สวัสดีท่านผู้อ่านทุกท่านครับ สัปดาห์นี้มีเรื่องที่น่าสนใจ ซึ่งมีแฟนเพจได้ส่งคำถามเข้ามาถามในเพจทนายเจมส์ LK เป็นคำถามที่น่าสนใจและผมเชื่อว่าหลายท่านกำลังตกอยู่ในสถานการณ์แบบนี้ จึงอยากนำมาเล่าให้ท่านผู้อ่านได้รับทราบ เพื่อเป็นอุทาหรณ์ ตลอดจนอาจจะนำความรู้นี้ไปแนะนำให้กับผู้ที่ตกอยู่ในสถานการณ์เดียวกับแฟนเพจรายนี้ต่อไป โดยแฟนเพจรายนี้ต้องการใช้เงินด่วน และในช่วงนี้ก็ตกงาน รวมไปถึงประสบปัญหาเกี่ยวกับ สถานการณ์โรคระบาดโควิด-19 หมุนเงินไม่ทันจริงๆ จึงหันไปขอกู้ยืมเงินจากแอปพลิเคชันเงินด่วน ซึ่งปล่อยเงินกู้ออนไลน์ ปัจจุบันมีหลายแอปพลิเคชัน มีหลายเพจที่ปล่อยเงินกู้ออนไลน์ในลักษณะเดียวกัน

แฟนเพจรายนี้ ได้ส่งเอกสาร และทำตามขั้นตอน เพื่อขออนุมัติเงินกู้ผ่านระบบออนไลน์ตามที่แอปพลิเคชันกำหนดทุกประการแล้ว แต่แอดมินแจ้งว่า “การกู้ยืมเงินจะต้องวางเงินประกันในอัตราร้อยละ 10 ของเงินที่ต้องการกู้ยืม” โดยแฟนเพจรายนี้ขอกู้ยืมเงินที่ 30,000 บาท จึงต้องโอนเงินให้แอปพลิเคชันก่อนเป็นเงินจำนวน 3,000 บาท แต่ปัญหา คือ แฟนเพจรายนี้ มีเงินไม่เพียงพอ ถ้ามีเงินก็คงจะไม่ไปขอกู้ยืมเงินจากแอปพลิเคชันแน่นอน แฟนเพจรายนี้จึงไม่ได้โอนเงินไปตามที่แอดมินของแอปพลิเคชันได้แจ้งตามกำหนด

ต่อมา แอดมินของแอปพลิเคชันแจ้งว่า “จะดำเนินคดีแฟนเพจรายนี้ เนื่องจากนำเข้าข้อมูลอันเป็นเท็จ ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์มาตรา 14 มีโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี ปรับไม่เกิน 100,000 บาท” ทำให้แฟนเพจรายนี้วิตกกังวลและกลัวว่าจะถูกดำเนินคดีอาญา จึงนำข้อเท็จจริงมาปรึกษากับทีมงานทนายเจมส์ LK

จากข้อเท็จจริงที่แฟนเพจรายนี้นำมาปรึกษา กรณีลักษณะแบบนี้ ไม่ครบองค์ประกอบความผิด ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ มาตรา 14 แต่ประการใด เป็นแค่เพียงการข่มขู่ของแอดมินแอปพลิเคชันเท่านั้น และส่วนตัวผมยังไม่เคยพบว่า แอปพลิเคชันปล่อยเงินกู้ออนไลน์ไปดำเนินคดีกับลูกหนี้รายใด แต่แอดมินแอปพลิเคชันจะใช้วิธีการกดดันในรูปแบบอื่น เพื่อให้ลูกหนี้ชำระดอกเบี้ย และคืนเงินต้น

...

