ผลพวงโควิด "เด็กกำพร้า" แนวโน้มเพิ่มขึ้น จิตใจบอบช้ำ อาจอยู่ในภาวะโดดเดี่ยว

ข่าว

    ผลพวงโควิด "เด็กกำพร้า" แนวโน้มเพิ่มขึ้น จิตใจบอบช้ำ อาจอยู่ในภาวะโดดเดี่ยว

    ไทยรัฐออนไลน์

    14 ก.ย. 2564 16:00 น.

    • จากข้อมูลตั้งแต่วันที่ 27 ก.ค.-4 ก.ย. 2564 พบ "เด็กกำพร้า" จำนวน 369 คน มีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้น
    • เด็กส่วนใหญ่ที่ได้รับผลกระทบ 80% คือ "เด็กยากจน" ด้อยโอกาส
    • หากเด็กที่ต้องเผชิญกับเหตุการณ์สูญเสีย แล้วไม่ได้รับการฟื้นฟูเยียวยาจิตใจ อาจส่งผลกระทบต่อเนื่อง ยาวนาน

    จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส "โควิด-19" ที่ส่งผลกระทบรุนแรงต่อประชากรทั่วโลก โดยเฉพาะกลุ่ม "เด็ก" ที่กลายเป็นประชากรกลุ่มแรกๆ ที่ได้รับผลกระทบจากภาวะวิกฤตินี้ ทั้งในเรื่องของการศึกษา การใช้ชีวิต และครอบครัว เมื่อพ่อแม่ผู้ปกครองติดเชื้อและต้องไปรักษาตัว ทำให้เด็กหลายคนถูกละเลย หรือไม่ได้รับการดูแลอย่างที่พวกเขาควรได้รับ เลวร้ายกว่านั้นคือ พ่อแม่ หรือผู้ดูแล ต้องเสียชีวิตลง ส่งผลให้เด็กเหล่านี้ต้องกลายเป็น "เด็กกำพร้า" ไปโดยปริยาย

    ย้อนไปก่อนหน้านี้ มีข่าวที่สะเทือนใจใครหลายคน ภาพของเด็กหญิงน้อยสองคนนั่งจับมือกันแน่น ในวันที่โควิดได้พรากชีวิตแม่ของพวกเขาไป ทิ้งไว้เพียงคำสั่งเสียที่บอกให้ลูกไปอยู่บ้านเด็กกำพร้า รวมทั้งข่าวเด็กหญิงวัย 7 ขวบ ที่ไปปลุกแม่ให้ตื่นมาต้มบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปให้กิน แต่แม่ไม่ยอมตื่น ไม่ยอมพูดคุยด้วย จึงลงมาแจ้ง รปภ. แล้วพบว่า แม่เสียชีวิตแล้วด้วยโรคโควิด-19

    สิ่งเหล่านี้กลายเป็นเรื่องบีบคั้นหัวใจของผู้ที่ทราบข่าวเป็นอย่างมาก แต่อาจเป็นเพียงเศษเสี้ยวเรื่องราวการสูญเสียที่เกิดขึ้นจากวิกฤติในครั้งนี้ ซึ่งปฏิเสธไม่ได้ว่า ยังมีเด็กอีกมากมายที่ต้องเผชิญหน้ากับการสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รัก ขณะที่เด็กหลายคนอาจจะยังมีสมาชิกครอบครัวคนอื่นคอยดูแล แต่ก็มีอีกหลายคนที่กลายเป็นเด็กกำพร้า ถูกทิ้งเอาไว้เบื้องหลัง โดยไม่รู้ชะตากรรม

