พลังชุมชนท้องถิ่น ถอดบทเรียนสู้โควิด

ข่าว

    พลังชุมชนท้องถิ่น ถอดบทเรียนสู้โควิด

    ไทยรัฐฉบับพิมพ์

      27 ต.ค. 2564 05:48 น.

      เราคงต้องอยู่ สู้กับโรค “โควิด-19” กันต่อไปอีก โดยที่ยังไม่รู้ว่าจะสิ้นสุดเมื่อไหร่ ด้วยว่าสถานการณ์การแพร่ระบาดตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาแม้ว่าจะดูเหมือนจะผ่อนความรุนแรงลงมาบ้าง...แต่ตัวเลขผู้ติดเชื้อเฉลี่ยก็ยังอยู่เกือบหมื่นรายต่อวัน

      กระนั้นแล้วเมื่อเทียบกับช่วงเดือนสิงหาคมก็ถือว่าดีขึ้น เพราะช่วงเวลานั้น “ประเทศไทย” มีผู้ติดเชื้อสูงสุดต่อวันถึง 23,418 คน (13สิงหาคม 2564) ซึ่งในขณะนั้นทุกคนเชื่อว่าประเทศไทยอาจจะถึงกาลล่มสลาย เพราะมีผู้ติดเชื้อสูงเกินกว่าสองหมื่นคนต่อวันติดกันมานานนับสัปดาห์

      ...ส่งผลให้สถานพยาบาลไม่สามารถรับผู้ป่วยได้อีก “โรงพยาบาลสนาม” ที่เตรียมไว้ก็ไม่เพียงพอ และน่าหดหู่มากยิ่งขึ้นเมื่อพบเห็นผู้เสียชีวิตนอนเหยียดยาวอยู่ข้างถนนศพแล้วศพเล่า โดยเฉพาะในเขตพื้นที่สีแดง หรือ...พื้นที่ที่มีการระบาดอย่างหนักอย่างเช่นกรุงเทพฯและปริมณฑล

      ปรากฏการณ์ที่ตามมาหลังจากนั้นคือ...ผู้คนต่างหวาดผวา กลัวว่าเมื่อตัวเองติดเชื้อ ล้มป่วย อาจจะไม่ได้รับการรักษา จึงมีคนหลั่งไหลกลับต่างจังหวัดอย่างต่อเนื่อง ทว่าการ “กลับบ้าน” แตกต่างจากการระบาดระลอกแรกที่บางพื้นที่ “ปิดตาย” ไม่ให้คนจากพื้นที่เสี่ยงเข้าพื้นที่

      คราวนี้...ทุกจังหวัดอ้าแขนรับ บางพื้นที่ส่งรถมารับถึงที่ ไม่มีบรรยากาศหวาดกลัวและรังเกียจกันอีกต่อไป การคลี่คลายสถานการณ์ ณ ตอนนี้อาจกล่าวได้ว่า “ท้องถิ่น” ได้เปล่งประกายศักยภาพของตัวเองให้เห็นอีกครั้งว่าสามารถรับมือกับ “ภาวะวิกฤติ” ได้อย่างไม่ยี่หระ แถมจัดเต็มอย่างเต็มประสิทธิภาพ

      ฉายภาพไปที่ ต.พระแท่น อ.ท่ามะกา จ.กาญจนบุรี ทันทีที่การ แพร่ระบาดเริ่มเข้ามาสู่พื้นที่ ทางเทศบาลตำบลพระแท่น ทรงศักดิ์ โชตินิติวัฒน นายกเทศมนตรี ได้เชิญผู้นำจาก 4 องค์กรหลักในพื้นที่

      องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ตัวแทนท้องที่อย่างกำนันและผู้ใหญ่บ้าน ตัวแทนภาคประชาชนและหน่วยงานภาครัฐในพื้นที่มาตกลงร่วมกันว่าจะยึดเอา “ธรรมนูญตำบล” เป็นเครื่องมือในการควบคุม ป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 ในพื้นที่

      “ทุกคนต้องสวมหน้ากากอนามัยแม้จะอยู่ในบ้านที่มีคนมากกว่า 1 คน ร้านค้าต้องคัดกรองตามมาตรฐานสาธารณสุข หาบเร่แผงลอยต้องมีชุดแอลกอฮอล์ใส่หน้ากากอนามัย ตลาดนัดทางเข้าออกต้องมีจุดล้างมือ ใส่หน้ากากอนามัย...”

