4 ต.ค.ไฟเซอร์นักเรียน นายกฯ ร่วมคิกออฟ ประสงค์ฉีด 3.61 ล้านคน

ข่าว

    4 ต.ค.ไฟเซอร์นักเรียน นายกฯ ร่วมคิกออฟ ประสงค์ฉีด 3.61 ล้านคน

    ไทยรัฐฉบับพิมพ์

    3 ต.ค. 2564 05:30 น.

    ประเดิมผ่อนคลายมาตรการให้ประชาชนทำ กิจกรรมเพิ่มได้สองวัน ยอดคนตายจากโรคโควิด-19 ลดต่ำร้อยเป็นครั้งแรกของเดือน ต.ค. แต่เกือบทั้งหมดเป็นผู้สูงวัย-มีโรค เรื้อรัง ขณะที่ยอดติดเชื้อใหม่ยังพุ่งเกินหมื่นคน มีเพียง 3 จังหวัด “น่าน-พะเยา-แพร่” ไม่พบผู้ติดเชื้อเพิ่ม ด้าน ผวจ.นครศรีธรรมราช ยันไม่ได้ปิดเมือง ยังเดินทาง เข้าออกได้ตามปกติ แต่ต้องตรวจคัดกรองเข้มข้น หลังพบการแพร่ระบาดขยายวงในพื้นที่อำเภอเมืองฯ ล่าสุดสั่งงดเข้าออก 10 ชุมชนในเขตเทศบาลนครนครศรีธรรมราช ส่วนยะลายอดยังพุ่งไม่หยุด ขึ้นอันดับ 2 ของประเทศ รองจาก กทม. ส่วนใหญ่ติดเชื้อในครัวเรือนและชุมชน ต้องเร่งทำความเข้าใจหลังพบประชาชนขยาด ฉีดวัคซีนแค่เข็มแรกแล้วไม่มา ฉีดเข็มที่ 2

    หลังรัฐบาลโดย ศบค.ผ่อนคลายให้ประชาชนสามารถทำกิจการ/กิจกรรมต่างๆได้เพิ่มขึ้น มีผลมาตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค.ที่ผ่านมา ยอดผู้ป่วยโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โรคโควิด-19) แม้ยังทะลุหลักหมื่นกว่าคน แต่ผู้เสียชีวิตเริ่มลดต่ำร้อย ขณะที่ภาพรวมในหลายจังหวัดก็ดีขึ้น หลังประชาชนได้รับการฉีดวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 ต่อเนื่อง

    ติดเชื้อยังเกิน 1.1 หมื่นคน

    ที่ทำเนียบรัฐบาล เมื่อวันที่ 2 ต.ค.ศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือ ศบค. รายงานว่ามีผู้ติดเชื้อรายใหม่ 11,375 คน จำแนกเป็นการติดเชื้อในประเทศ 11,174 คน จากเรือนจำและที่ต้องขัง 184 คน และมาจากต่างประเทศ 17 คน ยอดผู้ติดเชื้อสะสมตั้งแต่ปี 2563 จำนวน 1,626,604 คน ส่วนผู้รักษาหายป่วยเพิ่ม 13,127 คน หายป่วยสะสมรวม 1,496,273 คน อยู่ระหว่างรักษา 113,394 คน อาการหนัก 3,124 คน ใส่เครื่องช่วยหายใจ 725 คน

    ยอดตายต่ำกว่าร้อย

    สำหรับผู้ป่วยเสียชีวิตเพิ่ม 87 คน เป็นชาย 44 คน หญิง 43 คน เป็นผู้ที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป 60 คน มีโรคเรื้อรัง 23 คน ไม่มีประวัติโรคเรื้อรัง 4 คน ขณะที่เป็นผู้เสียชีวิตใน กทม.ถึง 25 คน ทำให้ยอดผู้เสียชีวิตสะสมตั้งแต่ปี 2563 จำนวน 16,937 คน และมียอดฉีดวัคซีนสะสม 54,581,395 โดส สำหรับ 10 จังหวัดที่มีผู้ติดเชื้อมากที่สุด ได้แก่ กทม. 1,241 คน ยะลา 738 คน สมุทรปราการ 646 คน ลพบุรี 638 คน นครศรีธรรมราช 524 คน นราธิวาส 495 คน ระยอง 451 คน สงขลา 434 คน ปราจีนบุรี 349 คน และปัตตานี 311 คน ขณะเดียวกันมี 3 จังหวัดที่ไม่พบผู้ติดเชื้อรายใหม่ในวันที่ 2 ต.ค.ได้แก่ จ.น่าน พะเยา และแพร่

