ส่องบทบาททหาร เสริมแนวรุก ลุยสมรภูมิเชื้อร้าย สู้สงครามโควิด

ข่าว

ส่องบทบาททหาร เสริมแนวรุก ลุยสมรภูมิเชื้อร้าย สู้สงครามโควิด

ไทยรัฐออนไลน์

29 ก.ค. 2564 10:18 น.

  • เหล่าทัพ เร่งลดการแพร่เชื้อโควิด รีบนำกลุ่มเสี่ยงเข้าฉีดวัคซีน พร้อมเข้าควบคุมสูงสุด และเข้มงวด 13 จว.
  • ปรับ รพ.ค่ายทั่วประเทศให้เป็น รพ.สนาม และนำสโมสรทหาร เป็นจุดพักคอย เสริมชุดเคลื่อนที่เร็วควบคุมพื้นที่บังคับใช้กฎหมาย
  • เสริมกำลังทหารดูแลประชาชนตลอด 24 ชม. ออกแคมเปญเราจะสู้ไปด้วยกัน เพื่อผ่านพ้นวิกฤติ

เหตุการณ์โควิด-19 ระบาดระลอกนี้ ทวีความรุนแรงจนถือเป็นศัตรูตัวฉกาจของคนทั่วทั้งโลก และหลังฝ่ายความมั่นคงไทย ออกมาประเมินสถานการณ์การแพร่ระบาดในประเทศ ยังอยู่ในสภาวะเสี่ยงที่จะมีอัตราคนติดเชื้อรายวันเพิ่มสูงขึ้น และจะมากขึ้นเรื่อยๆ หากทุกคนไม่ช่วยกันปฏิบัติตามมาตรการของ ศบค.ก็จะได้เห็นภาพผู้ป่วยติดเชื้อรายใหม่และผู้เสียชีวิตนอนตายข้างถนน ทั้งใน รพ.สนาม และรพ.หลัก ไปตลอดนับจากนี้

เพราะนับตั้งแต่วันที่ 17 ก.ค.ที่ผ่านมาจนปัจจุบัน มีผู้ป่วยติดเชื้อรายใหม่ทะลุเข้าสู่หลักหมื่นและทำยอดนิวไฮติดต่อกันแล้ว 2 สัปดาห์ เช่นเดียวกับคนที่เสียชีวิตก็เพิ่มตัวเลขการตายมากขึ้นจนทะลักหลักร้อยศพต่อวัน

ดังนั้นรัฐบาล หน่วยงานความมั่นคง กองทัพ ตำรวจ สธ. และทุกหน่วยงานต่างวิเคราะห์เหตุอันน่าสะพรึงครั้งนี้ ที่คนไทยจะต้องต่อสู้กับวิกฤติโควิด-19 นี้ไปอีกนาน ตราบเท่าที่บ้านเมืองจะได้รับวัคซีนที่พอเพียง และมีผู้ฉีดวัคซีนถึง 80% ดังนั้นฝ่ายบริหาร จะต้องดำเนินการปรับแผน เพื่อต่อสู้ภัยสงครามไวรัสนี้ให้ได้ และต้องทำให้รอดพ้น

ซึ่งในห้วงนี้ต้องยอมรับว่าบทบาทของ "กองทัพ" ได้รับเสียงคำชมอย่างต่อเนื่องในการอาสาเข้าช่วยเหลือประชาชน ผู้ป่วยโควิด ตลอดจนให้กำลังใจบุคลากรทางการแพทย์ โดยภาพการลงพื้นที่ตามจุดตรวจต่างของ "ผู้นำเหล่าทัพ" ในช่วงนี้ สะท้อนให้เห็นถึงจุดวิกฤติของการแพร่ระบาดโควิด จึงต้องใช้มาตรการที่เด็ดขาด เพื่อให้ทุกคนปฏิบัติตามกฎหมายการควบคุมในพื้นที่เสี่ยงขั้นสูงสุด

