กฎหมายพิเศษปราบยานรก หลงทิศจับผิดทางคดีพุ่ง

ข่าว

    กฎหมายพิเศษปราบยานรก หลงทิศจับผิดทางคดีพุ่ง

    ไทยรัฐฉบับพิมพ์

      24 ก.ย. 2564 05:16 น.

      เหตุอุกฉกรรจ์ “ผู้กำกับโจ้และอดีตตำรวจชุดปราบปรามยาเสพติด” ทำร้ายเค้นข้อมูลขยายผลทางคดีจากผู้ต้องหาด้วยถุงดำครอบหัวขาดอากาศหายใจตาย กลายเป็นคดีใหญ่สะเทือนภาพลักษณ์ สนง.ตำรวจแห่งชาติ และความเชื่อมั่นกระบวนการยุติธรรมอาญาอย่างไม่เคยเกิดมาก่อน

      แน่นอนว่าความรุนแรงในการสอบสวนนี้เป็นช่องว่างการใช้อำนาจของเจ้าหน้าที่รัฐที่มีกฎหมายรับรองต่อการสืบสวนสอบสวน โดยเฉพาะ “คดีเกี่ยวกับยาเสพติด” ตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามยาเสพติด พ.ศ.2519 ให้อำนาจพิเศษแก่เจ้าหน้าที่ ป.ป.ส. หรือตำรวจรับมอบหมายนี้สามารถควบคุมผู้ถูกจับไว้ได้ 3 วัน

      ทั้งไม่จำกัดสถานที่ควบคุมตัว เพื่อเป็นเครื่องมือต่อ “การขยายผล” ค้นหาเส้นทางผู้กระทำผิด แหล่งผลิต หรือผู้จำหน่ายรายใหญ่ จนถูกมองว่า “คดียาเสพติดมีอำนาจมากกว่าความผิดอาญาทั่วไป” ที่มักกลายเป็นช่องทางให้เจ้าหน้าที่รัฐบางคนใช้อำนาจตามอำเภอใจเกินจำเป็นในทางล่วงละเมิดต่อกฎหมาย

      ไม่ว่าจะเป็นการทรมานร่างกายและจิตใจผู้กระทำความผิด บีบบังคับให้รับสารภาพมุ่งแสวงหาพยานหลักฐานอย่างกรณี “คดีผู้กำกับโจ้ และพวก” ที่เป็นการก้าวล่วงสิทธิและเสรีภาพของบุคคลตามหลักนิติธรรมด้วยซ้ำ จน

      นำมาสู่เป็นกรณีศึกษาการใช้ความรุนแรงของเจ้าหน้าที่เพื่อให้มาซึ่งข้อมูลนี้

      สถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (องค์การมหาชน) จัดเสวนา ZOOM OUT อำนาจตำรวจส่องวิธีการ “เค้น” หาความจริง ช่วงหนึ่ง วันชัย รุจนวงศ์ กรรมการในคณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านกระบวนการยุติธรรม กล่าวถึงกรณีศึกษาการใช้อำนาจของตำรวจเพื่อค้นหาความจริงคดีอดีต ผกก.โจ้ ว่า

      เหตุการณ์ “คดีผู้กำกับโจ้เป็นเพียงส่วนเล็กๆ” ที่เกิดขึ้นในระบบใหญ่ในกระบวนการยุติธรรมไทยที่ดูเหมือนปกติ แต่ความจริงแล้วไม่ปกติบิดเบี้ยวไปที่เริ่มจาก “นโยบายและกฎหมายเกี่ยวกับคดียาเสพติด” ต้นตอเกิดเหตุกระทำต่อผู้ต้องหาในคดียาเสพติดนี้ อันมิใช่เป็นกรณีแรก แต่เกิดขึ้นมาเป็นประจำแล้วด้วยซ้ำ