    เตรียมคิกออฟฉีดวัคซีนเด็ก

    ด้านนายธนกร วังบุญคงชนะ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า นายกฯให้ความสำคัญกับการฉีดวัคซีนโควิด-19 สำหรับนักเรียนเยาวชน ที่ต้องได้รับความยินยอมจากผู้ปกครอง เพื่อให้กลับมาใช้ชีวิตในโรงเรียนโดยเร็วที่สุด โดยนายกรัฐมนตรีจะไปร่วมพิธี Kick off สร้างเกราะป้องกันด้วยวัคซีน เด็กปลอดภัย เรียนอุ่นใจ ต้อนรับเปิดเทอม ณ โรงเรียนพิบูลอุปถัมภ์ เขตห้วยขวาง กทม. พร้อมกับโรงเรียนใน 12 เขตสุขภาพทั่วไทย เพื่อให้กำลังใจน้องๆที่จะได้รับการฉีดวัคซีนโควิด-19 ไฟเซอร์เป็นเข็ม 1 ทั้งนี้ กระทรวงศึกษาธิการกำหนดแผนให้นักเรียนนักศึกษาทุกสังกัด ที่มีอายุระหว่าง 12-18 ปี จำนวน 5,048,081 คน เบื้องต้นมีผู้ประสงค์จะฉีด 3.61 ล้านคน คิดเป็น ร้อยละ 71.67 จะได้รับการฉีดวัคซีนสูตรไฟเซอร์ทั้งสองเข็ม ตั้งแต่วันที่ 4 ต.ค.เป็นต้นไป โดยจะเริ่มฉีดให้กับสถานศึกษาในพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวด (สีแดงเข้ม) จำนวน 15,465 แห่ง ใน 29 จังหวัดก่อนและจะฉีดวัคซีนเข็มที่ 2 ตั้งแต่ต้นเดือน พ.ย.ต่อไป

    เร่งตามวัคซีนโมเดอร์นา

    ส่วนกรณีบริษัทซิลลิค ฟาร์มา จำกัด ผู้นำเข้าวัคซีนโมเดอร์นา ออกแถลงการณ์เมื่อวันที่ 1 ต.ค.2564 ระบุนำเข้าวัคซีนได้ในเดือน พ.ย.2564 ซึ่งเลื่อนจากที่เคยประกาศไว้ว่าจะเข้ามาได้กลาง ต.ค.สร้างความผิดหวังอย่างมากให้กับผู้ที่ชำระเงินจองวัคซีนไว้แล้วและรอคอยวัคซีนชนิด m-RNA มาสร้างภูมิป้องกันโรคโควิด-19 ต่อมาเมื่อวันที่ 2 ต.ค. องค์การเภสัชกรรมและสมาคมโรงพยาบาลเอกชน ซึ่งเป็นผู้จัดซื้อวัคซีนโมเดอร์นาร่วมออกแถลงการณ์ว่าองค์การเภสัชกรรมได้รับจดหมายแจ้งจาก บริษัทซิลลิค เพิ่มเติมว่า บริษัทซิลลิคฯ จะพยายามนำเข้าวัคซีนมาให้ได้ภายในเดือน ต.ค.โดยจัดหาจากแหล่งผลิตอื่นมาทดแทน โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากแหล่งประเทศสหรัฐอเมริกา โดยองค์การเภสัชกรรม และสมาคมโรงพยาบาลเอกชน จะติดตามเร่งรัดให้มีการส่งมอบให้ได้ ตามที่บริษัทซิลลิคฯได้เคยแจ้งไว้คือในเดือน ต.ค.นี้ และเมื่อได้รับวัคซีนแล้ว จะเร่งดำเนินการกระจายตามสัดส่วนที่โรงพยาบาลได้จองไว้อย่างรวดเร็วต่อไป ส่วนวัคซีนที่เหลือ 3.1 ล้านโดส ตามสัญญาที่ 1 และซื้อเพิ่ม 3.7 ล้านโดส ตามสัญญาที่ 2 รวมทั้งสิ้น 6.8 ล้านโดสนั้น ทางบริษัทซิลลิคฯจะส่งมอบได้ในไตรมาส 1 ของปี 2565