    "เด็กกำพร้า" มีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้น

    นางสุภัชชา สุทธิพล อธิบดีกรมกิจการเด็กและเยาวชน กล่าวว่า สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ยังคงส่งผลกระทบในวงกว้าง กลุ่มเด็กยังคงจำเป็นต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิดและต่อเนื่อง ข้อมูลจากศูนย์ข้อมูลโควิด-19 พบมีเด็กติดเชื้อสะสมตั้งแต่ 1 ม.ค.-4 ก.ย. 2564 จำนวน 142,870 คน แบ่งเป็น กทม. จำนวน 31,111 คน และภูมิภาค 111,759 คน โดยยังคงติดเชื้อรายวันมากกว่า 2,000 ราย ที่สำคัญผู้เสียชีวิตเฉลี่ยรายวันยังคงขึ้นลงมากกว่า 200 รายต่อวัน ซึ่งหากผู้เสียชีวิตเป็นพ่อแม่ หรือผู้ปกครอง ก็จะส่งผลให้มีเด็กกำพร้าเพิ่มมากขึ้น

    เมื่อสำรวจข้อมูลตั้งแต่วันที่ 27 ก.ค.-4 ก.ย. 2564 พบ เด็กกำพร้า จำนวน 369 คน โดยกำพร้าบิดามากที่สุด 180 คน กำพร้ามารดา 151 คน กำพร้าทั้งบิดาและมารดา 3 คน และกำพร้าผู้ปกครอง 35 คน อยู่ในช่วงอายุระหว่าง 6-18 ปี โดยร้อยละ 33.06 เป็นเด็กที่เรียนชั้นประถมศึกษา

    สำหรับปัจจุบัน "เด็กกำพร้า" จำนวน 369 คน ได้รับการดูแลในรูปแบบครอบครัว 367 คน มีรายละเอียดดังนี้ อยู่กับพ่อหรือแม่ 231 คน อยู่กับครอบครัวเครือญาติ 133 คน และอยู่กับครอบครัวอุปถัมภ์อาสาสมัคร 3 คน และอยู่ในบ้านพักเด็กและครอบครัว/สถานสงเคราะห์เพื่อจัดหาครอบครัวทดแทน 2 คน

    โดยได้รับการช่วยเหลือเฉพาะหน้า ได้แก่ ให้คำปรึกษาเบื้องต้น, มอบถุงยังชีพ, เครื่องอุปโภคบริโภค, จ่ายเงินสงเคราะห์/เงินฉุกเฉิน, ประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อให้การช่วยเหลือ, ติดตามเยี่ยมบ้าน และฟื้นฟูเยียวยาคุณภาพชีวิต โดยข้อมูลเด็กกำพร้าจะถูกบันทึกลงในระบบสารสนเทศ เพื่อการคุ้มครองเด็กในการวางแผนการดูแลและการจัดบริการให้แก่เด็กทั้งระยะสั้นและระยะยาว

    เด็กส่วนใหญ่ที่ได้รับผลกระทบ คือ เด็กยากจนด้อยโอกาส

    ศาสตราจารย์ สมพงษ์ จิตระดับ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ภาคประชาสังคม กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา กล่าวว่า จากการลงพื้นที่ของในช่วงที่ผ่านมา พบว่า เด็กส่วนใหญ่ที่ได้รับผลกระทบ 80% คือเด็กยากจนด้อยโอกาส ในชุมชนแออัดที่นอกจากเหลื่อมล้ำด้านการเงินแล้ว ยังเหลื่อมล้ำด้านการศึกษา โดยเฉพาะพ่อแม่ที่ป่วยไข้แล้วตกงาน ถูกเลิกจ้าง ไม่มีเงินซื้ออาหาร ไม่มีเงินจ่ายค่าเช่าบ้าน ซึ่งยังไม่นับเรื่องการเรียนออนไลน์ เพราะไม่มีอุปกรณ์ ไม่มีความพร้อม และมีความเสี่ยงที่จะไม่ได้กลับมาเรียนอีก อาจจะต้องหลุดจากระบบการศึกษา

