เปิดศักยภาพ ปลดล็อกโอกาสการพัฒนาเภสัชภัณฑ์ในประเทศไทย

ข่าว

    เปิดศักยภาพ ปลดล็อกโอกาสการพัฒนาเภสัชภัณฑ์ในประเทศไทย

    Advertorial10 ก.ย. 2564 19:35 น.
    SHARE

    วงการวิจัยและผลิตเภสัชภัณฑ์มองอนาคตประเทศไทยในสิบปี ในงานไบโอ เอเชีย แปซิฟิก 2021 
    แนะนโยบายตามให้ทันเทคโนโลยี หนุนต่อยอดวิจัยในเชิงพาณิชย์ พร้อมร่วมพัฒนาระบบนิเวศ

    เมื่อเร็ว ๆ นี้ สมาคมผู้วิจัยและผลิตเภสัชภัณฑ์หรือ พรีม่า (PReMA) ซึ่งเป็นองค์กรที่ไม่แสวงหาผลกำไร ที่มุ่งยกระดับการวิจัยที่จะนำไปสู่การคิดค้นพัฒนานวัตกรรมทางการแพทย์และสาธารณสุขใหม่ๆ
    ได้ร่วมมือกับกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดย ศูนย์ความเป็นเลิศ
    ด้านชีววิทยาศาสตร์ (องค์การมหาชน) หรือ ทีเซลส์ (TCELS : Thailand Centre of Excellence for Life Sciences) ร่วมกับ วีเอ็นยู เอเชีย แปซิฟิค จำกัด (VNU ASIA PACIFIC) และหน่วยงานภาครัฐ-เอกชน จัดงาน Bio Asia Pacific 2021 บนแพลตฟอร์มออนไลน์ Virtual Exhibition & Conference เต็มรูปแบบ ภายใต้แนวคิด From Recovery to Resilience After COVID-19

    ภายในงานดังกล่าวมีการประชุมสัมมนาและนิทรรศการ แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ เทคโนโลยี นวัตกรรม
    การค้นคว้าวิจัยด้านชีววิทยาศาสตร์ในหลากหลายสาขา โดยพรีม่า ได้ร่วมจัดเสวนาออนไลน์ เรื่อง “บทบาทและความต้องการของบริษัทผู้วิจัยและผลิตเภสัชภัณฑ์ระดับนานาชาติ เพื่อขยายการวิจัยและพัฒนา และการผลิตในประเทศไทย” ดำเนินรายการโดย ดร.นเรศ ดำรงชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท
    เจเนพูติก ไบโอ จำกัด เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและเสนอ แนวทางในการส่งเสริมให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางด้านเภสัชภัณฑ์ชั้นนำในภูมิภาคและเป็นตลาดเภสัชภัณฑ์ในระดับโลกในอนาคต แม้ในปัจจุบันการวิจัยและพัฒนา ตลอดจนการผลิตเภสัชภัณฑ์ในประเทศไทย ยังมีขนาดเล็กเมื่อเทียบกับต่างประเทศ แต่สถานการณ์ในปัจจุบันถือเป็นโอกาสสำคัญที่จะมองไปข้างหน้า เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมนี้ในประเทศไทย โดยเฉพาะด้านการวิจัยและพัฒนา

    เร่งพัฒนาศักยภาพตลอดห่วงโซ่อุปทาน

    ปัจจุบันผู้วิจัยและผลิตเภสัชภัณฑ์ในประเทศไทยต่างเสริมกำลังการผลิตและขยายการจัดจำหน่ายให้ครอบคลุมและเพียงพอกับความต้องการ โดยเฉพาะในพื้นที่ห่างไกลหรือชุมชนที่เข้าถึงบริการสาธารณสุขได้ยาก นางสาวพักตร์นลิน บูลกุล ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ซิลลิค ฟาร์มา จำกัด ซึ่งดำเนินธุรกิจมากว่า 70 ปี เปิดเผยว่าบริษัทกำลังขยายคลังสินค้าและศูนย์จัดจำหน่าย เพื่อเพิ่มศักยภาพในการกระจายยาและเวชภัณฑ์ และช่วยรองรับการเข้าถึงบริการด้านสาธารณสุขของผู้ป่วย และคนในชนบท