    สสจ.ยะลาแจงเหตุโควิดพุ่ง

    วันเดียวกัน นพ.สงกรานต์ ไหมซุม นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัด (นพ.สสจ.) ยะลา กล่าวถึงการระบาดของโรคโควิด-19 ในพื้นที่ที่มีรายงานในวันที่ 2 ต.ค. มีผู้ติดเชื้อเพิ่มอีก 738 คน สูงเป็นอันดับ 2 ของประเทศ ว่าจำนวนผู้ติดเชื้อที่เพิ่มมากขึ้นของยะลา ไม่ได้เกิดจากการมีคลัสเตอร์ใหญ่ การติดเชื้อยังคงเป็นลักษณะเดิม คือติดเชื้อในครัวเรือนและชุมชน แห่งละประมาณ 10-20 คน แต่มีการกระจาย จึงทำให้มีจำนวนมาก สาเหตุยังเป็นเรื่องของการจัดกิจกรรมรวมตัว เช่น งานแต่งงาน กินเลี้ยงในชุมชนในบ้าน แต่บังเอิญมีเรื่องของครอบครัวใหญ่ด้วย ทำให้มีการติดเชื้อเพิ่มขึ้นมา ตอนนี้ยอมรับว่าค่อนข้างกังวล เนื่องจากตัวเลขผู้ติดเชื้อที่เคยลดลงเริ่มกลับมาเพิ่มอีก จึงยังต้องเฝ้าระวังต่อเนื่องเรื่องของการเสียชีวิต โดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยงกลุ่มเปราะบางต้องระวังเป็นพิเศษ และมีการคัดกรองการติดเชื้อในชุมชน

    จ่อตั้งศูนย์สู้ภัยโควิดในสำนักงาน

    สำหรับแนวทางของกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ที่จะลดผู้ติดเชื้อรายใหม่ โดยเฉพาะจังหวัดชายแดนใต้ลงให้ได้สัปดาห์ละร้อยละ 10 นั้น นพ.สงกรานต์กล่าวว่า ขณะนี้คนที่ติดเชื้อส่วนใหญ่เป็นกลุ่มวัยรุ่นและคนทำงาน อาจจะต้องตั้งศูนย์สู้ภัยโควิดในสำนักงาน หน่วยบริการ ตามโรงงานสถานประกอบการ ร้านอาหาร และตลาด พยายามไม่ให้เป็นแหล่งในการแพร่เชื้อเพื่อตัดวงจรการระบาด และป้องกันการกลับไปแพร่เชื้อที่บ้าน เน้นมาตรการป้องกันตนเองสูงสุดครอบจักรวาล (Universal Prevention) ในโรงงาน สถานประกอบการ สถานที่ราชการ ซึ่งอาจจะต้องทำงานที่บ้าน (Work From Home) ด้วย และเน้นการฉีดวัคซีนให้ครอบคลุมและตรวจ ATK ทุกสัปดาห์ ประมาณร้อยละ 10 ของหน่วยงานหรือองค์กร การตรวจ ATK จะมีการประเมินเป็นสัปดาห์ เรื่องชุดตรวจขณะนี้ได้รับสนับสนุนจาก สปสช. กำลังกระจายของในสัปดาห์นี้ ส่วนวัคซีนต้องรณรงค์การฉีดเพิ่มเติม อย่างมาตรการร้านอาหารอาจต้องปรับมาเป็นฉีดวัคซีนครบ 2 เข็ม จากเดิมแค่ 1 เข็ม ขณะนี้ชาวบ้านส่วนหนึ่งไม่อยากจะฉีดเข็มที่ 2 บางคนนัดแล้วไม่มา ต้องรณรงค์กระตุ้นกันต่อ ต้องทำความเข้าใจ โดยใช้ทีมงานทั้งหมด ฝ่ายปกครอง ฝ่ายภาคประชาชนช่วยกันอาจจะเริ่มจากเคาะประตูบ้านกันอีก ขณะนี้ จ.ยะลาฉีดวัคซีนเข็มที่ 1 ไปแล้วกว่าร้อยละ 70 ส่วนกลุ่มเสี่ยง 608 ฉีดได้เกินร้อยละ 60 ยังต้องเร่งการฉีดเข็ม 2 ให้ได้เกินร้อยละ 70 ด้วย

