ขึ้นภาษีบุหรี่ขายปลีกอีก 20% สร้าง Smoke Free Generation

ข่าว

    ขึ้นภาษีบุหรี่ขายปลีกอีก 20% สร้าง Smoke Free Generation

    ลม เปลี่ยนทิศ

      1 ต.ค. 2564 06:17 น.

      วันนี้ผมขอแสดงความชื่นชม คุณลวรณ แสงสนิท อธิบดีกรมสรรพสามิต คุณอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีคลัง และ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ที่เห็นชอบให้ ขึ้นภาษีบุหรี่ ในที่ประชุม ครม. วันอังคารที่ 28 ก.ย. มีผลตั้งแต่วันนี้ 1 ตุลาคม 2564 เพื่อปกป้องคุ้มครองสุขภาพของประชาชน การขึ้นภาษีบุหรี่ ผมถือเป็นความกล้าหาญอย่างหนึ่งของรัฐมนตรีคลังและนายกรัฐมนตรี เพราะการขึ้นภาษีบุหรี่ในทุกประเทศ จะถูกต่อต้านจากบริษัทบุหรี่ข้ามชาติยักษ์ใหญ่ โดยเฉพาะ สหรัฐฯ ด้วยการล็อบบี้ผลประโยชน์ก้อนโตผ่านนักการเมืองไปจนถึงการต่อต้านของผู้ค้ารายย่อย

      สิ่งที่ บริษัทบุหรี่ข้ามชาติกลัวมากที่สุด ก็คือ คนเลิกสูบบุหรี่จึงต้องพยายามหาทุกวิถีทางเพิ่มคนสูบบุหรี่ให้มากที่สุดด้วยการขายในราคาถูก ไปจนถึงการพัฒนาบุหรี่ไฟฟ้าที่เติมกลิ่นรสได้สารพัดชนิดเพื่อเพิ่มผู้สูบ แต่ทำให้ผู้สูบเสียชีวิตเร็วขึ้นก่อนวัยอันควร

      การขึ้นภาษีบุหรี่ของ กระทรวงการคลัง ครั้งนี้ ปรับขึ้นทั้งสองฐานคือ ด้านปริมาณจากมวนละ 1.20 บาท ขึ้นเป็นมวนละ 1.25 บาท เท่ากับขึ้นซองละ 1 บาท ถือว่าขึ้นน้อยมาก และปรับฐานภาษีขายปลีกจากซองละไม่เกิน 60 บาท ภาษี 20% เป็นไม่เกินซองละ 72 บาท ภาษี 25% ส่วนราคาขายปลีกเกินซองละ 72 บาท ภาษีเพิ่มจาก 40% เป็น 42% ส่งผลให้ราคาขายปลีกจากซองละ 55 บาท ขึ้นเป็น 64 บาท ซองละ 60 ขึ้นเป็น 70–72 บาท กลุ่มบุหรี่ราคาแพงที่ได้รับความนิยมซองละ 95 บาท ขึ้นเป็นซองละ 110–115 บาท

      ผมลองเทียบกับ ราคาขายปลีกบุหรี่ในสหรัฐฯ ผู้ส่งออกบุหรี่รายใหญ่ของโลก บุหรี่ในไทยขายถูกเทียบกันไม่ได้เลย บุหรี่ในสหรัฐฯขายซองละ 7 เหรียญ ประมาณ 231 บาท ยังไม่รวมภาษีท้องถิ่นของแต่ละรัฐ เช่น รัฐนิวยอร์กเก็บภาษีบุหรี่ซองละ 4.35 เหรียญ 143.55 บาทนี่ยังไม่รวม ภาษีของรัฐบาลกลาง ทำให้ราคาบุหรี่ในสหรัฐฯแพงมาก แพงจนชาวอเมริกันก็สูบน้อยลง

      มีพ่อค้าบุหรี่จงใจพูดให้คนเข้าใจผิดว่า การขึ้นภาษีบุหรี่ทำให้รัฐบาลเก็บภาษีได้น้อยลง โดยเอาตัวเลขภาษีบุหรี่ย้อนหลังมาโชว์เป็นการให้ข้อมูลที่บิดเบือน