    ด้าน ดร.นรา เดชะรินทร์ ผู้จัดการประจำประเทศไทย บริษัท แบ็กซ์เตอร์ เฮลธ์แคร์ (ประเทศไทย) จำกัด
    ให้ความเห็นว่า การเพิ่มขีดความสามารถในการผลิตมีความสำคัญ ซึ่งควรลงทุนให้ครอบคลุมไปถึง
    ยานวัตกรรม เพราะจะได้พึ่งพาการนำเข้าน้อยลง

    “บริษัทมีแผนจะยกระดับให้เป็นไปตามมาตรฐานการส่งออก CGMP และ PIC/S ด้วยฐานการผลิตในจังหวัดระยองที่สามารถขยายไลน์การผลิตให้รองรับเภสัชภัณฑ์เพิ่มเติม ผลิตส่วนประกอบและชิ้นส่วนอุปกรณ์ทางการแพทย์ รวมทั้งเพิ่มกำลังการผลิตเพื่อส่งออกได้ ที่สำคัญคือ การพัฒนาบุคลากรต้องดำเนินควบคู่
    ไปกับการลงทุน” ดร.นรา กล่าวถึงการยกระดับการผลิตในประเทศไทย

    นางสาวพักตร์นลิน ยังได้กล่าวถึงผลิตภัณฑ์ยาชีวภาพซึ่งมีข้อกำหนดในการจัดการที่เข้มงวด ซึ่งบริษัทไทย
    มีศักยภาพในการจัดการได้ “ผลิตภัณฑ์ยาชีวภาพต้องมีการควบคุมในอุณหภูมิตามระดับที่กำหนด มีมาตรฐานที่อาจส่งผลต่อความปลอดภัยของผู้ป่วย บริษัทมีระบบ eZCooler ระบบบรรจุภัณฑ์แบบโคลด์เชน ที่ช่วยให้มั่นใจได้ว่า ผลิตภัณฑ์ที่ไวต่อการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิ จะถูกจัดเก็บและนำส่งถึงจุดหมาย
    โดยยายังคงอยู่ในอุณหภูมิที่เหมาะสม บริษัทยังได้เร่ง ช่วยให้ยาและวัคซีนได้ไปถึงผู้ที่ต้องการมากที่สุด”
    นางสาวพักตร์นลินกล่าว

    นพ.ทวิราป ตันติวงษ์ ประธานเจ้าหน้าที่ผู้บริหารสมาคมผู้วิจัยและผลิตเภสัชภัณฑ์ (พรีม่า) กล่าวว่า
    การแพร่ระบาดของโควิด-19 ทำให้เห็นว่ามีการนำยาหรือเภสัชภัณฑ์หลายตัวมาปรับใช้ ซึ่งประเทศไทยมี
    ส่วนร่วมในการต่อยอดนวัตกรรมได้โดยไม่ต้องเริ่มจากศูนย์ “เรา พรีม่า ไม่มีผลิตภัณฑ์แต่มีข้อมูลและปัญญา เน้นการให้ความรู้และส่งเสริม 3 ด้าน คือ ด้านนวัตกรรม การสนับสนุนการดำเนินงานของผู้ป่วยกลุ่มต่าง ๆ และการจัดการเพื่อให้เข้าถึงเภสัชภัณฑ์ ซึ่งพรีม่าพร้อมเป็นส่วนหนึ่งในการเชื่อมระหว่างองค์กรในการร่วมมือกัน เพื่อส่งให้ประเทศไทยเป็นส่วนหนึ่งของระบบนิเวศด้านเภสัชภัณฑ์ ที่เหนือกว่าเสาหลักด้านการผลิต และยกระดับไปสู่สากล อยู่ในความสนใจของนักลงทุนต่างชาติ นักวิจัยในระดับสากล และนักพัฒนาระดับนานาชาติ”