    ผวจ.ยันไม่ได้สั่งปิดเมืองคอน

    ส่วนกรณีประชาชนเกิดความตื่นตระหนกกับข่าว นายไกรศร วิศิษฎ์วงศ์ ผวจ.นครศรีธรรมราช มีคำสั่งปิดอำเภอเมืองนครศรีธรรมราช เนื่องจากมีการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 อย่างหนัก ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อตรวจสอบเอกสารคำสั่งดังกล่าว ไม่มีการปิดเมืองนครศรีธรรมราชแต่อย่างใด อาจเป็นการสื่อสารข้อมูลที่คลาดเคลื่อน ขณะที่นายไกรศร เปิดเผยในเวลาต่อมาว่าเนื่องการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ในพื้นที่ อ.เมืองนครศรีธรรมราช รุนแรงมากขึ้น และขยายการระบาดไปยังอำเภอต่างๆ ดังนั้น จึงจำเป็นต้องยกระดับมาตรการให้มีการครอบคลุมในทุกด้าน โดยกำหนดแนวทางการปฏิบัติ 5 ข้อ ได้แก่ 1.ให้นายกเทศมนตรีนครนครศรีธรรมราช พิจารณาร่วมกับนายอำเภอเมืองปิดชุมชนในเขตเมืองหรือเทศบาลนครให้มากขึ้น จากเดิมปิดหมู่บ้านชุมชนในพื้นที่รอบนอก 2.ให้ตำรวจภูธรตั้งด่านจัดชุดปฏิบัติการ คัดกรองผู้เดินทางมาจากพื้นที่แพร่ระบาด และผู้ที่จะเดินทางไปยังพื้นที่แพร่ระบาด รวมทั้งกวดขันตามมาตรการที่จังหวัดออกไป 3.ให้จัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการนครรวมใจสู้ภัยโควิดที่เทศบาลนครนครศรีธรรมราช เพื่อบูรณาการความร่วมมือทุกภาคส่วนในการป้องกันและควบคุมโรคในพื้นที่ 4.ให้เทศบาลประสาน รพ.เอกชน ร่วมตั้ง รพ.สนามหรือสถานที่พักคอยมากขึ้น และ 5.ให้องค์กรหน่วยงาน สถานประกอบการ ลดความเสี่ยงในโอกาสติดเชื้อในหน่วยงานองค์กรของตนเองและประเมินตนเองควบคู่กันไป นอกจากนี้ ยังขอความร่วมมือประชาชนงดหรือหลีกเลี่ยงเดินทางเข้าไปในพื้นที่แพร่ระบาด ประชาชนต้องป้องกันตนเองขั้นสูงสุด และปฏิบัติตามแนวทางป้องกันแบบครอบจักรวาล โดยจะใช้เวลาดำเนินการประมาณ 2 สัปดาห์ และจะมีการประเมินผลอีกครั้ง

    เข้าออกเมืองปกติแต่ตรวจเข้ม

    นายไกรศรชี้แจงถึงคำสั่งดังกล่าวอีกว่า ประชาชน ยังสามารถเดินทางเข้าออกตัวอำเภอเมืองได้อย่างปกติแต่จะมีเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทหารและ อส.ตั้งด่านตรวจบุคคลเข้าออกอำเภอเมือง ในการคัดกรองบุคคลเข้าออกอย่างเข้มข้นกว่าที่ผ่านมา โดยจะมีการตรวจใบรับรองการผ่านการฉีดวัคซีน 2 เข็ม หรือ 1 เข็ม หรือผ่านการตรวจ ATK มาแล้วไม่เกิน 72 ชม. โดยจะเน้นตรวจคัดกรองจากบุคคลที่เดินทางมาจากพื้นที่เสี่ยงสีแดง เพื่อลดการแพร่ระบาดในพื้นที่ อ.เมืองให้ลดลงต่อไป ทั้งนี้ภาพรวมสถานการณ์โควิด-19 จ.นครศรีธรรมราช พบผู้ป่วยใหม่ 378 คน ในจำนวนนี้อยู่ในพื้นที่ อ.เมือง 124 คน อ.พรหมคีรี 28 คน อ.หัวไทร 42 คน อ.ทุ่งสง 35 คน อ.ท่าศาลา 49 คน อ.เชียรใหญ่ 14 คน ซึ่งคลัสเตอร์ที่ต้องเฝ้าระวังคือตลาดสดเทศบาลเมืองทุ่งสงและตลาดสดเทศบาลตำบลหัวไทร