      ทรงศักดิ์ โชตินิติวัฒน
      ทรงศักดิ์ โชตินิติวัฒน

      ส่วน “การเฝ้าระวัง” นั้น เทศบาลตำบลพระแท่นได้ตั้งทีมเฉพาะกิจ สุ่มตรวจสัปดาห์ละ 3 วัน เพื่อติดตามบังคับใช้ข้อปฏิบัติในธรรมนูญตำบลที่มีข้อตกลงร่วมกัน หากพบว่าไม่ดำเนินการก็จะมีการตักเตือน และมีลำดับการลงโทษไปตามขั้นตอน

      ทรงศักดิ์ ย้ำว่าการปกป้องชุมชนให้พ้นภัยจากการระบาดโควิด-19 ต้องทำอย่างรวดเร็ว เพราะเมื่อดูจากจำนวนผู้ติดเชื้อตามพื้นที่ต่างจังหวัดอีก 67 จังหวัด มีสัดส่วนครึ่งต่อครึ่งกับผู้ติดเชื้อในพื้นที่สีแดงเข้ม ทำให้ท้องถิ่นใช้ทุกกลไกที่มีอยู่มาดำเนินการเพื่อหยุดยั้งให้เร็วที่สุด ระดมทุกกำลังคน...สรรพกำลังมาช่วยกันดูแล

      ย้ายไปที่ ต.สถาน อ.เชียงของ จ.เชียงราย ในช่วงเวลาที่ต้องเผชิญกับการแพร่ระบาดใน 2 คลัสเตอร์ใหญ่เมื่อช่วงเดือนมิถุนายนถึง 2 ครั้ง ทำให้มีกลุ่มเสี่ยงในพื้นที่มากกว่า 50 คน

      กำนันประเสริฐ สมทะนะ กำนัน ต.สถาน อ.เชียงของ จ.เชียงราย ได้เรียกประชุมผู้นำชุมชนทุกหมู่บ้าน ประธาน อสม. รพ.สต. ร่วมหารือกับเทศบาลตำบลสถานจนมีมติให้กลุ่มเสี่ยงกักตัวในชุมชน

      ตั้ง “ศูนย์บัญชาการ” ดูแลกันตั้งแต่หน้าหมู่บ้าน ระดมทรัพยากร ทั้งกำลังคน กำลังทรัพย์เปิดรับบริจาค ข้าว ปลา อาหาร เพื่อดูแลกลุ่มคนในหมู่บ้านที่กักตัว

      ประเสริฐ สมทะนะ
      ประเสริฐ สมทะนะ

      แม้การจัดหาที่พักหรือสถานที่กักตัวผู้ที่เป็นกลุ่มเสี่ยงสามารถดำเนินการได้โดยท้องถิ่น แต่เมื่อกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ออกประกาศเรื่องการใช้จ่ายงบประมาณในการป้องกันและควบคุมโรคติดต่อโควิด-19 เพื่อให้สอดคล้องกับแนวทางในการดำเนินงานการแยกกักผู้ป่วยในชุมชน...

      หรือ “Community Isolation” ของรัฐบาล ดูเหมือนจะปลดล็อกให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทำงานอย่างสบายใจมากยิ่งขึ้น ไม่ต้องกังวลเรื่องการจัดการงบประมาณเหมือนที่ผ่านๆมา เพราะท้องถิ่นทุกแห่งต่างมีความพร้อมสูง โดยเฉพาะกำลังคนในพื้นที่

      ภาพพลังท้องถิ่นนี้ยังฉายต่อเนื่องไปที่ ต.ไชยปราการ อ.ไชยปราการ จ.เชียงใหม่ แม้ว่าจะเป็นพื้นที่ห่างไกลพอสมควร แต่ก็พบ “ผู้ติดเชื้อ” จำนวนมาก จนเทศบาลตำบลไชยปราการก็ได้ตั้งศูนย์แรกรับคัดกรองผู้ที่เดินทางเข้ามาในพื้นที่ จากนั้นให้กักตัว 14 วัน และมีการตรวจหาเชื้อ2ครั้ง

      ด.ต.ณรงค์ ทิพย์ดวง
      ด.ต.ณรงค์ ทิพย์ดวง

      ด.ต.ณรงค์ ทิพย์ดวง นายกเทศมนตรีตำบลไชยปราการ อำเภอไชยปราการ จังหวัดเชียงใหม่ เล่าให้ฟังว่า เขตเทศบาลตำบลไชยปราการเรามีทั้งหมด 20 หมู่บ้าน ทุกหมู่บ้านมีศูนย์แรกรับคัดกรองทั้งหมด

      โดยมอบหมายให้กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน เป็นผู้อำนวยการศูนย์

      ทีมงานก็จะเป็นคณะกรรมการหมู่บ้าน อสม. รพ.สต. และ อปพร. ที่เทศบาลส่งไปร่วม โดยแต่ละศูนย์จะมีเจ้าหน้าที่ประจำอยู่ 5 คน เท่ากับว่าพื้นที่ไชยปราการทั้งอำเภอต้องใช้กำลังคนอย่างน้อย 100 คน