อย่าลืมว่าสงครามกับเชื้อโรคไวรัสโคโรนาในครั้งนี้ เป็นการรบกับสิ่งมองไม่เห็น ไม่มีตัวตน เพราะแม้เราจะป้องกันอย่างดี แต่ก็ยังมีจุดอ่อนที่ทำให้เชื้อร้ายนี้ทะลุทะลวงได้ กระทั่งโควิด-19 วิวัฒนาการกลายพันธุ์ และพร้อมจะเพิ่มทวีความรุนแรงของเชื้อ จนยากที่จะมีวัคซีนชนิดใดที่จะต้านอยู่ แม้คนฉีดไปแล้ว 2 เข็ม 3 เข็ม ก็ยังติดเชื้อ เสียชีวิตได้ หากร่างกายอ่อนแอ มีโรคประจำตัว


หัวหน้า ศปม. ลงพื้นที่ตรวจด่าน หวังลดการแพร่เชื้อ พร้อมเร่งนำประชาชนกลุ่มเสี่ยงเข้ารับการฉีดวัคซีน


พล.อ.เฉลิมพล ศรีสวัสดิ์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ในฐานะหัวหน้าศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินด้านความมั่นคง (หน.ศปม.) เผยว่า ได้สั่งการยังหน่วยงานความมั่นคง ทหาร ผู้ปฏิบัติให้ยกระดับมาตรการจำกัดการเคลื่อนย้าย และการดำเนินกิจกรรมของบุคคลในพื้นที่ควบคุมสูงสุดอย่างเข้มงวดทั้ง 13 จังหวัด ให้ตั้งจุดตรวจ จุดสกัด และชุดสายตรวจลาดตระเวน 179 จุด และด่านตรวจรอยต่อระหว่างจังหวัด จำนวน 55 จุด

"หากตรวจพบมีผู้ฝ่าฝืนมาตรการจำกัดการเคลื่อนย้าย และการดำเนินกิจกรรมที่มีความเสี่ยงต่อการแพร่ระบาดฯ ของบุคคลในพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวด ให้บังคับใช้บทลงโทษตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉิน และ พ.ร.บ.โรคติดต่อ เพราะได้มีการร้องขอให้ประชาชนปฏิบัติตามภาครัฐกำหนดเคร่งครัดแล้ว เพราะการออกนอกเคหสถานโดยในห้วงเวลากำหนดถือเป็นความผิด บ้านเมืองอยู่ในห้วงที่ประเทศต้องก้าวผ่านวิกฤติโควิดในครั้งนี้ไปด้วยกัน จึงขอให้ปฏิบัติงานที่บ้าน (Work from home) อย่างเต็มรูปแบบ"

นอกจากนี้ หัวหน้า ศปม. ต้องการลดอัตราการแพร่เชื้อ โดยมอบหมายให้ พล.อ.นเรนทร์ สิริภูบาล ผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการทหารพัฒนา (ผบ.นทพ.) นำประชาชนที่มีความเสี่ยงเจ็บป่วยรุนแรงหรือเสียชีวิตในพื้นที่เขต กทม. เข้ารับฉีดวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 พร้อมตั้งจุดบริการ รับเรื่องร้องเรียน และบูรณาการประสานความร่วมมือกับ กทม. หน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการดูแล และเข้าปฏิบัติการเชิงรุกในพื้นที่ชุมชน เพื่อค้นหาผู้ป่วยเพื่อนำเข้ารับการรักษา การดูแลในกรณีที่ต้องแยกกักตัวที่บ้านหรือชุมชน และตรวจสอบความจำเป็นเร่งด่วนสำรวจเชิงรุกในการนำประชาชนกลุ่มเสี่ยงที่เป็นผู้สูงอายุที่มีอายุ 60 ปี ขึ้นไป ผู้มีโรคเรื้อรัง 7 กลุ่มโรค และสตรีมีครรภ์ เข้ารับบริการฉีดวัคซีนป้องกันโรคโควิดทันที