    งดเข้าพื้นที่แพร่ระบาด 10 ชุมชน

    ต่อมานายกณพ เกตุชาติ นายกเทศมนตรีนคร นครศรีธรรมราช เปิดเผยว่า ได้ออกประกาศเทศบาลนครนครศรีธรรมราช เรื่อง งดหรือหลีกเลี่ยงการเข้าพื้นที่แพร่ระบาดโรคติดเชื้อไวรัสโควิด 2019 ใน 10 ชุมชน ได้แก่ 1.ซอยหลังแมคโคร (ชุมชนไทยสมุทร) 2.ซอยวาสนาและซอยหน้าโอเชี่ยน (ชุมชนคูขวาง 1) 3.ซอยคูขวางพัฒนา (ชุมชนคูขวาง 2) 4.ซอยปากคูและซอยพัชรกิจ (ชุมชนคูขวาง 3) 5.ชุมชนหน้าสถานีรถไฟ 6.ซอยเสรีภาพ (ชุมชนบ่ออ่าง) 7.ซอยนาวัด (ชุมชนกรแก้ว) 8.ซอยชายทุ่ง (ชุมชนศาลามีชัย) 9.ซอยสันติและซอยเจริญพร (ชุมชนหน้าแขวงการทาง) และ 10.ซอยต้นหว้า 5, 6 (ชุมชนสุขเจริญ) ตั้งแต่วันที่ 2 ต.ค.2564 เป็นต้นไป รวมถึงตั้งจุดคัดกรองที่บริเวณหน้าปากซอยของแต่ละชุมชน เพื่ออำนวยความสะดวกและควบคุมการเข้าออกของกลุ่มเสี่ยง ส่วนการดูแลผู้ป่วยติดเชื้อ มี รพ.สนามในความดูแล 2 แห่ง คือ รพ.สนามทุ่งท่าลาด จำนวน 245 เตียง และ รพ.สนามปากนคร 105 เตียง รวมทั้งได้เตรียมเปิด รพ.สนามและศูนย์พักคอยเพิ่มเติมอีก จำนวน 200 เตียง ณ รพ.สนามทุ่งท่าลาด เพื่อให้การดูแลรักษาผู้ป่วยเป็นไปอย่างทั่วถึง ผู้ป่วยทุกคนต้องมีเตียงรักษา ขอให้ประชาชนมั่นใจในระบบสาธารณสุขของเทศบาลฯ และของจังหวัด

    ผวาโควิดทำเมืองแทบร้าง

    ขณะที่บรรยากาศวันแรกของการปิด 10 ชุมชน ในเขตเทศบาลนครนครศรีธรรมราช ผู้สื่อข่าวรายงานว่าถนนสายต่างๆ มีสภาพโล่ง ผู้คนขับรถออกมาน้อยกว่าทุกวัน โดยเฉพาะถนนราชดำเนิน หน้าวัด พระมหาธาตุวรมหาวิหาร ซึ่งเป็นแหล่งชุมชนที่มีนักท่องเที่ยวเดินทางมาเที่ยวจำนวนมาก ปรากฏว่าถนนโล่งแทบไม่มีรถสัญจรเหมือนเคย ส่วนย่านการค้าในตัวเมืองนครศรีธรรมราช ก็แทบไม่มีคนสัญจรพลุกพล่าน จากที่ปกติแล้วจะมีประชาชนสัญจรไปยังตลาดสดขนาดใหญ่ของเมืองนครศรีธรรมราช 3 แหล่งสำคัญคือ ตลาดหัวอิฐ บนถนนกะโรม ตำบลโพธิ์เสด็จ ตลาดนัดเสาร์-อาทิตย์ บนถนนพัฒนาการคูขวาง ตำบลคลัง และตลาดสดเทศบาลนคร
    นครศรีธรรมราช หรือตลาดคูขวาง ที่ตั้งอยู่บนเส้นทางท่าวัง-ปากนคร ตำบลท่าวัง แต่ตลอดวัน ถนนแต่ละสาย คนสัญจรน้อยมาก