เบื้องต้นถือว่ายังเป็นความโชคดีของแฟนเพจรายนี้ครับ ที่ยังไม่ได้โอนเงินไปยังบัญชีธนาคารของแอปพลิเคชัน ตามที่ได้รับแจ้งจากแอดมินของแอปพลิเคชันดังกล่าว เนื่องจากตามประเพณีปฏิบัติของสถาบันการเงิน หรือเจ้าหนี้ให้กู้ยืมเงินโดยทั่วไปแล้ว จะไม่มีการบังคับให้นำเงินสดมาวางเป็นหลักประกัน อย่างมากก็จะขอหลักทรัพย์ค้ำประกัน หรือผู้ค้ำประกัน เป็นต้น

กรณีลักษณะแบบนี้ ผมกล้าพูดได้อย่างเต็มปากว่า เป็นวิธีการหลอก เพื่อให้เหยื่อโอนเงิน ซึ่งมีหลายคนนำข้อเท็จจริงลักษณะคล้ายๆ กันมาปรึกษาหลายเคสแล้ว เมื่อเหยื่อถูกหลอกและหลงเชื่อก็จะโอนเงินไปยังบัญชีที่แอปพลิเคชันกำหนด หลังจากนั้น แอปพลิเคชันก็จะแจ้งว่า ทำผิดขั้นตอน ไม่สามารถถอนเงินออกจากแอปพลิเคชันได้ ส่วนในแอปพลิเคชันยังหลอกต่อไปอีก ด้วยการแสดงยอดเงินว่า ได้รับอนุมัติเงินกู้แล้วตามจำนวนเงินที่ผู้กู้ขอกู้ยืมเงินจากแอปพลิเคชัน แต่ถอนไม่ได้

การกระทำของแอดมินแอปพลิเคชันในลักษณะดังกล่าว ถือเป็นการหลอกด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จ เพื่อให้ได้ไป ซึ่งทรัพย์สินของผู้ถูกหลอกลวง แต่เนื่องจากผู้ถูกหลอกลวงยังไม่ได้โอนเงินไปยังบัญชีของแอปพลิเคชัน กรณีนี้จึงเป็นความผิดฐานพยายามฉ้อโกง ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 341 ประกอบมาตรา 80 และเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์มาตรา 14 (1)

เท่าที่ได้รับทราบปัญหาจากการขอกู้ยืมเงินออนไลน์ จะมี 2 ส่วนหลักๆ คือ ไม่ถูกหลอกให้โอนเงินก่อน ก็เจอแอปพลิเคชันเรียกดอกเบี้ยโหด ให้เงินกู้แบบหักดอกทันที ถ้าไม่ชำระเงินตามกำหนด ก็จะถูกประจาน ส่งข้อความข่มขู่ คุกคาม หรือโทรศัพท์ไปข่มขู่ ด่าทอ ด้วยถ้อยคำหยาบคาย ซึ่งในการติดตามทวงถามหนี้นั้น ทีมงานของแอปพลิเคชันจะส่งข้อความหรือโทรศัพท์ทวงถามไปยังลูกหนี้ รวมถึงทุกคนที่ลูกหนี้ได้บันทึกเบอร์โทรศัพท์ไว้ในเครื่องโทรศัพท์ โดยไม่สนใจที่จะปฏิบัติตามพระราชบัญญัติการทวงถามหนี้แต่อย่างใด

สุดท้ายนี้ การที่ท่านจะไปขอกู้ยืมเงินจากแอปพลิเคชันหรือกู้ยืมเงินนอกระบบ ใดๆ ก็ตาม ควรคิดพิจารณาให้รอบคอบ เพราะท่านอาจจะถูกหลอกลวงให้เสียเงิน หรืออาจจะถูกเจ้าหนี้เรียกดอกเบี้ยโหด หรือถูกประจานก็ได้ ยิ่งซ้ำเติมความเดือดร้อนของท่านให้ทุกข์หนักขึ้นไปอีกครับ

สำหรับท่านที่มีคำถามข้อสงสัยเกี่ยวกับเรื่องกฎหมายและต้องการความช่วยเหลือ หรือมีเรื่องราวดีๆ อยากแบ่งปันประสบการณ์ เมลมาหาผมได้ที่ “คุยกับคนดัง” talktoceleb@trendvg3.com ได้เลยครับ.

Facebook: ทนายเจมส์ LK

Instagram: james.lk