      เช่นเดียวกับท้องถิ่น ต.หนองย่างชิ้น อ.เรณูนคร จ.นครพนม ตำบลขนาดเล็กมีประชากรประมาณ 4,000 คน เคยมีผู้ป่วยสะสมทั้งหมด 12 คน ช่วงที่สถานการณ์วิกฤติทางองค์การบริหารส่วนตำบลหนองย่างชิ้น ซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบพื้นที่ต้องดูแลผู้ที่ต้องกักตัวสูงสุดถึง 85 คน ต้องจัดตั้งสถานกักกันโรคท้องที่

      หรือ “Local Quarantine” ทั้งหมด 2 แห่ง ใช้เจ้าหน้าที่และอาสาสมัครวันละ 12 คน แม้เป็นตำบลเล็กๆใช้กำลังคนไม่มาก แต่ทางท้องถิ่นต้องจ่ายค่าอาหาร เบี้ยเลี้ยง รวมถึงค่าอาหารผู้ที่ต้องกักตัวด้วย

      จากตัวอย่างการทำงาน อปท.ในพื้นที่ต่างๆข้างต้นนี้ เมื่อถอดบทเรียนการจัดการโควิด-19 ในชุมชนแล้ว ก็พอจะเห็นภาพชัดว่า แม้ “ระบบสาธารณสุข” ของประเทศจะยอดเยี่ยมเพียงใด หรือดีเลิศขนาดไหน ถ้าท้องถิ่นเพิกเฉย ไม่มีระบบจัดการ “Community Isolation” หรือการแยกกักผู้ป่วยในชุมชนที่มีประสิทธิภาพ...

      จำนวนผู้ติดเชื้อในประเทศอาจจะไม่มีวันลดลงเหมือนเช่นวันนี้?

      รศ.ดร.ขนิษฐา นันทบุตร
      รศ.ดร.ขนิษฐา นันทบุตร

      โดยเฉพาะ อปท.ในเครือข่ายร่วมสร้างชุมชนน่าอยู่ สำนักสนับสนุนสุขภาวะชุมชน (สน.3) สสส. ให้การสนับสนุน รศ.ดร.ขนิษฐา นันทบุตร ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและพัฒนาระบบสุขภาพชุมชน คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น มองว่า ศักยภาพ อปท.จุดเด่นสำคัญที่ทำให้ท้องถิ่นสามารถรับมือกับการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 มี 3 ประเด็นใหญ่ที่สำคัญ ได้แก่ กำลังคน ข้อมูล งบประมาณ

      “กำลังพลจำนวนมากต้องใช้เฝ้าดูแลตลอด 24 ชั่วโมง ฝ่ายจัดเตรียม ประสานงานต่างๆ รวมถึงการสร้างความเข้าใจให้เกิดขึ้นในชุมชนส่วนข้อมูลเป็นจุดแข็งอีกจุดหนึ่ง รู้ได้ทันทีว่าใครมาจากไหน...กำลังทำอะไร สามารถค้นหาผู้ที่อยู่ในพื้นที่เสี่ยงได้ทันที ขณะเดียวกันข้อมูลยังช่วยประเมินตัวเองได้ด้วย”

      สุดท้าย “งบประมาณ” ก็มีความยืดหยุ่นพอสมควร สามารถใช้ได้ทั้งงบของท้องถิ่นเอง และงบประมาณจากส่วนอื่น เช่น จาก สปสช.ก็สามารถปรับแผนมาใช้ได้ด้วยเช่นกัน

      “ท้องถิ่น” เป็นกลไกที่มีศักยภาพ กระจายอำนาจขับเคลื่อนประเทศเพิ่มพลังท้องถิ่นให้เข้มแข็งได้มากขึ้นเท่าไหร่ “อนาคตชาติไทย” จะยิ่งเข้มแข็งมากขึ้นเท่านั้น.

      อ่านเพิ่มเติม...

      อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

        แท็กที่เกี่ยวข้อง

        โควิด-19องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นชุมชนท้องถิ่นพลังท้องถิ่นCommunity Isolationสกู๊ปหน้า 1

        คุณอาจสนใจข่าวนี้

        thairath-logo

        ApplicationMy Thairath

        ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
        Trendvg3 logo
        Sonp logo
        inet logo
        วันพฤหัสที่ 2 ธันวาคม 2564 เวลา 22:46 น.
        ติดต่อโฆษณาร่วมงานกับเราติดต่อเรา
        เกี่ยวกับไทยรัฐมูลนิธิไทยรัฐศูนย์ข้อมูลไทยรัฐบริการข่าวไทยรัฐ - App & SMSFAQศูนย์ช่วยเหลือนโยบายความเป็นส่วนตัวเงื่อนไขข้อตกลงการใช้บริการไทยรัฐโลจิสติคส์