิ่มเช่นเดิม
...
จนในปี 2562 เก็บภาษีน้ำมันได้สูงสุด 2.3 แสนล้านบาท/ปี ในปี 2563 เก็บได้ 2.1 แสนล้านบาท/ปี นับว่าเก็บภาษีน้ำมันได้สูงกว่ารัฐบาลทุกยุคก่อนหน้านี้ แต่ในช่วงนี้ “คนไทย” ต้องเผชิญความยากลำบากจากโรคระบาดอยู่นั้นถ้า “รัฐบาลลดภาษีน้ำมันลง” เพื่อช่วยพยุงราคาสินค้าให้ผู้คนหายใจหายคอได้ในยามวิกฤตินี้
แล้วเหตุการณ์ “ปรับขึ้นน้ำมัน 6 ครั้งเดือน ก.ย.” ที่ไม่ควรเกิดขึ้นอันส่งผลให้ราคาสินค้าอุปโภคบริโภคปรับขึ้นตามแบบถาวร ที่ไม่มีปะเทศใดทำแบบนี้ เช่นกรณี “มาเลเซีย” ควบคุมการปรับขึ้นราคามันน้ำห้ามเกิน 1 ครั้ง/เดือน เพื่อไม่ให้ประชาชนเดือดร้อน ด้วยการนำเงินผลกำไรจากปิโตรนาส นำมาชดเชยราคาน้ำมันให้ถูกลง
ซ้ำร้ายคนไทยยังเจอภาษี VAT 2 รอบ ตั้งแต่ราคาส่งน้ำมันเก็บภาษีบนสินค้าบวกภาษีสรรพสามิต ภาษีเทศบาล กองทุนน้ำมัน กองทันอนุรักษ์พลังงาน ส่วนราคาปลีกก็มีค่าการตลาด ที่ไม่เป็นธรรมต่อผู้ใช้น้ำมันเช่นกัน
ล่าสุด “เครือข่ายรถบรรทุก” ออกมาเรียกร้องรัฐบาลแก้ไขราคาน้ำมันแพงลดภาษีน้ำมัน 5 บาท ตรึงราคาดีเซลที่ 25 บาทเป็นเวลา 1 ปี แต่กลับไม่ได้รับความสนใจแถมปรับราคาน้ำมันขึ้นสวนทางการเรียกร้องทันที อันเป็นการ ไม่รู้ร้อนความเดือดร้อนของผู้ประกอบการรถบรรทุกที่ต้องแบกรับภาระค่าน้ำมันสูงขึ้นมาก
ตอนนี้ “ประชาชนลำบากกันต้องเผชิญโรคระบาดจนต้องตกงานซ้ำเติมด้วยวิกฤติน้ำท่วมบ้านเรือนเสียหายเดือดร้อนมากพอแล้ว” อยากให้ “รัฐบาล” รับฟังเสียงของประชาชนด้วยการลดภาษีน้ำมันลงมา 5 บาทในช่วงนี้แล้วควรปรับราคาไม่ให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเร็วมากเกินไป
เน้นย้ำสิ่งสำคัญ “รัฐกิจ” มีเป้าหมายให้ประชาชนอยู่เย็นเป็นสุขเมื่อชาวบ้านเดือดร้อนต้องแก้ไขรับฟังปัญหามิเช่นนั้น “การบริหารประเทศอาจเกิดความล้มเหลว” เพราะประชาชนจะไม่ยอมรับอำนาจการบริหารก็ได้
เวลานี้ “ประชาชนลำบาก” หนักมากพอแล้ว... “รัฐบาล” ควรแก้ปัญหาเร่งด่วนดั่งวาทะที่เคยให้ไว้... “จะไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง”.