ทบ.สั่งปรับ รพ.ค่ายทุกแห่งทั่วประเทศ ให้เป็น รพ.สนามดูแลผู้ป่วยโควิด

 
ขณะที่ พล.ท.สันติพงศ์ ธรรมปิยะ โฆษกกองทัพบก ระบุว่า ทบ. ได้เร่งจัดชุดเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ตรวจคัดกรองช่วยเหลือและรับผู้ติดเชื้อเข้าสู่โรงพยาบาล และจัดเตรียมพื้นที่เพิ่มเติม เพื่อคัดแยก พักคอย ก่อนส่งเข้าสถานพยาบาล พร้อมกับให้ดำเนินการปรับสโมสรทหารและใช้สถานที่ของหน่วยทหารจัดทำเป็นพื้นที่พักคอย รวมทั้งการเพิ่ม รพ.สนาม โดยใช้ศักยภาพของ รพ.ค่ายของเหล่าทัพดำเนินการทันที

โดยมอบให้ รพ.ค่าย ของกองทัพบกทุกแห่ง ปรับเป็น รพ.สนามกองทัพบกประจำจังหวัด เปิดรับดูแลผู้ติดเชื้อโควิด 17 แห่ง โดยในพื้นที่ กทม. มี รพ.สนามกองทัพบก เปิดรับการรักษาดูแลผู้ป่วย 2 แห่ง รพ.ปตอ.1 รพ.มทบ.11 

นอกจากนี้พื้นที่ภาคกลางมอบให้ "กองทัพภาคที่ 1" เปิดรับดูแลจำนวน 7 แห่ง รพ.สนามกรมพลาธิการทหารบก จ.นนทบุรี รพ.สนามศูนย์การทหารราบ จ.ประจวบคีรีขันธ์ รพ.สนามกองพันเสนารักษ์ที่ 1 จ.ลพบุรี รพ.สนาม มทบ.19 จ.สระแก้ว รพ.สนามกรมการทหารช่าง จ.ราชบุรี รพ.สนาม มทบ.17 จ.กาญจนบุรี และรพ.สนาม มท.18 จ.สระบุรี

ภาคอีสาน "กองทัพภาคที่ 2" จำนวน 4 แห่ง รพ.สนาม มทบ.28 จ.เลย รพ.สนาม กองพันเสนารักษ์ที่ 6 จ.ร้อยเอ็ด รพ.สนาม ฉก.กรมทหารพรานที่ 26 จ.บุรีรัมย์ รพ.สนาม กองพันทหารราบที่ 3 กรมทหารราบที่16 จ.ยโสธร 

ภาคเหนือ "กองทัพภาคที่ 3" รับผู้ป่วย 2 แห่ง รพ.สนาม มทบ.310 จ.ตาก รพ.สนาม มทบ.35 จ.อุตรดิตถ์

ภาคใต้ "กองทัพภาคที่ 4" รวม 5 แห่ง รพ.สนามกองพันทหารราบที่ 3 กรมทหารราบที่ 5 จ.สงขลา รพ.สนามกรมสนับสนุนกองพลทหารราบที่ 15 จ.สงขลา รพ.สนามกองพลพัฒนาที่ 4 จ.สงขลา  รพ.สนามกองพันทหารราบที่ 2 กรมทหารราบที่ 25 จ.ระนอง รพ.สนามกองพันทหารราบที่1 กรมทหารราบที่15 จ.กระบี่

ทั้งนี้ยังเปิดศูนย์ประสานงานต้านภัยโควิด ทบ. ได้ตลอด 24 ชม. ที่หมายเลข 02-092-7766 และ 088-984-7605-10