    งดกิจกรรมเทศกาลกินเจ

    ส่วนที่ศาลเจ้าเล่งจูเกียง หรือศาลเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยว อ.เมืองปัตตานี ที่เคยคึกคักมีประชาชนแวะเวียนเข้ามากราบไหว้สักการะไม่ขาดสาย แต่จากการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ในจังหวัดที่ยังพบผู้ติดเชื้อจำนวนมาก โดยเมื่อวันที่ 2 ต.ค.ติดเชื้ออีก 311 คน ทำให้บรรยากาศภายในศาลเจ้ามีคนเข้ามาน้อยมาก ขณะที่นายธาดา คณานุรักษ์ ประธานกรรมการมูลนิธิเทพปูชนียสถาน (เจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยว) เปิดเผยว่า ในวันที่ 6 ต.ค.ที่จะถึงนี้ เป็นวันเทศกาลกินเจที่ปกติทางศาลเจ้าจัดงานอย่างยิ่งใหญ่มากว่า 10 ปี ในงานพิธีมีทั้งการแห่เกี้ยวพระไตอ๋อง ขึ้นเสาเทวดา และอื่นๆอีกมากมายรวมไปถึงการเลี้ยงอาหารแบบไม่อั้น แต่ปีนี้ทางจังหวัดขอให้งดกิจกรรมไปก่อน เพราะกังวลเรื่องการรวมตัวของผู้ที่เข้าร่วมงาน เสี่ยงอาจจะเป็นการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ส่วนงานสมโภชศาลเจ้าเล่งจูเกียงที่จะถึงในเดือน ก.พ.ปีหน้า ซึ่งเป็นงานที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของศาลเจ้า คงต้องรอประกาศของทางจังหวัดอีกครั้งว่าจะได้จัดหรือไม่

    ติดเชื้อในเรือนจำอีก 184 คน

    วันเดียวกัน นายอายุตม์ สินธพพันธุ์ อธิบดีกรมราชทัณฑ์ เปิดเผยถึงสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ในเรือนจำ และทัณฑสถาน ข้อมูล ณ วันที่ 1 ตุลาคม 2564 เวลา 16.00 น. พบ ผู้ติดเชื้อรายใหม่ 184 คน จำแนกเป็นพบในเรือนจำสีแดง 144 คน และพบในห้องแยกกักโรคผู้ต้องขังรับใหม่ 40 คน รักษาหายเพิ่ม 574 คน ไม่มีผู้เสียชีวิต เพิ่ม ทำให้มีผู้ติดเชื้อที่ยังอยู่ในการดูแลของกรมราชทัณฑ์ 3,958 คน แบ่งเป็นกลุ่มสีเขียว ร้อยละ 80.9 สีเหลืองร้อยละ 18.6 และสีแดง ร้อยละ 0.5 นอกจากนี้ พบการระบาดซ้ำในเรือนจำเพิ่ม 1 แห่ง คือ เรือนจำกลางคลองเปรม ส่งผลให้มีเรือนจำสีแดงเพิ่มขึ้นอยู่ที่ 22 แห่ง และเรือนจำสีขาว 120 แห่ง โดยมีผู้ติดเชื้อรักษาหายสะสม 64,053 คน หรือกว่าร้อยละ 91.5 ของผู้ติดเชื้อสะสม 70,012 คนเสียชีวิตสะสม 153 คน คิดเป็นอัตราร้อยละ 0.2 ของผู้ติดเชื้อสะสมทั้งหมด

