สธ.ห่วง หญิงตั้งครรภ์ ติดโควิด-19 อัตราติดเชื้อ-ตายพุ่งสูง ย้ำ หากติดเชื้อโอกาสเข้าไอซียู สูงกว่า 2-3 เท่า แนะเร่งมาฉีดวัคซีน เผย 13 คำถาม ที่หญิงตั้งครรภ์ ควรรู้

วันที่ 19 ส.ค. ที่กระทรวงสาธารณสุข นพ.เอกชัย เพียรศรีวัชรา ผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมสุขภาพ และโฆษกกรมอนามัย กล่าวในการแถลงสถานการณ์โควิด-19 ประเด็น “การฉีดวัคซีนในหญิงตั้งครรภ์” ว่า สถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ในหญิงตั้งครรภ์ หญิงหลังคลอด 6 สัปดาห์ และทารกแรกเกิด ระหว่าง 1 เม.ย. -18 ส.ค. 2564 พบว่า มารดาที่ติดโควิด-19 สะสม 2,327 ราย เป็นคนไทย 1,590 ราย ต่างชาติ 737 ราย เพิ่มขึ้นเฉลี่ย 50-60 รายต่อวัน โดยผู้ติดเชื้อเคยได้รับวัคซีน 22 ราย เสียชีวิต 53 ราย ส่วนทารกติดเชื้อ 119 ราย เสียชีวิต 23 ราย

ทั้งนี้ จังหวัดที่มีการติดเชื้อค่อนข้างมากคือจังหวัดที่เป็นพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวด 10 จังหวัดสูงสุด คือ กรุงเทพฯ 462 ราย สมุทรสาคร 356 ราย ปทุมธานี 97 ราย ยะลา 82 ราย สงขลา 80 ราย พระนครศรีอยุธยา 76 ราย นราธิวาส 75 ราย สมุทรปราการ 74 ราย ขอนแก่น 56 ราย และสุรินทร์ 50 ราย ขณะที่การฉีดวัคซีนยังค่อนข้างน้อย จนถึงวันที่ 19 ส.ค. 2564 ประมาณ 2 หมื่นรายแต่เป้าหมายที่มีหญิงตั้งครรภ์ปีละประมาณ 5 แสนราย เท่ากับยังไม่ถึง 10 %

...

จากการวิเคราะห์การเสียชีวิตมารดาที่ติดโควิด-19 จำนวน 53 ราย พบว่า ปัจจัยเสี่ยง คือ โรคอ้วน อายุ 35 ปีขึ้นไป เบาหวาน ความดันโลหิตสูง ใช้สารเสพติด และโรคธาลัสซีเมีย และมีประวัติการฉีดวัคซีนเพียง 2 ราย แต่เพิ่งฉีดไม่กี่วันแล้วติดเชื้อ โดยเป็นการติดเชื้อจากบุคคลในครอบครัวถึงครึ่งหนึ่ง สถานที่ทำงาน ตลาด งานเลี้ยงและไม่มีข้อมูล

ส่วน 13 คำถามที่พบบ่อยโรคโควิด-19 เกี่ยวกับหญิงตั้งครรภ์ ได้แก่ 1. หญิงมีครรภ์ถ้าติดโรคโควิด-19 แล้ว มีอันตรายหรือไม่ พบว่า อัตราการตายมากกว่าสตรีที่ไม่ตั้งครรภ์ มีโอกาสเข้า ICU สูงกว่า 2-3 เท่า ใช้เครื่องหายใจสูง 2.6-2.9 เท่า โอกาสเสียชีวิตตัวเลขในไทย 1.5-8 คนใน 1,000 คน ถือว่าค่อนข้างสูง

2. ปัจจัยที่ทำให้อาการรุนแรงและเสียชีวิต คือ อ้วน อายุมาก มีโรคประจำตัว เช่น ความดันโลหิตสูง เบาหวานก่อนตั้งครรภ์ ครรภ์เป็นพิษ

3. สตรีตั้งครรภ์ถ้าติดเชื้อส่งผลต่อลูกหรือไม่ พบว่าคลอดก่อนกำหนด 1.5 เท่า ตายคลอด 2.8 เท่า ทารกมีโอกาสเข้าไอซียู 4.9 เท่า โอกาสที่ทารกติดเชื้อ 3-5% แต่ส่วนใหญ่จะไม่มีอาการ

4. คำถามว่า สตรีตั้งครรภ์ไปตรวจหาเชื้อก่อโรคโควิด-19 หรือไม่ ควรไปตรวจโดยเร็วถ้าสงสัยว่า จะติดเชื้อ เช่น มีอาการ ไข้ ไอ หายใจติดขัด เจ็บคอ มีน้ำมูก และกรณีที่ไม่มีอาการแต่เป็นผู้สัมผัสเสี่ยงสูง ควรตรวจเบื้องต้นด้วย ATK ที่ผ่านการรับรองจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ก่อนได้เลย

5. ถามว่า หญิงตั้งครรภ์ที่ติดเชื้อโควิด-19 จะมีอาการอะไร พบว่า ไม่แตกต่างจากทั่วไป ส่วนใหญ่ ไอ ปวดศีรษะ ปวดกล้ามเนื้อ ไข้ เจ็บคอ หายใจเหนื่อย จมูกไม่ได้กลิ่นหรือลิ้นไม่รับรส และอ่อนเพลีย