นำแพทย์-พยาบาลทหาร 37 จว. ดูแลผู้ป่วย พร้อมนำสโมสรตั้งจุดพักคอย

ขณะเดียวกัน พล.อ.ณรงค์พันธ์ จิตต์แก้วแท้ ผู้บัญชาการทหารบก ได้สั่งการให้ ศบค.ทบ กรมแพทย์ทหารบก และทุกกองทัพภาค เร่งดำเนินการปรับการบริหารจัดการ รพ.ค่ายทุกแห่ง และรพ.สนามเดิมที่เตรียมไว้ทั้งหมดให้เป็น รพ.สนามกองทัพบกประจำพื้นที่หรือจังหวัด เป็น รพ.รองรับการให้บริการผู้ป่วยติดเชื้อในจังหวัดอย่างเต็มรูปแบบ โดยทำงานร่วมกับสาธารณสุขจังหวัดในการรับและรักษาผู้ติดเชื้อ เพื่อให้การบริการประชาชนทุกจังหวัดได้เต็มศักยภาพ และทันต่อการแพร่ระบาดที่กำลังเกิดขึ้นในโดยใช้บุคลากรทางการแพทย์ของกองทัพบกร่วมกับสาธารณสุขประจำพื้นที่ดูแลผู้ป่วยและผู้ติดเชื้อ

ทั้งนี้ รพ.กองทัพบก 37 แห่งมีความพร้อมสามารถรองรับผู้ป่วยโควิดได้ถึง 3,600 เตียง และรับหน้าที่เป็นสถานพยาบาลที่ดูแลให้คำปรึกษาแก่ผู้ติดเชื้อโควิด-19 ที่แยกกักตัวที่บ้าน Home Isolation ในแต่ละจังหวัดด้วย รวมทั้งเร่งปรับและเตรียมสถานที่ สโมสรทหารบก เพื่อจัดตั้งศูนย์ สำหรับคัดแยกผู้ติดเชื้อ และพักรอก่อนที่จะส่งตัวเข้ารับการรักษาที่ รพ.สนามกองทัพบก และรพ.สนามในพื้นที่ กทม.ต่อไป

นำชุดเคลื่อนที่เร็วควบคุมพื้นที่กรุงเทพฯ ปริมณฑล บังคับใช้ ก.ม.

พล.อ.ณรงค์พันธ์ ยังระบุว่า ทบ.ได้ยกระดับมาตรการตามข้อกำหนดฉบับที่ 28 ศบค. เพื่อควบคุมการแพร่ระบาดโควิด-19 โดยมุ่งเน้นไปที่พื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวด (สีแดงเข้ม) หรือพื้นที่ที่มีผู้ติดเชื้อเป็นจำนวนมากทั้งใน กทม.และปริมณฑล โดยกำหนดเป้าหมายในการจัดทีมเคลื่อนที่เร็วแบบเบ็ดเสร็จ Covid-19 Response Team:CCRT การจัดตั้งจุดตรวจคัดกรองเชิงรุก การฉีดวัคซีนป้องกันให้ได้มากที่สุด การแยกกักตัวที่บ้าน (Home Isolation) ศูนย์พักรอการส่งตัว (Community Isolaton) มีการจัดตั้งโรงพยาบาลสนาม เพื่อรองรับผู้ป่วยเหลือง/แดงเพิ่ม (Hospitalisolation)

"นอกจากนี้ ศปม.ทบ. จัดตั้งจุดตรวจ ด่านตรวจ และด่านตรวจร่วม บนเส้นทางหลักเส้นทางรองบริเวณรอยต่อจังหวัดสีแดงเข้มกับจังหวัดที่มีพื้นที่ติดต่อ 13 จังหวัดตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อบังคับใช้มาตรการห้ามออกนอกเคหสถาน ตั้งแต่เวลา 21.00-04.00 น. การจัดชุดตรวจกิจกรรมกิจการที่ต้องเปิดตามเงื่อนไขเวลาและมาตรการป้องกันโรคที่ ศบค.กำหนด การจัดกำลังเข้าควบคุมแคมป์คนงานก่อสร้าง โดยส่งกำลังทหารเข้าลาดตระเวนในพื้นที่เพื่อเฝ้าระวัง ประสานการปฏิบัติกับเขตและผู้ประกอบการอย่างใกล้ชิดภายใต้มาตรการ จำกัดการเคลื่อนย้าย (Bubble & Seal)"