    สำหรับการดูแล "เด็กกำพร้า" ขอเสนอให้รัฐบาลออกมาตรการเรียนฟรีจนถึงระดับอุดมศึกษา เพื่อให้ครอบคลุมทั้งกลุ่มที่สูญเสียพ่อแม่เพราะการติดเชื้อโควิด-19 หรือเสียชีวิตจากการฆ่าตัวตายจากวิกฤติเศรษฐกิจ รวมทั้งต้องให้คำแนะนำแก่ครูและโรงเรียน ในการเตรียมความพร้อมเพื่อดูแลเด็กนักเรียนที่สูญเสียบุคคลอันเป็นที่รักหรือสมาชิกครอบครัวจากวิกฤติโควิด โดยแม้เด็กจะกลับมาเข้าห้องเรียนได้ แต่สภาพจิตใจอาจยังไม่พร้อมสมบูรณ์

    ด้าน นายเอกลักษณ์ หลุ่มชมแข ตัวแทนมูลนิธิกระจกเงา กล่าวว่า ครอบครัวผู้ปกครองที่พบว่าติดเชื้อโควิด เมื่อพบอยู่ในห้องเช่าพื้นที่มีบริเวณจำกัด ต้องรับประทานอาหารและใช้ชีวิตอยู่ร่วมกัน ทำให้เด็กมีความเสี่ยงในการติดเชื้อไปด้วย ซึ่งก่อนหน้านี้ยังไม่มีการทำ Home Isolation ผู้ปกครองต้องเข้าไปรักษาตัวในโรงพยาบาล ทำให้มีช่องว่างต้องทิ้งเด็กอยู่ตามลำพัง

    ในขณะที่เด็กบางกลุ่ม อาจจะไม่ได้ติดเชื้อโควิด แต่เป็นกลุ่มเสี่ยงที่ไปคลุกคลีอยู่กับผู้ปกครองที่ติดเชื้อ โดยที่เด็กหลายคนมีญาติ หรือดูแลแทนผู้ปกครอง สามารถดูแลแทนได้ แต่ปัญหาอยู่ที่ความรู้ความเข้าใจในตัวญาติที่อาจจะไม่กล้ารับเด็กเข้ามาดูแล เนื่องจากกลัวจะเป็นกลุ่มเสี่ยงไปด้วย โดยเฉพาะญาติที่มีฐานะยากจน อยู่ในห้องเช่า อพาร์ตเมนต์ที่ไม่มีพื้นที่กว้างพอจะแบ่งแยกสัดส่วนได้ ยิ่งทำให้ไม่กล้าที่จะรับเด็กไปดูแล แม้จะเป็นญาติกันก็ตาม

    ที่ผ่านมา ทางมูลนิธิได้เห็นว่าการให้ความดูแล หรือคุ้มครองเด็กนั้น จำเป็นที่จะต้องให้เด็กอยู่กับครอบครัวก่อน ถือเป็นเรื่องที่ทางเราทำในทุกกรณี แม้ไม่ใช่เรื่องโควิดก็ตาม เพียงแต่ว่าความพร้อมของญาติ ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับโรคโควิด ถือเป็นเรื่องสำคัญมาก ในขณะที่หน่วยงานของรัฐเอง อาจจะต้องมีหน้าที่คุ้มครองดูแลเด็กชั่วคราวด้วย ว่าเด็กมีผลตรวจติดเชื้อหรือไม่ เป็นกลุ่มเสี่ยงหรือเปล่า หรือมีสถานที่พักอาศัยแบ่งแยกชัดเจนระหว่างหรือไม่

    สำหรับสถานการณ์ ณ ปัจจุบัน ดูเหมือนหลายประเด็นจะเริ่มคลี่คลายลงได้บ้างแล้ว เมื่อประชาชนบางส่วนที่ป่วยติดเชื้อแต่ไม่มีอาการเยอะ จัดอยู่ในกลุ่มสีเขียว ดูแลตัวเองที่บ้านได้ โดยสามารถจัดสัดส่วนในที่พักอาศัย ทำให้สามารถดูแลบุตรหลานได้ส่วนหนึ่ง ส่วนกลุ่มญาติพี่น้อง เมื่อมีความรู้ความเข้าใจเรื่องโควิดมากขึ้น ก็กล้าที่จะรับบุตรหลานญาติตัวเองเข้ามาดูแล ทำให้สถานการณ์เริ่มเปลี่ยนแปลงไปทิศทางที่ดีขึ้น