    เป้าหมายคือระบบนิเวศที่เหมาะสม

    จะเห็นได้ว่าประเทศไทยค่อนข้างมีความพร้อมในการพัฒนาอุตสาหกรรมเภสัชภัณฑ์ ไม่ว่าในด้านทรัพยากรบุคคล เทคโนโลยี องค์ความรู้หรือการประสานความร่วมมือในภาวะวิกฤติ หากแต่ในปัจจุบันยังไม่ได้ก้าวขึ้นไปสู่การวิจัยเชิงลึกหรือความเชี่ยวชาญที่ซับซ้อน ซึ่ง ดร.นรา มองไปถึงการเป็นผู้ส่งออกนวัตกรรม

    “การทดลองทางคลินิกที่จะสามารถดึงดูดนักลงทุนนั้น ต้องมีหลายปัจจัยประกอบกันและต้องมาในเวลาเดียวกัน ที่สำคัญคือ อุตสาหกรรมต้องมองเห็นเป้าหมายระยะยาวที่ชัดเจน เมื่อปัจจัยทุกอย่างพร้อม ศักยภาพด้านการวิจัยและพัฒนา และด้านคลินิกก็จะพัฒนาขึ้นอีก ผลิตภัณฑ์ได้รับการยอมรับจาก
    หน่วยงานระดับสากล และยกระดับไปสู่การเป็นผู้ส่งออกสุทธิในด้านนวัตกรรม” ดร.นรากล่าว

    นางสาวพักตร์นลิน และ นพ.ทวิราป ได้กล่าวถึงการก้าวทันเทคโนโลยี การแพทย์ดิจิทัล และกฎระเบียบที่ต้องตามให้ทัน

    “หวังว่าจะมีนโยบายรองรับที่ดีในระยะยาว ช่วยกระตุ้นอุตสาหกรรมยานวัตกรรม บริการเชิงสุขภาพ และเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้อง ตอนนี้ วัฒนธรรมทางการแพทย์ได้ปรับเปลี่ยนสู่บรรทัดฐานใหม่ มีเทคโนโลยีใหม่ กฎหมายและระเบียบต่าง ๆ เกี่ยวกับการแพทย์ทางไกลและดิจิทัลเฮลท์แคร์ของไทย ก็ควรจะรองรับการพัฒนาในห่วงโซ่อุปทาน พร้อมกับการประสานความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนด้วย” นางสาวพักตร์นลินกล่าว

    นพ.ทวิราป ให้ความเห็นว่า กฎระเบียบมักจะตามหลังเทคโนโลยี หน่วยงานกำกับจึงจำเป็นต้องร่วมมือ
    กับผู้คิดค้นนวัตกรรมในการมองไปถึงอนาคต และวางกฎที่สามารถรองรับเทคโนโลยีในอนาคตได้
    บริษัทไทยนั้น มีโอกาสก้าวไปสู่การเป็นผู้รับจ้างผลิตและพัฒนาผลิตภัณฑ์ (CDMO) ในตลาดโลก

    ก้าวกระโดดในสิบปีได้หรือไม่

    ผู้ร่วมเสวนาทุกท่านต่างเห็นพ้องกันว่า ประเทศไทยมีพื้นฐานที่ดีหลายด้าน มีศักยภาพจะพัฒนาหรือ
    ต่อยอดได้จากปัจจุบันที่เป็นผู้ป้อนวัตถุดิบให้กับอุตสาหกรรม มีความพร้อมด้านคน บุคลากร สถาบันการศึกษา รวมทั้งในแง่ภูมิศาสตร์ ดร.นรา เชื่อมั่นว่า มีความพร้อมมากแต่ต้องใช้ศักยภาพให้เต็มที่ “การที่เราเป็นผู้ป้อนวัตถุดิบให้กับอุตสาหกรรม จึงมีศักยภาพและความเป็นไปได้สูงมาก ซึ่งคิดว่าระยะเวลา 10 ปีนั้น
    เพียงพอสำหรับคนรุ่นต่อไปที่จะตามทัน เราต้องลงมือและร่วมมือกันให้เร็ว เพื่อจะได้ไม่สูญเสียศักยภาพที่เรามี”