      ในบรรดาเกี่ยวกับโทษทางคดีอาญา “นโยบายและกฎหมายคดียาเสพติด” พบมีปัญหามากที่สุด เพราะประเทศไทยรณรงค์ยาเสพติดออกกฎหมายรุนแรง เพื่อให้อำนาจพิเศษต่อการป้องกันปราบปรามมากขึ้นเรื่อยๆ ตามรูปแบบโมเดลมาจาก “สหรัฐอเมริกา” ตั้งแต่มีการผลักดันให้ “ตั้งสำนักงาน ป.ป.ส.” เมื่อ 40 ปีก่อน

      ปัจจัยจาก “เฮโรอีน” ผ่านเข้าในไทยแล้วทะลักไปสู่อเมริกา...ยุโรปมากมาย ไม่นาน “ตำรวจ” ก็ตั้งกองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด เพื่อทำงานสอดรับการป้องกันปราบปรามยาเสพติดในช่วงนั้นด้วย

      กระทั่งปี 2550 มานี้ “ประเทศไทย” เริ่มมีการรณรงค์เกี่ยวกับยาเสพติดหนักมาก โดยไม่แยกแยะชนิดประเภท จนทำให้สังคมในปัจจุบันมอง “ยาเสพติดเป็นภัยร้ายแรง บุคคลใดเข้าไปยุ่งเกี่ยวมักถูกตีตราเป็นคนร้าย คนเลวคนทำลายชาติ” กลายเป็นสังคมถูกครอบงำด้วยนโยบายการรณรงค์นี้ด้วยซ้ำ

      หนำซ้ำ “นักการเมือง” ก็ถูกครอบงำด้วยทัศนคติที่ว่า “ผู้เกี่ยวข้องกับยาเสพติดเป็นเสมือนปีศาจอสูรร้าย” ฉะนั้นแล้ว “มาตรการทางกฎหมายเกี่ยวกับการป้องกัน และการปราบปราม” ที่ออกมาให้อำนาจพิเศษเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติใช้จับกุมผู้กระทำความผิดมักมีความรุนแรงเพิ่มมากขึ้นตามมาทันที

      เพื่อนำสู่เป้าหมาย “จับกุมผู้ค้ารายใหญ่” แต่กลับพบนโยบาย และเนื้อหากฎหมายไม่เขียนข้อปฏิบัติชัดเจน กลายเป็นให้ทำการตรวจค้น จับกุมกรณีสงสัยผู้นั้นมียาเสพติดโดยไม่ต้องมีหมายได้ แม้การจับกุมแล้วยังนำตัวสอบสวนขยายผลในพื้นที่อื่นใดได้ 3 วัน ก่อนส่งพนักงานสอบสวนนับเวลาควบคุมตัวต่ออีก 48 ชม.

      สะท้อนให้เห็นปัญหานโยบาย ข้อกฎหมายผิดพลาดหลายประการ เช่น ข้อแรก...ไม่แยกชนิดการจัดการกับยาเสพติดแบ่งเป็น 3 ประเภท เช่น ยาชนิดร้ายแรง ยาชนิดกระตุ้น ยาชนิดกล่อมประสาท ข้อสอง...ไม่แยกความผิดรายใหญ่ หรือรายย่อย เพราะเมื่อก่อนการออกกฎหมายมุ่งเน้นจับกุมผู้กระทำแบบเหมารวมหมด

      แม้เพียง “ผู้เสพก็ถูกจับกุมดำเนินคดี” เสมือนข่มขู่ไม่ให้คนกล้ายุ่งกับยาเสพติด แต่ถ้าพิจารณาให้ดีเรื่องนี้ไม่สอดคล้องทางสังคมที่มักมี “คนจิตอ่อน” กลุ่มทัศนคติคึกคะนองถูกยั่วยุ อยากรู้ อยากเห็น อยากลองยาเสพติดอยู่มากมาย โดยเฉพาะ “ยาบ้า โคเคน” ที่เป็นยาเสพติดประเภทกระตุ้นกำลังนิยมระบาดหนักที่สุด

