สถานการณ์การระบาดโควิดสายพันธุ์เดลตาเข้ามาปะทะสายพันธุ์อัลฟา ยังคงแผ่ขยายอิทธิพลกระจายเชื้อออกไปในหลายจังหวัด จนทำให้ “คนไทย” พากันตกตะลึงผวากันทั้งประเทศจากตัวเลขผู้ติดเชื้อรายใหม่พุ่งทะยาน 9 พันคนหลายวันติดต่อกัน
ส่วนหนึ่งเชื่อว่า “เกิดจากคำสั่งปิดแคมป์ก่อสร้าง” ผลักดันการเคลื่อนย้าย “แรงงานจากพื้นที่ กทม.” เดินทางกลับภูมิลำเนา เสมือนปล่อยเชื้อกระจายไปทั่วประเทศ กลายเป็นเรื่องน่าห่วงกังวลอันนำมาซึ่ง “จำนวนผู้ป่วยหนัก” ต้องใช้ท่อช่วยหายใจเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ตามมานี้
ท่ามกลาง “ปัญหาขาดแคลนเตียงผู้ป่วยไอซียู และบุคลากรแพทย์เฉพาะทาง” ทำให้ประเทศไทยต้องเดินมาสู่ “การล็อกดาวน์ และเคอร์ฟิว” อีกครั้ง ในการยกระดับควบคุมพื้นที่แดงเข้ม 14 วัน ในเขตกรุงเทพฯ นนทบุรี ปทุมธานี นครปฐม สมุทรสาคร สมุทรปราการ นราธิวาส ปัตตานี ยะลา และสงขลา
บังคับปิดสถานที่เสี่ยงติดโรค กำหนดเวลาออกนอกเคหสถาน ร้านสะดวกซื้อตลาดโต้รุ่งปิดเวลา 2 ทุ่มถึงตีสี่ ห้ามรวมกลุ่มกัน สถานศึกษาจัดการเรียนการสอนแบบออนไลน์ 100% เพื่อหวังลดจำนวนผู้ติดเชื้อ
ศ.นพ.มานพ พิทักษ์ภากร หน.ศูนย์วิจัยเป็นเลิศด้านการแพทย์แม่นยำ ศูนย์จีโนมิกส์ศิริราช คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มองว่า การยกระดับประกาศ “ใช้มาตรการล็อกดาวน์ และเคอร์ฟิว” ทุกคนรู้ดีว่าเป็นการสกัดการระบาดโรคติดต่อได้เพียงระยะเวลาสั้นๆ อันเป็นลักษณะของการซื้อเวลาเท่านั้น
ปัจจัยมาจาก “โควิดระบาดทวีความรุนแรง” ส่งผลให้ “ผู้ติดเชื้อสูงรายวัน” กลายเป็นสภาวะ “ผู้ป่วยหนักล้นระบบ” ดั่งเช่นตอนนี้ที่สถานการณ์กำลังเปรียบเสมือน “น้ำท่วม” จำเป็นต้องตักยอดต้นน้ำออกไปก่อน เพื่อให้ปลายน้ำไหลเข้ามาเพิ่มเติมได้อย่างเหมาะสมไม่ให้น้ำท่วมล้นมากเกินไป
เพราะขณะนี้ตาม “โรงพยาบาลหลายแห่ง” มีการรับผู้ป่วยโควิดเกินกว่าศักยภาพหลายวันแล้ว ถ้าจำไม่ผิดทั่วประเทศมีเตียงไอซียูโควิด 500 เตียง แต่ขยายเตียงเพิ่มจนล้นออกมาเป็น 700 เตียง กลายเป็นประสบภาวะเตียงไม่เพียงพอ ทั้งยังทำให้ “บุคลากรทางการแพทย์” รับหน้าที่หนักมาหลายเดือนเช่นกัน
ย้ำว่า “ยอดผู้ติดเชื้อเพิ่มสูง” ในจำนวนนี้ต้องมี “ผู้ป่วยหนักราว 10%” เช่นนี้หาก “สัดส่วนผู้ติดเชื้อคงที่ 9 พันคนต่อวัน” คำนวณให้เห็นตัวเลขง่ายๆ ที่ต้องมีเตียงผู้ป่วยหนัก 900 เตียงต่อวันเช่นกัน