    นางสาวพักตร์นลินเสริมว่า การลงทุนจากภาคเอกชนและการสนับสนุนจากภาครัฐช่วยให้ระบบสุขภาพ
    โดยรวมก้าวหน้า อย่างไรก็ตาม ควรมีความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนมากขึ้น เพื่อดึงสิ่งที่ดีที่สุด
    ออกมาช่วยกันขับเคลื่อนประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลางทางการแพทย์ของภูมิภาค

    นพ.ทวิราปได้ชี้ประเด็นสำคัญเรื่องการพัฒนาในเชิงอุตสาหกรรม หรือพาณิชย์ของงานวิจัยต่าง ๆ หากไม่สามารถนำมาต่อยอดได้ ก็จะไม่มีการลงทุนต่อเนื่อง จึงมองภาพรวมในปัจจุบันที่ระดับ 7 จาก 10 และหวังว่าภายในระยะเวลาสิบปี ประเทศไทยจะสามารถพัฒนาความเชี่ยวชาญ และก้าวขึ้นเป็นผู้นำในภูมิภาคได้

    “ประเทศไทยควรมุ่งเน้นการพัฒนาศักยภาพการทำวิจัยตั้งแต่การเขียนโครงร่างงานวิจัย และเริ่มการทดลองทางคลินิกตั้งแต่ระยะที่ 1 มากขึ้น จากที่เน้นในด้านการทดลองทางคลินิกในระยะที่ 3 และ 4 อยู่ในปัจจุบัน และจำเป็นต้องมีพันธมิตรที่เหมาะสมในการยกระดับการพัฒนา การมีมาตรฐานการกำกับดูแลที่ดีขึ้น ก็เป็นสิ่งจำเป็นต่อการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมยาในประเทศ ประเทศไทยควรถูกมองว่าเป็นประตูสู่อาเซียน และมีศักยภาพเป็นแหล่งพัฒนาการวิจัยใหม่ การพัฒนาใหม่ ๆ รวมทั้งด้านการผลิตด้วย”

    งานเสวนาเรื่อง “บทบาทและความต้องการของบริษัทผู้วิจัยและผลิตเภสัชภัณฑ์ระดับนานาชาติ เพื่อขยายการวิจัยและพัฒนา และการผลิตในประเทศไทย” ปิดท้ายด้วยมุมมองที่เต็มไปด้วยความหวังจากพรีม่าและบริษัทสมาชิกที่มองการก้าวกระโดดของประเทศไทยในอีกสิบปีข้างหน้าจากพื้นฐานที่มี ความร่วมมือ และมุ่งมั่นตั้งใจ

    อ่านเพิ่มเติม...

    แท็กที่เกี่ยวข้อง

    เภสัชภัณฑ์ไทยงานไบโอ เอเชีย แปซิฟิก 2021สมาคมผู้วิจัยและผลิตเภสัชภัณฑ์พรีม่าPReMAนรา เดชะรินทร์
    thairath-logo

    ApplicationMy Thairath

    ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
    Trendvg3 logo
    Sonp logo
    inet logo
    วันจันทร์ที่ 27 กันยายน 2564 เวลา 01:18 น.
    ติดต่อโฆษณาร่วมงานกับเราติดต่อเรา
    เกี่ยวกับไทยรัฐมูลนิธิไทยรัฐศูนย์ข้อมูลไทยรัฐบริการข่าวไทยรัฐ - App & SMSFAQศูนย์ช่วยเหลือนโยบายความเป็นส่วนตัวเงื่อนไขข้อตกลงการใช้บริการไทยรัฐโลจิสติคส์