ส่งทหารตรวจเชิงรุกระดับชุมชน และนำ สห.หญิง ทหารพรานหญิง ตั้งจุดตรวจร่วม

นอกจากนี้ "กองทัพบก" จัดนายทหารประสานงาน สนับสนุนศูนย์ควบคุมการโควิด-19 กทม. และทีมเคลื่อนที่เร็วแบบเบ็ดเสร็จ ทั้งหมอทหาร ทหาร ตำรวจ เจ้าหน้าที่เขต โดยมีกองทัพบกรับผิดชอบใน 27 เขต ตามที่ ศปม.มอบหมาย ในการตรวจหาเชื้อเชิงรุกแบบเบ็ดเสร็จระดับชุมชน เพื่อคัดกรองแยกผู้ป่วยออกจากคนปกติ ซึ่งการจัดนายทหารประสานงาน สนับสนุนศูนย์ควบคุมการแพร่ระบาดโรคโควิด กทม. โดยจัดกำลังพลจาก กองทัพภาคที่ 1 ประกอบด้วย พล.1 รอ พล.ม.2 รอ. มทบ.11 และหน่วยทหารใน กทม.

"สั่งการและเน้นย้ำให้สนับสนุนการแก้ไขสถานการณ์โควิดอย่างเต็มที่ โดยกำลังพลทุกนายที่ออกปฏิบัติหน้าที่ต้องปฏิบัติตามมาตรการพิทักษ์พล และปฏิบัติตามที่ ศบค.กำหนดอย่างเคร่งครัด เพื่อให้มีร่างกายแข็งแรงพร้อมปฏิบัติภารกิจที่ได้รับมอบหมาย ในส่วนของการจัดตั้งด่านตรวจ จุดตรวจร่วม ให้พิจารณา นำสารวัตรทหารหญิง หรือทหารพรานหญิงเข้าให้คำแนะนำในการใช้เส้นทางในช่วงเวลากลางวันให้เกิดความสุภาพนุ่มนวล ส่วนในช่วงกลางคืนใช้กำลังทหารผู้ชายประจำจุดตรวจ ด่านตรวจร่วม"

นอกจากนี้ ได้ให้กำลังพลพร้อมยานพาหนะ ลงพื้นที่ดูแลช่วยเหลือบรรเทาความเดือดร้อนให้กับประชาชน ได้แก่เพื่อมอบหน้ากากอนามัย และเจลแอลกอฮอล์เพื่อเสริมการดูแลป้องกันตนเอง จัดรถครัวสนาม พร้อมกำลังพลจิตอาสาของหน่วยลงพื้นที่เพื่อแจกจ่ายอาหารปรุงสุก พร้อมน้ำดื่ม รวมถึงบริการ Army Delivery ส่งต่อถุงยังชีพ เครื่องอุปโภคบริโภคและยารักษาโรค เสริมปัจจัยดำรงชีพ เพื่อช่วยบรรเทาความเดือดร้อน และลดภาระค่าใช้จ่ายภายในครัวเรือนให้กับพี่น้องประชาชน

เสริมกำลังทหาร ตำรวจ พร้อมสู้ไปด้วยกัน เพื่อดูแลประชาชน ตลอด 24 ชม.


ในส่วนกลาโหม พล.ท.คงชีพ ตันตระวาณิชย์ โฆษก กห. กล่าวเสริมว่า ทหาร ตำรวจ ได้จัดกำลังเสริมชุด CCRT ของ กทม. รวม 138 ชุด เร่งเข้าไปตรวจค้นหาเชิงรุกตามบ้านและชุมชนใน กทม. 50 เขต เพื่อแยกผู้ป่วยติดเชื้อออกจากชุมชน นำเข้าสู่ระบบการรักษาตามสถานพยาบาลที่กำหนด พร้อมทั้งฉีดวัคซีนให้กับผู้สูงอายุ และกลุ่ม 7 โรคเสี่ยงที่ยังไม่ได้รับถึงบ้านทันทีเพื่อเร่งหยุดการกระจายของเชื้อร่วมกัน