      เพราะ ตรรกะของการขึ้นภาษีบุหรี่ รัฐไม่ได้ต้องการรายได้เพิ่มขึ้นจากภาษีบุหรี่ แต่รัฐขึ้นภาษีบุหรี่ เพื่อให้บุหรี่มีราคาแพงขึ้น คนไทยจะได้สูบบุหรี่น้อยลง หรือ เลิกสูบบุหรี่ไปเลย โดยเฉพาะคนจน เพื่อรักษาและปกป้องสุขภาพของประชาชน โดยเฉพาะ คนที่ไม่สูบบุหรี่ แต่กลับต้องได้รับควันบุหรี่มือสองจากผู้สูบในที่ต่างๆ ซึ่งมีผลเสียต่อสุขภาพเช่นเดียวกับผู้สูบบุหรี่

      ข้อมูลสาธารณสุขจากสหรัฐฯ ระบุว่า การสูบบุหรี่ในสหรัฐฯได้สร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจสหรัฐฯ คิดเป็นมูลค่าปีละกว่า 300,000 ล้านดอลลาร์ ราว 10 ล้านล้านบาท เป็น ค่ารักษาพยาบาลผู้ป่วยจากโรคที่เกิดจากบุหรี่ เช่น ปอด ถุงลมโป่งพอง ปีละกว่า 170,000 ล้านดอลลาร์ ราว 5.6 ล้านล้านบาท และ ความสูญเสียทางเศรษฐกิจอีกราว 156,000 ล้านดอลลาร์ ราว 5.14 ล้านล้านบาท จากผู้ที่เสียชีวิตจากโรคที่เกิดจากบุหรี่ก่อนวัยอันควร และเจ็บป่วยจากโรคที่เกิดจากบุหรี่จนไม่สามารถทำงานได้

      ในเวทีประชุม เอเชีย แปซิฟิก คอนเฟอร์เรนซ์ ออน โทแบคโค เฮลท์ ที่กรุงเทพฯ เมื่อต้นเดือนกันยายน ดร.สุปรีดา อดุลยานนท์ ผู้จัดการกองทุน สสส. ได้เปิดเผยถึงฉากทัศน์การควบคุมการสูบบุหรี่ของไทยว่า ต้องการเป็น Smoke Free Thailand และ Smoke Free Generation ในอนาคต เพื่อลดการบริโภคยาสูบในไทยลงเป็นศูนย์ การรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ในช่วงที่ผ่านมา ทำให้คนไทยสูบบุหรี่ลดลงเฉลี่ย 72,000 คนต่อปี และยังพบ ผู้ป่วยโควิดในช่วงกลุ่มอายุ 35 ปี กว่าครึ่งมีประวัติการสูบบุหรี่ ทำให้ปอดติดเชื้อได้ง่าย และทำให้ระบบภูมิคุ้มกันลดลง

      นี่คือเหตุผลที่ต้องขึ้นภาษีบุหรี่ทุกปี เพื่อปกป้องสุขภาพของคนไทย ไม่ใช่เพื่อเก็บภาษีให้ได้มากขึ้น อย่างที่พ่อค้าบุหรี่ให้ข้อมูลบิดเบือน.

      “ลม เปลี่ยนทิศ”

      อ่านเพิ่มเติม...

      แท็กที่เกี่ยวข้อง

      ภาษีบุหรี่ภาษีบุหรี่ใหม่ขึ้นภาษีบุหรี่บุหรี่ขึ้นราคาบุหรี่ขึ้นลม เปลี่ยนทิศหมายเหตุประเทศไทย

      คุณอาจสนใจข่าวนี้

      thairath-logo

      ApplicationMy Thairath

      ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
      Trendvg3 logo
      Sonp logo
      inet logo
      วันอังคารที่ 19 ตุลาคม 2564 เวลา 07:38 น.
      ติดต่อโฆษณาร่วมงานกับเราติดต่อเรา
      เกี่ยวกับไทยรัฐมูลนิธิไทยรัฐศูนย์ข้อมูลไทยรัฐบริการข่าวไทยรัฐ - App & SMSFAQศูนย์ช่วยเหลือนโยบายความเป็นส่วนตัวเงื่อนไขข้อตกลงการใช้บริการไทยรัฐโลจิสติคส์