มายากลปรับลดสูตรไบโอดีเซล ใครได้..เกษตรกรเสียแน่ๆ (2)

ข่าว

    มายากลปรับลดสูตรไบโอดีเซล ใครได้..เกษตรกรเสียแน่ๆ (2)

    ไทยรัฐฉบับพิมพ์

    14 ต.ค. 2564 07:01 น.

    มาว่ากันต่อถึงกรณีคณะกรรมการบริหารกิจการพลังงาน (กบง.) มีมติเมื่อ 4 ต.ค.2564...ปรับสูตรน้ำมันไบโอดีเซลจาก B10 และ B7 ให้ลงมาเหลือแค่ B6

    อ้างเหตุผลน้ำมันไบโอดีเซล B100 มีราคาแพงขึ้น และการนำมาผสมทำเป็น B10 และ B7 ต้องใช้ B100 ผสมมาก เลยส่งผลให้ B10 และ B7 มีราคาแพงขึ้นเป็นเงาตามตัว จึงจำเป็นต้องปรับสูตรให้ลงมาเหลือแค่ B6

    แต่การสืบค้นข้อมูลของ ดร.บุรินทร์ สุขพิศาล คณะบริหารธุรกิจ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ในฐานะกรรมการนโยบายปาล์มน้ำมันแห่งชาติ กลับพบความจริงที่ต่างออกไป... B10 และ B7 แพง ไม่ใช่เพราะไบโอดีเซล B100 แพงขึ้นแต่ประการใด

    หากแต่เป็นน้ำมันดีเซลเพียวๆที่เกิดจากการกลั่นต่างหากที่แพงขึ้น เพราะราคา B100 ในเดือนมกราคม 2564 กับตุลาคม 2564 ยังคงราคาเดิม ฉะนั้น ราคาน้ำมันที่แพงขึ้นจึงมาจากราคาเนื้อน้ำมันดีเซลล้วนๆ เท่านั้นเอง

    และการโยนบาปไปให้น้ำมันปาล์มจึงเป็นแค่เพียงฉากบังหน้าเพื่อให้เจ้าของโรงกลั่นได้ขายน้ำมันดีเซลเพียวๆ ได้ผลประโยชน์มากขึ้น...ในขณะที่จะทำให้เกษตรกรผู้ปลูกปาล์มน้ำมันเดือดร้อนกันทั่วประเทศ

    เพราะ ดร.บุรินทร์ บอกว่า การนำ B100 มาใช้เป็นส่วนผสมในไบโอดีเซลสูตรต่างๆ 8 เดือนแรกของปีนี้ เฉลี่ยอยู่ที่ 8.5% เมื่อปรับลดสูตรส่วนผสมให้เหลือแค่ 6% การใช้ B100 จะน้อยลง 2.5% หรือวันละ 1.5 ล้านลิตร เดือนละ 45 ล้านลิตร เมื่อคิดย้อนกลับไปเป็นผลปาล์มจะเท่ากับทำให้มีความต้องการใช้น้อยลงเดือนละ 2.3 แสนตัน

    รายได้ของเกษตรกรผู้ปลูกปาล์มจะหายไปเดือนละ 1,840 ล้านบาท นี่เฉพาะกรณีขายได้ กก.ละ 8 บาท แต่เมื่อโรงงานผลิตไบโอดีเซลมีความต้องการน้อยลง ทำให้เกิดสภาพผลผลิตล้นตลาด ราคาตก เนื่องจากมีผลปาล์มน้ำมันส่วนเกินเดือนละ 2.3 แสนตันที่ขายไม่ออก...รายได้จะหายเพิ่มไปอีกเท่าไรยังไม่รู้ 

    อีกเหตุผลในการอ้างปรับสูตรน้ำมัน...ไบโอดีเซลเป็นภาระหลักของทุนน้ำมันเชื้อเพลิง???

    “สำนักงานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงไม่เคยเปิดตัวเลขรายละเอียดบัญชีรับจ่ายเงินกองทุนฯให้ใครเห็น จะรู้เรื่องนี้ ต้องหาตัวเลขมาคำนวณประมาณการ จากข้อมูลการใช้น้ำมันดีเซลของกระทรวงพลังงาน 8 เดือนแรก ปี 2564 มาหาค่าเฉลี่ยพบว่า คนไทยเติมน้ำมัน B10 เฉลี่ยวันละ 22.97 ล้านลิตร รัฐชดเชยให้ลิตรละ 2.5 บาท เติมน้ำมัน B7 เฉลี่ยวันละ 35.93 ล้านลิตร มีเก็บเงินจาก B7 เข้ากองทุนลิตรละ 1 บาท ส่วนน้ำมัน B20 มีการใช้เฉลี่ยเพียงวันละ 1.09 ล้านลิตร กองทุนฯชดเชยให้ลิตรละ 4.16 บาท รวมแล้วกองทุนจะจ่ายเงินชดเชยให้ไบโอดีเซลวันละ 61.96 ล้านบาท หักลบรายได้จาก B7 วันละ 35.93 ล้านบาท เท่ากับว่ากองทุนฯจ่ายสุทธิวันละ 26 ล้านบาท ตลอดแปดเดือนแรกของปี 2564 กองทุนจ่ายชดเชยให้ไบโอดีเซล 6,325 ล้านบาท คาดว่า ตลอดปี 2564 กองทุนฯจะต้องใช้เงินอุ้มไบโอดีเซลประมาณ 9,500 ล้านบาท”