    ฉีดวัคซีนผู้ต้องขังแล้วร้อยละ 50

    นายอายุตม์กล่าวอีกว่า ปัจจุบันมีเรือนจำที่ยังอยู่ระหว่างควบคุมการระบาดทั้งสิ้น 7 แห่งเป็นเรือนจำระบาดใหม่ 5 แห่ง และเรือนจำระบาดซ้ำ 2 แห่ง ขณะที่มีเรือนจำอยู่ในแผนสิ้นสุดการระบาดของโรค หรือ EXIT แล้ว จำนวน 15 แห่ง คาดว่าจะทยอย EXIT ได้ทั้งหมดภายในเดือนตุลาคมนี้ สำหรับการฉีดวัคซีนเพื่อสร้างภูมิคุ้มกันโรคแก่ผู้ต้องขัง ได้ฉีดวัคซีนไปแล้วจำนวน 200,017 โดส เพิ่มขึ้น 5,363 โดส จากเมื่อวาน โดยเป็นการฉีดเข็มที่ 1 แก่ผู้ต้องขัง จำนวน 142,479 คน หรือร้อยละ 50 และเข็มที่ 2 จำนวน 57,538 คน หรือร้อยละ 20.2 ของจำนวนผู้ต้องขังทั้งหมด

    โควิดคร่าทั่วโลกกว่า 5 ล้านคน

    สำหรับสถานการณ์โควิด-19 ทั่วโลก เมื่อวันที่ 2 ต.ค. มีผู้ติดเชื้อสะสมกว่า 235 ล้านคน ส่วนยอด ผู้เสียชีวิตสะสม สำนักข่าวรอยเตอร์สรายงานว่าทะลุเกิน 5 ล้านคนแล้ว โดยกว่าครึ่งหนึ่งมาจากสหรัฐ อเมริกา รัสเซีย บราซิล เม็กซิโก และอินเดีย นอกจากนี้ ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมามีรายงานผู้เสียชีวิตทั่วโลกเฉลี่ย 8,000 คนต่อวัน หรือประมาณ 5 คน ในทุกนาที วันเดียวกันที่สหรัฐฯ ซึ่งต้องต่อสู้อย่างหนักกับข้อมูลเท็จเกี่ยวกับวัคซีนที่ทำให้ประชากรราว 1 ใน 3 หลีกเลี่ยง ไม่ยอมฉีดวัคซีน และมีรายงานผู้เสียชีวิตสะสมเกิน 7.1 แสนคน ทำให้สหรัฐฯ เป็นประเทศที่อยู่อันดับ 1 ของโลก ทั้งผู้ติดเชื้อสะสมและผู้เสียชีวิตสะสม ด้วยยอดผู้ติดเชื้อโควิด-19 คิดเป็นร้อยละ 19 ของโลก เพิ่มขึ้นเฉลี่ย 117,625 คนต่อวัน ขณะที่มีผู้เสียชีวิตคิดเป็นร้อยละ 14 ของโลก นอกจากนี้ที่แคลิฟอร์เนียยังเป็นรัฐแรกของสหรัฐฯที่กำหนดแผนบังคับให้ฉีดวัคซีนโควิด-19 ทั่วทั้งรัฐให้แก่เด็กนักเรียนทุกคนตั้งแต่อนุบาลถึงมัธยมปลาย โดยเร็วที่สุดในเดือน ม.ค.ปีหน้า ทันทีที่วัคซีนได้รับการอนุมัติให้ใช้ฉีดได้ในเด็กอายุ 5-11 ขวบ โดยผู้ที่ปฏิเสธการฉีดวัคซีนจะต้องศึกษาด้วยตนเองที่บ้าน

    อ่านเพิ่มเติม...

    แท็กที่เกี่ยวข้อง

    โควิด-19ไฟเซอร์สถานการณ์โควิดโควิดวันนี้โควิด 19 ล่าสุดไฮไลต์ไวรัสโคโรน่าพรก.ฉุกเฉินล็อกดาวน์เคอร์ฟิวเคอร์ฟิวล่าสุดวัคซีนโควิดข่าวหน้า1

    คุณอาจสนใจข่าวนี้

    thairath-logo

    ApplicationMy Thairath

    ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
    Trendvg3 logo
    Sonp logo
    inet logo
    วันจันทร์ที่ 18 ตุลาคม 2564 เวลา 22:14 น.
    ติดต่อโฆษณาร่วมงานกับเราติดต่อเรา
    เกี่ยวกับไทยรัฐมูลนิธิไทยรัฐศูนย์ข้อมูลไทยรัฐบริการข่าวไทยรัฐ - App & SMSFAQศูนย์ช่วยเหลือนโยบายความเป็นส่วนตัวเงื่อนไขข้อตกลงการใช้บริการไทยรัฐโลจิสติคส์