      ส่วน “เฮโรอีน” ยาเสพติดร้ายแรงกลับใช้กันน้อย เพราะขาดยามักดิ้นทุรนทุราย เมื่อ “กฎหมายเน้นจับกุมแบบเหมาเข่ง” ทำให้ช่วงหนึ่งเรือนจำมีผู้ต้องขังคดียาเสพติดสูง 4 แสนคน ต้องออกกฎหมายฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด เพื่อกักตัวผู้เสพไปสู่การบำบัด แต่ก็เจอปัญหาไม่มีกระบวนการคัดกรองชัดเจนอีก

      เช่น มียาบ้าไม่เกิน 5 เม็ด ต้องตรวจหาสารเสพติดในร่างกายมีจริงหรือไม่ ก่อนเข้าสู่การฟื้นฟูสมรรถภาพที่ต้องถูกคุมขังรอผลการพิสูจน์ 45 วัน กลายเป็นการทำลายทรัพยากรมนุษย์ตามมา

      ประเด็นต่อมา... “กฎหมายพิเศษใช้ได้เฉพาะผู้ค้ารายย่อย” เพราะเป็นกลุ่มจับกุมได้ง่าย ทั้งยังมีปัจจัยคนในสังคมมักมีทัศนคติ “ตีตราผู้เสพยา หรือเคยต้องโทษคดียารายย่อย” ให้เป็นผู้ด้อยโอกาสจนทำให้คำพูดไม่มีน้ำหนักต่อคนอื่น ส่งผลให้เจ้าหน้าที่รัฐสามารถเรียกตรวจจับกุมเมื่อใดก็ได้

      แต่ระหว่างควบคุมตัวนี้ก็มีข่าวกล่าวกันเสมอว่า “บางรายมีการต่อรองเสียเงินเสียทองกัน” ไม่ต้องลงบันทึกการจับกุมกัน ด้วยเหตุที่ “ผู้ถูกจับกุมคดียาเสพติด” พูดสิ่งใดออกไปมักไม่มีใครเชื่อ “ถูกมองเป็นพวกขี้ยาไม่น่าเชื่อถือ” ที่เป็นช่องทางให้มีพฤติการณ์การกระทำมิชอบด้วยกฎหมายเพิ่มมากขึ้นมาเรื่อยๆ

      กระทั่งทำให้ “คดียาเสพติดกลายเป็นปัญหาใหญ่ในกระบวนการ ยุติธรรม” สถิติ 1 ก.ย.2564 นักโทษเด็ดขาดในกรมราชทัณฑ์ราว 2.4 แสนคน จำนวนนี้ คดียาเสพติด 1.99 แสนคน คิดเป็นร้อยละ 82 ของนักโทษทั้งหมด แยกเป็นยาบ้า 75% ยาไอซ์ 13% เฮโรอีน 0.39% ดังนั้น อาชญากรรมทุกคดีรวมกันมีไม่ถึง 5 หมื่นคน

      “จริงๆแล้วยาบ้าเป็นยาเสพติดประเภทกระตุ้นที่ไม่ใช่ชนิดร้ายแรง แต่ด้วยนโยบายเกี่ยวกับยาเสพติดผิดพลาดยกระดับให้เป็นประเภท 1 นำไปสู่การปราบปรามอย่างจริงจังกว้างขวางนี้ ทำให้ผู้ต้องหาถูกจับกุมอยู่ในเรือนจำส่วนใหญ่ 99% เป็นผู้เสพ และจำหน่ายเป็นรายย่อย แต่หากเป็นรายใหญ่จับได้น้อยมาก” วันชัย ว่า

      ประเทศไทยปราบปรามยาเสพติดมา 40 ปี แต่นับวันยิ่งเพิ่มมากขึ้นจากสมัยเคยเป็นอธิบดีกรมราชทัณฑ์ในปี 2547 มีนักโทษคดียาเสพติดในเรือนจำ 54% จนมาปี 2564 เพิ่มเป็น 82% หากนโยบายเน้นจับกุมทุกรายเข้าเรือนจำเช่นนี้ “ย่อมทำลายทรัพยากรมนุษย์” เพราะพ้นโทษมาต้องตกเป็นขี้ยาแล้วยังถูกตีตราเป็นขี้คุกอีก

