สทนช.เร่งเครื่อง 22 คณะกรรมการลุ่มน้ำ ได้เวลาประชาชนร่วมแก้ปัญหาน้ำ

ข่าว

สทนช.เร่งเครื่อง 22 คณะกรรมการลุ่มน้ำ ได้เวลาประชาชนร่วมแก้ปัญหาน้ำ

ไทยรัฐฉบับพิมพ์

25 ส.ค. 2564 07:01 น.

บันทึก

“การจัดตั้งคณะกรรมการลุ่มน้ำทั้ง 22 ลุ่มน้ำจะต้องแล้วเสร็จภายในเดือนตุลาคมนี้” ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) กล่าวถึงภารกิจสำคัญของ สทนช.ในการเข้ามาทำหน้าที่การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของประเทศ ภายใต้พระราชบัญญัติทรัพยากรน้ำ พ.ศ.2561 ที่มีเจตนารมณ์ ต้องการให้การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของประเทศเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ รวดเร็ว ทันต่อสถานการณ์

บนพื้นฐานการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนให้สามารถบริหารจัดการน้ำได้อย่างเบ็ดเสร็จในแต่ละลุ่มน้ำ โดยแบ่งเป็น 3 ระดับ...ระดับพื้นที่, ระดับลุ่มน้ำ และระดับชาติ

ในระดับพื้นที่ มีการเปิดรับจดทะเบียนก่อตั้ง องค์กรผู้ใช้น้ำ มาตั้งแต่วันที่ 1 เมษายนที่ผ่านมา ล่าสุดมีกลุ่มบุคคลที่สนใจยื่นคำขอจดทะเบียนก่อตั้งองค์กรผู้ใช้น้ำกว่า 2,866 องค์กร อนุมัติแล้ว 2,771 องค์กร โดยแบ่งเป็นกลุ่มผู้ใช้น้ำภาคเกษตรกรรม 2,263 องค์กร ภาคอุตสาหกรรม 272 องค์กร และภาคพาณิชยกรรม 236 องค์กร ที่เหลืออยู่ระหว่างการพิจารณา โดยองค์กรผู้ใช้นํ้า จะมีกระจายครบทั้ง 22 ลุ่มน้ำหลักของประเทศ และยังคงเปิดรับจดทะเบียนไปโดยตลอดโดยไม่มีกำหนดปิดรับการจดทะเบียน

ส่วนในระดับชาติ คณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.) ชุดใหม่จะดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในเดือนกุมภาพันธ์ 2565 เพื่อให้ทันต่อกรอบการเสนอแผนงาน/โครงการประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2566 จะประกอบด้วย นายกรัฐมนตรีเป็นประธานกรรมการ และรองนายกรัฐมนตรีที่นายกรัฐมนตรีมอบหมายเป็นรองประธานฯ กรรมการโดยตำแหน่งจากหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง 9 คน กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ 4 คน และกรรมการผู้แทนคณะกรรมการลุ่มน้ำ 6 คน โดยมีเลขาธิการ สทนช. ปฏิบัติหน้าที่กรรมการและเลขานุการ

สำหรับในระดับลุ่มน้ำ ถือเป็นฟันเฟืองสำคัญในการเชื่อมโยงการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ จากระดับพื้นที่สู่การวางแผนและแก้ไขปัญหาในระดับชาติที่จะต้องมีการจัดตั้ง “คณะกรรมการลุ่มน้ำ” ขึ้นมาบริหารให้ครบทั้ง 22 ลุ่มน้ำหลักใหม่

อันประกอบไปด้วย ลุ่มน้ำสาละวิน, ลุ่มน้ำปิง, ลุ่มน้ำวัง, ลุ่มน้ำยม, ลุ่มน้ำน่าน, ลุ่มน้ำโขงเหนือ, ลุ่มน้ำเจ้าพระยา, ลุ่มน้ำป่าสัก, ลุ่มน้ำบางปะกง, ลุ่มน้ำโตนเลสาป, ลุ่มน้ำแม่, แม่น้ำโขงตะวันออกเฉียงเหนือ, ลุ่มน้ำชี, ลุ่มน้ำมูล, ลุ่มน้ำสะแกกรัง, ลุ่มน้ำท่าจีน, ลุ่มน้ำชายฝั่งทะเลตะวันออก, ลุ่มน้ำเพชรบุรี-ประจวบคีรีขันธ์, ลุ่มน้ำภาคใต้ ฝั่งตะวันออกตอนบน, ลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลา, ลุ่มน้ำภาคใต้ฝั่งตะวันออกตอนล่าง และลุ่มน้ำภาคใต้ฝั่งตะวันตก

คณะกรรมการลุ่มน้ำในแต่ละลุ่มน้ำจะประกอบด้วยกรรมการลุ่มน้ำโดยตำแหน่ง ผู้ว่าราชการจังหวัดในเขตลุ่มน้ำนั้น ผู้แทนจากหน่วยภาครัฐ 13 หน่วยงาน...แต่ถ้าเป็นลุ่มน้ำที่อยู่ในพื้นที่ชายแดนจะมีผู้แทนจากทหาร ลุ่มน้ำที่มีพื้นที่ติดชายฝั่งทะเล จะมีผู้แทนจากกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง และถ้าเป็นลุ่มน้ำอยู่ในพื้นที่ 3 จังชายแดนภาคใต้ จะมีผู้แทนจากศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) ร่วมเป็นกรรมการลุ่มน้ำนั้นๆด้วย