6. ถามว่า สตรีตั้งครรภ์ถ้าพบติดเชื้อจะต้องทำอย่างไร ถ้าไม่มีอาการอะไรเลยหรือมีอาการ กรณีกลุ่มสีเขียวสามารถดูแลตัวเองที่บ้านได้ หากช่วงอยู่ที่บ้านมีอาการเปลี่ยนแปลง เหนื่อย หอบ มีไข้สูง ต้องเข้าระบบการรักษาในรพ.หรือสถานพยาบาลอื่นๆ ที่มีบุคลากรทางการแพทย์ให้การดูแล

7. ถามว่าหญิงตั้งครรภ์ที่ติดเชื้อจำเป็นต้องผ่าท้องคลอดหรือไม่ พบว่าครึ่งหนึ่งผ่าคลอด อีกครึ่งหนึ่งคลอดธรรมชาติ

8. ถามว่า หากติดเชื้อหลังคลอดจะกอดหรืออุ้มลูกได้หรือไม่ ถ้าผู้ป่วยเป็นกลุ่มสีเขียว สามารถกอดหรืออุ้มลูกได้ ให้นมจากเต้าได้ แต่ต้องสวมหน้ากากอนามัยตลอดเวลา ล้างมือก่อนและหลังสัมผัสลูก เช็ดทำความสะอาดหัวนม และลานเต้านม งดหอมแก้มลูกโดยเด็ดขาด หากมีอาการ ไอ จาม อาจจะต้องหลีกเลี่ยงการใกล้ชิดลูก

9. ถามว่า ถ้ามีการติดเชื้อแล้ว จะให้ลูกดูดนมจากเต้าได้หรือไม่ ถ้าแม่ไม่มีอาการ อยู่ในกลุ่มสีเขียว สามารถให้ดูดนมจากเต้าได้ แต่ต้องล้างมือก่อนหลังสัมผัสลูก ใส่หน้ากากอนามัย เช็ดทำความสะอาดบริเวณหัวนม ลานเต้านมให้สะอาด กรณีมีอาการ ไม่แนะนำให้เด็กดูดนมจากเต้า แต่ให้ปั๊มนมใส่ถุงให้ญาติเป็นคนป้อนหลานแทน

10. ถามว่า คนที่ได้รับยาฟาวิพิราเวียร์ ต้องงดให้นมลูกหรือไม่ ควรงดให้นมลูกเพราะยา ฟาวิพิราเวียร์ ขับออกมาทางน้ำนมได้ กรณีฉีดวัคซีนป้องกันโควิด-19 แล้วสามารถให้นมลูกได้ตามปกติ

...

11. ถามว่า หญิงตั้งครรภ์จะฉีดวัคซีนโควิด-19 ต้องทำอย่างไร หญิง อายุครรภ์ 12 สัปดาห์ขึ้นไป ขอให้ไปฉีดวัคซีนโควิด-19 ซึ่งคำแนะนำจากราชวิทยาลัยสูตินรีแพทย์ มีหลายสูตร คือ 1. เข็มแรกเป็นซิโนแวค เข็ม 2 เป็นแอสตราเซเนกา 2. สูตรแอสตราฯ 2 เข็ม 3. สูตรไฟเซอร์ 2 เข็ม ทั้งนี้ กรณีจะเร่งสร้างภูมิคุ้มกันเร็วที่สุด คือ สูตรที่ 1 ซิโนแวคเข็มแรก และตามด้วยแอสตราฯ เป็นเข็มที่ 2 เพราะใช้เวลาห่างแค่ 3 สัปดาห์ และเกิดภูมิหลังจากนั้น 2 สัปดาห์ ส่วนสูตรที่ 2 ระยะห่างระหว่างเข็ม 8 สัปดาห์ ส่วนสูตรที่ 3 ไฟเซอร์ เข้ามาไม่มาก ยังไม่เพียงพอต่อการฉีดหญิงตั้งครรภ์ ที่มีกว่า 500,000 คน อีกทั้งยังต้องฉีดกลุ่มเสี่ยงด้วย สำหรับผลข้างเคียงไม่แตกต่างจากคนทั่วไป จึงไม่ต้องกังวล

12. ถามว่า ถ้าฉีดวัคซีนโควิด-19 แล้วพบว่า ตั้งครรภ์จะทำอย่างไร ยืนยัน สามารถตั้งครรภ์ได้ตามปกติ เพียงแต่โดยปกติคนที่ตั้งครรภ์ในไตรมาสแรก หรือ 3 เดือนแรก จะมีอัตราการแท้งตามธรรมชาติ 10-12% จึงให้เลี่ยงการฉีดวัคซีนในไตรมาสแรก เพื่อไม่ให้เกิดความกังวลใจว่า แท้งจากวัคซีนหรือไม่

...

และ 13. ถามว่า หญิงที่วางแผนจะตั้งครรภ์ จะฉีดวัคซีนโควิด-19 ได้หรือไม่ ย้ำว่า สามารถฉีดวัคซีนได้ และหลังฉีดไม่ต้องเว้นระยะการมีบุตร ไม่ต้องตรวจการตั้งครรภ์ก่อนฉีด และยังไม่มีหลักฐานว่า การฉีดจะทำให้มีลูกยาก อย่างไรก็ตาม ขอให้หญิงตั้งครรภ์เน้นการทำงานที่บ้าน โดยเฉพาะหญิงตั้งครรภ์ที่มีภาวะเสี่ยง จะเป็นการดีที่สุด ในช่วงโควิดระบาดในขณะนี้