      เมื่อเป็นเช่นนี้ “ผู้ต้องขังพ้นโทษ” มักมีประวัติหมดอนาคตโดยปริยายจำใจมี 2 ทางเลือกคือ “ก่อเหตุอาชญากรรมและค้ายาเสพติดซ้ำ” ในบางคนเคราะห์ซ้ำกรรมซัดกลับตกเป็นเหยื่อของ “เจ้าหน้าที่รัฐบางคนที่ไม่มีศีลธรรม” ในการหาประโยชน์ในทางมิชอบ ด้วยการจับกุมตัวเข้าอยู่ในเซฟเฮาส์เรียกรับเงินต่อรองก็มี

      อย่างล่าสุดพื้นที่พัทยา จ.ชลบุรี แก๊งอ้างเป็นตำรวจยัดยาสาวรีดเงินที่ร้องเรียนกันอยู่ อีกรายแม่ร้องขอความเป็นธรรมลูก 2 คน ถูกชายอ้างตัวเป็นทหารชุดปราบปรามยาเสพติดจับกุมตัวไปที่ค่ายทหารแห่งหนึ่งในภาคอีสาน เป็นเหตุให้ลูกชายคนโตเสียชีวิต และลูกชายคนเล็กอาการสาหัสจนวันนี้เรื่องก็เงียบหายไป

      ตอกย้ำว่า “ประเทศไทย” ต้องเปลี่ยนวิธีการปราบปรามยาเสพติดออกจากโมเดลสหรัฐอเมริกา เป็นเครื่องพิสูจน์แล้วว่า “ไม่ประสบความสำเร็จ” จากตัวเลขเพิ่มขึ้นไม่ลดน้อยถอยลงเลย สังเกตจากอดีตเคยจับยาบ้าครั้งละ 1 แสนเม็ด ตอนนี้จับเป็น 10 ล้านเม็ด สะท้อนถึงปัญหาทับถมเพิ่มพูนมาตลอดเวลา

      ขอเสนอให้ “ศึกษาระบบนโยบายและกฎหมายยาเสพติดในยุโรป” แยกทุ่มเทปราบปรามรายใหญ่จริงจัง ส่วนผู้ค้ารายย่อยเป็นปัญหาสังคมก็ต้องแก้ด้วยสังคม ถ้า “เจ้าหน้าที่รัฐ” กระทำการอันมิชอบด้วยกฎหมายไม่ว่ากรณีใดก็ตาม จำเป็นต้องให้องค์กรอื่นเข้ามาทำการสอบสวน เพื่อเกิดความโปร่งใส เป็นธรรม

      ที่สุดแล้วต้องกลับมาทบทวน “นโยบายและข้อกฎหมายเกี่ยวกับคดียาเสพติดกันใหม่” มิเช่นนั้นความเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรมอาญาของประชาชนอาจถึงวันแห่งการล่มสลายในเร็ววัน.

      อ่านเพิ่มเติม...

      อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

      แท็กที่เกี่ยวข้อง

      คดียาเสพติดคดียาบ้ายาเสพติดกฎหมายพิเศษกฎหมายพิเศษปราบยาเสพติดพ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามยาเสพติดสกู๊ปหน้า 1

      คุณอาจสนใจข่าวนี้

      thairath-logo

      ApplicationMy Thairath

      ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
      Trendvg3 logo
      Sonp logo
      inet logo
      วันพุธที่ 20 ตุลาคม 2564 เวลา 12:37 น.
      ติดต่อโฆษณาร่วมงานกับเราติดต่อเรา
      เกี่ยวกับไทยรัฐมูลนิธิไทยรัฐศูนย์ข้อมูลไทยรัฐบริการข่าวไทยรัฐ - App & SMSFAQศูนย์ช่วยเหลือนโยบายความเป็นส่วนตัวเงื่อนไขข้อตกลงการใช้บริการไทยรัฐโลจิสติคส์