นอกจากจะมีผู้แทนจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จังหวัดละ 1 คน รวมทั้งผู้แทนจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรูปแบบพิเศษอีก 1 คน ร่วมเป็นกรรมการ

อย่างไรก็ตาม เพื่อให้การแก้ไขปัญหาทรัพยากรน้ำในระดับพื้นที่ถูกนำขึ้นมาสู่ระดับลุ่มน้ำ...คณะกรรมการลุ่มน้ำจึงมีผู้แทนองค์กรผู้ใช้น้ำร่วมเป็นกรรมการด้วยถึง 9 คน มาจากภาคเกษตรกรรม 3 คน ภาคอุตสาหกรรม 3 คน และภาคพาณิชยกรรม 3 คน

รวมทั้งยังจะมีกรรมการลุ่มน้ำจากผู้ทรงคุณวุฒิที่มีความรู้และประสบการณ์เกี่ยวกับทรัพยากรน้ำอีกจำนวน 4 คน

ที่สำคัญจะมีการคัดเลือกผู้แทนกรรมการลุ่มน้ำจำนวน 6 คน ไปเป็นกรรมการใน กนช. เพื่อนำปัญหา แผนงาน ความต้องการเกี่ยวกับทรัพยากรน้ำจากระดับท้องถิ่นและระดับลุ่มน้ำไปขับเคลื่อนให้เกิดผลเป็นรูปธรรมในระดับชาติ

โดยคัดเลือกจากกรรมการลุ่มน้ำผู้แทนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น 1 คน กรรมการลุ่มน้ำผู้แทนองค์กรผู้ใช้น้ำ 4 คน และกรรมการลุ่มน้ำผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 1 คน

เลขาธิการ สทนช.กล่าวยืนยัน...หลังจากได้คณะกรรมการลุ่มน้ำครบทั้ง 22 ลุ่มน้ำหลัก และได้กรรมการผู้แทนคณะกรรมการลุ่มน้ำใน กนช.แล้ว จะทำให้การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของประเทศบนพื้นฐานการมีส่วนร่วมของทุกภาคอย่างมีประสิทธิภาพ สอดคล้องกับความต้องการ สถานการณ์ในปัจจุบันและปัญหาในพื้นที่ รวมทั้งตอบสนองต่อการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม ตลอดจนการอนุรักษ์ฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ช่วยให้การพัฒนาและบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของประเทศเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพครอบคลุมทุกมิติมากยิ่งขึ้น

ปรากฏการณ์นี้นับได้ว่าเป็นการปฏิรูปการบริหารจัดการน้ำของประเทศไทยก็ว่าได้ ที่ให้ประชาชนในพื้นที่เข้ามามีบทบาทให้การแก้ปัญหาน้ำท่วมน้ำแล้งได้ตรงความต้องการของชาวบ้านได้มากขึ้น...ดีกว่าปล่อยให้ราชการจากส่วนกลางมากำหนดขีดเส้นชี้เป็นชี้ตายโดยไม่รู้ปัญหาสภาพพื้นที่ที่แท้จริง ปัญหาเลยไม่ได้รับการแก้ไขอย่างตรงจุดเสียที

นับแต่ประเทศไทยมี สทนช.มาได้ 4 ปี การบริหารจัดการน้ำมีอะไรหลายอย่างเปลี่ยนไป...จากที่เคยแก้ปัญหากันแบบตั้งรับ แก้ปัญหาเฉพาะหน้าเฉพาะตอนภัยธรรมชาติเกิดขึ้นแล้ว เปลี่ยนมาเป็นแก้ปัญหาแบบเชิงรุก เตรียมพร้อม วางแผน ป้องกันก่อนภัยจะมาถึง ยิ่งในอนาคตคนในพื้นที่จะมีบทบาทมากขึ้น ปัญหาท่วมแล้งซ้ำซากและซ้ำซ้อนจะได้เลือนหายไปซะที.

ชาติชาย ศิริพัฒน์

อ่านเพิ่มเติม...

วิดีโอแนะนำ

ควายหลุดถนนของแท้! เจ้าของบ้านใส่เกียร์หมา โกยสุดชีวิต หนีควายไล่ขวิด
03:19

ควายหลุดถนนของแท้! เจ้าของบ้านใส่เกียร์หมา โกยสุดชีวิต หนีควายไล่ขวิด

ApplicationMy Thairath

วันพุธที่ 10 สิงหาคม 2565 เวลา 17:15 น.
ติดต่อโฆษณาร่วมงานกับเราติดต่อเรา
เกี่ยวกับไทยรัฐมูลนิธิไทยรัฐศูนย์ข้อมูลไทยรัฐบริการข่าวไทยรัฐ - App & SMSFAQศูนย์ช่วยเหลือนโยบายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลไทยรัฐกรุ๊ปเงื่อนไขข้อตกลงการใช้บริการไทยรัฐโลจิสติคส์