    เป็นข้อมูลอีกชุด ที่ ดร.บุรินทร์ คำนวณมาให้เห็น ไบโอดีเซลเป็น ภาระให้กับกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงแค่ไหน...ในขณะมีการใช้เงินกองทุนฯจ่ายเงินชดเชยก๊าซแอลพีจีไว้ตั้งแต่ กก.ละ 4.62 บาท เมื่อเดือนมกราคม 2564 จนถึง กก.ละ 15.56 บาทในปัจจุบัน... และคาดว่าตลอดปี 2564 คนไทยจะใช้ก๊าซแอลพีจี 2,051 ล้าน กก. ต้องใช้เงินกองทุนฯอุดหนุน 18,725 ล้านบาท

    จะเห็นได้ว่า กองทุนฯจะต้องใช้เงินอุ้มทั้งไบโอดีเซลและก๊าซแอลพีจี รวมกันประมาณ 2.8 หมื่นล้านบาท ใช้เงินอุ้มไบโอดีเซลไปแค่ 1 ใน 3 แต่อุ้มก๊าซแอลพีจีภาคครัวเรือนไปถึง 2 ใน 3 อะไรที่เป็นภาระของทุนน้ำมันเชื้อเพลิง...จริงเหมือนที่กล่าวอ้างมั้ย ทำไมต้องมากล่าวโทษเกษตรกรทั้งที่ไม่ใช่ตัวการใหญ่ของปัญหา

    “หลายคนยังเข้าใจผิดคิดว่าการสนับสนุนใช้ไบโอดีเซลจะสร้างภาระให้กับประเทศชาติ จริงๆ แล้วไม่ใช่เลย เห็นได้จากปีการผลิตปาล์มน้ำมัน 2563/2564 รัฐบาลตั้งงบประมาณเพื่อประกันรายได้ให้กับชาวสวนปาล์มฯ 8,000 ล้านบาท แต่การสนับสนุนให้นำไปใช้เป็นไบโอดีเซลและการบริหารจัดการสต๊อก ประกอบกับผลจากราคาตลาดโลก ราคาปาล์มดีขึ้น ทำให้ไม่ต้องใช้เงินส่วนนี้เลยแม้แต่บาทเดียว

    เท่ากับรัฐประหยัดไป 8,000 ล้านบาท เมื่อหักส่วนที่กองทุนฯชดเชยไบโอดีเซลไปแล้ว 6,325 ล้านบาท จ่ายชดเชยการส่งออกน้ำมันปาล์มอีก 600 ล้านบาท รัฐบาลยังกำไรอยู่อีก 1,075 ล้านบาท นอกจากนี้ 3 ไตรมาสแรกของปี 2564 เกษตรกรยังขายผลปาล์มทะลายไปได้มากกว่า 81,000 ล้าน คาดว่าปีนี้รายได้ของชาวสวนปาล์มอาจถึง 100,000 ล้านเมื่อเทียบกับมูลค่าทะลายปาล์มปี 2562 ที่ทำได้ไม่ถึง 50,000 ล้านบาท”

    ดร.บุรินทร์ บอกว่า การสนับสนุนให้ใช้ไบโอดีเซลเป็นวิธีการที่เรียกว่า ยิงปืนนัดเดียว ได้นกสองตัว นอกจากรัฐบาลจะประหยัดภาษีของประชาชนไม่ต้องใช้เงินประกันรายได้ และยังมีกำไรในภาพรวม เศรษฐกิจของชาวปาล์มดีขึ้นเป็นสองเท่า เมื่อเทียบกับปี 2562 ไบโอดีเซลจึงไม่ได้เป็นภาระอย่างที่เข้าใจกันแต่อย่างใด

    นี่ยังไม่คิดรวมถึงผลดีต่อสิ่งแวดล้อมที่ไบโอดีเซลช่วยลดฝุ่นพีเอ็ม 2.5 และปาล์มน้ำมันช่วยดูดซับก๊าซเรือนกระจกได้มากกว่าไม้ป่าเกือบ 2 เท่า การส่งเสริมการใช้ไบโอดีเซลจึงคุ้มค่าต่อการลงทุน...น้ำมันปิโตรเลียมมีศักยภาพเท่านี้หรือไม่

    กีดกันไบโอดีเซล หนุนใช้ปิโตรเลียม...ใครได้ประโยชน์คงหาคำตอบได้ไม่ยาก.

    ชาติชาย ศิริพัฒน์

    อ่านเพิ่มเติม...

    แท็กที่เกี่ยวข้อง

    ไบโอดีเซลปลูกปาล์มบุรินทร์ สุขพิศาลปาล์มน้ำมันกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงปิโตรเลียมชาติชาย ศิริพัฒน์เกษตร

    คุณอาจสนใจข่าวนี้

    thairath-logo

    ApplicationMy Thairath

    ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
    Trendvg3 logo
    Sonp logo
    inet logo
    วันจันทร์ที่ 18 ตุลาคม 2564 เวลา 20:01 น.
    ติดต่อโฆษณาร่วมงานกับเราติดต่อเรา
    เกี่ยวกับไทยรัฐมูลนิธิไทยรัฐศูนย์ข้อมูลไทยรัฐบริการข่าวไทยรัฐ - App & SMSFAQศูนย์ช่วยเหลือนโยบายความเป็นส่วนตัวเงื่อนไขข้อตกลงการใช้บริการไทยรัฐโลจิสติคส์