    หากเด็กไม่ได้รับการฟื้นฟูเยียวยาจิตใจ จะกลายเป็นปัญหาต่อเนื่อง

    อย่างไรก็ตาม เด็กที่ต้องเผชิญกับเหตุการณ์สูญเสียชีวิตของผู้ปกครอง หากไม่ได้รับการฟื้นฟูเยียวยาจิตใจที่เหมาะสม จะกลายเป็นปัญหาต่อเนื่องทั้ง 3 ระยะ คือ 1.ระยะสั้น เป็นการปฐมพยาบาลทางจิตใจสำหรับเด็กที่มีความเข้มแข็งทางใจอยู่แล้วให้ฟื้นคืน โดยอาจไม่จำเป็นต้องพบนักจิตวิทยาเด็ก 2.ระยะกลาง คือเด็กที่มีปัญหาเดิมอยู่แล้ว เมื่อมาเจอกับความสูญเสีย กลุ่มนี้ต้องนำสู่กระบวนการรักษาเต็มรูปแบบทันที 3.ระยะยาว หมายถึง การฟื้นฟูทางสังคมและจิตใจร่วมกัน ด้วยการติดตามจากเจ้าหน้าที่ เพื่อช่วยเด็กในการปรับตัว และเป็นที่ปรึกษาให้กับครอบครัวอุปถัมภ์

    สุดท้าย เพื่อปกป้องไม่ให้เด็กอยู่ในภาวะโดดเดี่ยว ศูนย์ช่วยเหลือเด็กโควิด-19 จึงจำเป็นต้องระดมพลังเครือข่ายอาสาสมัครดูแลเด็กติดเชื้อ, เด็กกลุ่มสัมผัสเสี่ยงสูงที่อายุไม่เกิน 8 ปี หรือไม่สามารถดูแลตัวเองได้ และอาสาสมัครเลี้ยงดูเด็กชั่วคราวในครอบครัวอุปถัมภ์ โดยเป็นผู้มีประสบการณ์การดูแลเด็กมีความเสี่ยงต่ำจากการติดเชื้อขณะปฏิบัติงาน โดยอาสาสมัครจะได้รับการสนับสนุนเป็นค่าตอบแทน อุปกรณ์จำเป็น องค์ความรู้การดูแลเด็ก และการให้คำปรึกษาระหว่างปฏิบัติงาน.

    ผู้เขียน : กนกวรรณ นุตตโยธิน

    กราฟิก : Chonticha Pinijrob

    อ่านเพิ่มเติม...

    แท็กที่เกี่ยวข้อง

    เด็กกำพร้าspecial contentกรมกิจการเด็กและเยาวชนโควิด-19สถานการณ์โควิดครอบครัวยากจนกำพร้ามูลนิธิกระจกเงาดูแลเด็กกำพร้า

    คุณอาจสนใจข่าวนี้

    thairath-logo

    ApplicationMy Thairath

    ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
    Trendvg3 logo
    Sonp logo
    inet logo
    วันศุกร์ที่ 24 กันยายน 2564 เวลา 12:32 น.
    ติดต่อโฆษณาร่วมงานกับเราติดต่อเรา
    เกี่ยวกับไทยรัฐมูลนิธิไทยรัฐศูนย์ข้อมูลไทยรัฐบริการข่าวไทยรัฐ - App & SMSFAQศูนย์ช่วยเหลือนโยบายความเป็นส่วนตัวเงื่อนไขข้อตกลงการใช้บริการไทยรัฐโลจิสติคส์