วิกฤติโควิด ฟ้าทะลายโจรกลายเป็นที่ต้องการของตลาด อานิสงส์จึงตกไปอยู่กับผู้ผลิต ที่มีทั้งกลุ่มเกษตรกร ภาคเอกชน

รวมไปถึงผู้ผลิตเมล็ดและต้นพันธุ์ ราคาขยับขึ้น จากเดิมให้กันยังแทบไม่มีใครเอา กลายมาเป็นต้นละไม่ต่ำกว่า 30 บาท...ไม่รู้ว่าสบช่องราคาพุ่งสูง หน่วยงานภาครัฐหลายแห่งต่างออกมาหนุนเต็มสูบให้เกษตรกรปลูกกัน

กระทรวงยุติธรรม จัดโครงการส่งเสริม “ฟ้าทะลายโจร ปลูกเดือนแม่ เก็บเกี่ยวเดือนพ่อ” สั่ง ป.ป.ส.นำร่องหมู่บ้านกองทุนแม่ของแผ่นดิน 1,000 แห่ง ปลูกฟ้าทะลายโจร เป้าหมาย 12 ล้านต้น เฉลิมพระเกียรติเนื่องในวันแม่แห่งชาติ 12 สิงหาคม เพื่อนำมาช่วยประชาชนที่ต้องการ

กระทรวงเกษตรฯ สั่งการให้กองขยายพันธุ์พืชนำเมล็ดพันธุ์ฟ้าทะลายโจรมาเพาะขยายพันธุ์และต่อยอดสู่โครงการผลิตต้นพันธุ์ฟ้าทะลายโจรสนับสนุนการรักษาโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19)

ผ่านศูนย์ขยายพันธุ์พืชทั้ง 10 ศูนย์ ได้แก่ จ.ชลบุรี ตรัง นครราชสีมา นครศรีธรรมราช บุรีรัมย์ พิษณุโลก มหาสารคาม ลำพูน สุพรรณบุรี และอุดรธานี โดยจะให้บริการศูนย์ละ 50,000 ต้น รวมจำนวนทั้งสิ้น 500,000 ต้น ยังไม่รวมพื้นที่สหกรณ์ที่ได้รับการส่งเสริมให้ปลูกอีกราว 500 ไร่

สำหรับกลุ่มแปลงใหญ่สมุนไพร 6 แปลง ที่มีการจัดทำเอ็มโอยูกับโรงพยาบาลที่มีการผลิตยาสมุนไพรไปแล้ว อันนี้ไม่น่าห่วง เพราะผลิตแล้วมีที่ขายแน่นอน สามารถวางแผนการผลิตตามเอ็มโอยูได้

ขณะที่ภาคเอกชนยักษ์ใหญ่ เครือเจริญโภคภัณฑ์ จัดตั้งโครงการ “ปลูกฟ้าทะลายโจร 100 ไร่ 100 วัน” เพื่อผลิตยาสมุนไพรไทยฟ้าทะลายโจรจำนวน 30 ล้านแคปซูลแจกจ่ายฟรีให้ประชาชน

ไม่ต่างจาก บริษัท เมืองเศรษฐกิจพอเพียง โดย สกาย ครอป เริ่มปลูกฟ้าทะลายโจรกว่า 5,000 ไร่ ต.ท่าเกวียน อ.วัฒนานคร จ.สระแก้ว คาดจะเก็บเกี่ยวได้ถึง 15 ล้านตัน แปรรูปอบแห้งได้ 2.5 ล้านตัน แปรรูปเป็นแคปซูลบรรจุขวด ตั้งเป้าส่งออกกระตุ้นเศรษฐกิจ และช่วยเหลือเกษตรกรในหลายวิสาหกิจชุมชนที่เข้าร่วมโครงการ พร้อมกับเตรียมเปิดเป็นศูนย์เรียนรู้ด้านการเกษตรที่ใหญ่ที่สุดในภาคตะวันออก

บอกตามตรงไม่ห่วงภาคเอกชน เพราะมีเป้าหมายมีตลาดแน่นอน แต่กับภาครัฐ บอกได้หรือยังตลาดอยู่ไหน ใครแปรรูป มาตรฐานการผลิตอยู่ที่ใด ปลูกแล้วล้นตลาดใครจะรับผิดชอบ.

สะ–เล–เต