พร้อมจัดตั้ง "ศูนย์เคลื่อนย้ายผู้ป่วย" โดยจัดยานพาหนะกว่า 200 คัน พร้อมเจ้าหน้าที่เสริมตลอด 24 ชม. สายด่วน 191,1668, 1669, 1330 และ ศูนย์เคลื่อนย้ายฯ 062 4427903, 062 3502357 รวมถึง "ศูนย์ประสานงานต้านภัยโควิด" เพื่อช่วยเหลือทุกกรณี ฟรีตลอด 24 ชม. ทั้งการรับ-ส่ง ผู้ป่วย และผู้หายป่วย รวมทั้งเคลื่อนย้าย ฌาปนกิจศพผู้ติดเชื้อ ขณะเดียวกันได้จัดยานพาหนะและอากาศยาน สนับสนุนส่งกลับผู้ป่วยที่สมัครใจไปรับการรักษาในภูมิลำเนาตามความพร้อมของจังหวัดปลายทาง

นอกจากนี้ให้ กองทัพ จัดกำลังลงพื้นที่ตั้ง "จุดบริการประชาชน" ในชุมชน 13 จังหวัดพื้นที่สีแดงเข้ม โดยกำลังทหารได้กระจายลงพื้นที่ชุมชนต่างๆ แล้ว รวม 110 จุด โดยเป็นพื้นที่ใน กทม. 44 จุด โดยสามารถแจ้งเหตุ เพื่อขอรับการช่วยเหลือได้ในทุกกรณี ซึ่งก็จะช่วยรองรับแก้ปัญหาเฉพาะหน้าที่เกิดขึ้นในพื้นที่ได้รวดเร็วขึ้น

ทั้งนี้จะเห็นว่าสถานการณ์วิกฤติโควิด-19 ที่ยังรุนแรงขยายตัวเป็นวงกว้างต่อเนื่องยาวนานนี้ เป็นภัยต่อชีวิตและความยากลำบากของทุกครอบครัว ทุกคนจะต้องเป็นหนึ่งเดียวกัน ช่วยเหลือดูแลกันและกัน และกำลังใจซึ่งกัน

ในวิกฤติของสงครามภัยร้ายโควิด-19 บทบาท กองทัพ การปฏิบัติหน้าที่สำคัญของฝ่ายความมั่นคง ทหาร ต้องการเห็นประชาชนทุกคน พร้อมที่จะ "สู้ไปด้วยกัน" เช่นเดียวกับเหล่าทัพ ที่จะหนักแน่นมุ่งมั่นปฏิบัติหน้าที่ เพื่อให้คนไทยทุกคนพ้นจากโรคร้ายไปด้วยกัน

ผู้เขียน  : ยุทธจักรเขียว

กราฟิก  : Jutaphun Sooksamphun

อ่านเพิ่มเติม...

แท็กที่เกี่ยวข้อง

โควิด-19special contentศปม.กองทัพบกช่วยผู้ป่วยโควิด-19ปฏิบัติการเชิงรุกตั้งจุดตรวจรพ.สนามเปิดค่ายทหารจุดพักค่อยสโมสรทหารกองทัพบกข่าวทั่วไป

คุณอาจสนใจข่าวนี้

thairath-logo

ApplicationMy Thairath

ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
Trendvg3 logo
Sonp logo
inet logo
วันพุธที่ 15 กันยายน 2564 เวลา 06:29 น.
ติดต่อโฆษณาร่วมงานกับเราติดต่อเรา
เกี่ยวกับไทยรัฐมูลนิธิไทยรัฐศูนย์ข้อมูลไทยรัฐบริการข่าวไทยรัฐ - App & SMSFAQศูนย์ช่วยเหลือนโยบายความเป็นส่วนตัวเงื่อนไขข้อตกลงการใช้บริการไทยรัฐโลจิสติคส์