หนำซ้ำ “ตัวเลขปรากฏอยู่ทุกวันนี้” กลับไม่ใช่ยอดจำนวนผู้ป่วยติดเชื้ออย่างแท้จริง แต่เพราะมีผู้ติดเชื้อไม่แสดงอาการแฝงอยู่ราว 2-3 หมื่นคน ดังนั้น “มาตรการล็อกดาวน์” จะช่วยตัดตอนหยุดการระบาดได้ ซึ่งในช่วงแรกอาจยังเห็น “ผู้ติดเชื้อ” เพิ่มขึ้นอยู่อันเป็นผลให้ต้องมี “ผู้ป่วยหนัก” เช่นเดิม
ทว่าผลนี้จะปรากฏให้เห็นอัตราการติดเชื้อลดลงชัดเจนได้อีก 14 วันข้างหน้า นับแต่เริ่มมาตรการนี้ที่จะทำให้เตียงผู้ป่วยหนักว่างลงใน 4–5 วัน หลังประกาศผ่อนคลายตามมานี้
ด้วยเหตุนี้จึงจำเป็นต้องใช้ “มาตรการล็อกดาวน์” เพื่อลดการติดเชื้ออันเป็นลักษณะออกมาตรการชะลอ “ผู้ป่วยหนักต้องนอนโรงพยาบาลลดลงต่ำสุด” เพื่อให้เกิดการหมุนเวียนเตียงรองรับคนต่อไปได้ ทั้งยังเป็นการช่วยผ่อนคลายให้ “บุคลากรทางการแพทย์” ได้มีช่วงเวลาพักเหนื่อยได้สักเล็กน้อยอีกด้วย
แต่เมื่อมีการ “ใช้มาตรการล็อกดาวน์เฉพาะพื้นที่” สิ่งที่ต้องระวังควรควบคุมสกัดกั้นการเคลื่อนย้ายคนข้ามจังหวัดเข้มงวด มิเช่นนั้นจะกลายเป็นการผลักดันเชื้อไปพื้นที่อื่นเป็นวงกว้างกว่าเดิม ดั่งที่เคยมีตัวอย่างมาแล้วก่อนหน้านี้ใน “คำสั่งปิดแคมป์คนงาน” ที่ต้องนำมาเป็นบทเรียนปรับปรุงให้ดีขึ้นด้วย
แน่นอนว่า “มาตรการล็อกดาวน์ และเคอร์ฟิว” ไม่ใช่แนวทางแก้ปัญหายั่งยืน เพราะทันทีที่มี “คำสั่งผ่อนคลาย” มักทำให้โควิดกลับมาระบาดซ้ำใหม่ ยกเว้นกำหนดมาตรการสกัดควบคู่ไปด้วย 2 ปัจจัย คือ ปัจจัยแรก...“ปูพรมฉีดวัคซีนครอบคลุมคนไทย” ตามเป้ากำหนดไว้ในสิ้นปีนี้ 70% ของประชากรทั้งประเทศ
ซ้ำร้ายกลับต้องมาเจอ “การส่งมอบวัคซีนล่าช้า” กลายเป็นปัญหา ขาดแคลนทำให้ “คนไทย” ได้รับวัคซีนแบบจํากัดจําเขี่ยมาก ในส่วน “วัคซีนมีอยู่” ประสิทธิภาพในการป้องกันได้ระดับปานกลางอีก ปัจจัยต่อมา... “ศักยภาพการตรวจเชิงรุก” ที่ต้องเร่งระดมค้นหาผู้ติดเชื้อให้ได้มากกว่าที่เป็นอยู่นี้อย่างมหาศาล
ยอมรับว่าตอนนี้ “ประเทศไทย” เผชิญปัญหาขาดข้อมูลตัวเลขผู้ติดเชื้อ ทั่วประเทศแท้จริง ในขณะที่การแพร่ระบาดออกไปรวดเร็วทุกวินาทีเพราะ “การตรวจคัดกรองหาผู้ติดเชื้อโควิด” ทำได้น้อยเข้าถึงยาก ส่งผลให้ “ผู้ติดเชื้อไม่มีอาการ” ไม่อาจเข้าถึงการตรวจกว่าจะรู้ว่า “ติดเชื้อ” ก็ปล่อยกระจายไปเป็นวงกว้างมากแล้ว
ทั้งยังส่งผลให้ “อาการป่วย” พัฒนากลายเป็น “ผู้ป่วยหนัก” ต้องเข้ามารักษาในโรงพยาบาลเพิ่มขึ้นอยู่ขณะนี้ ทำให้มี “อัตราการเสียชีวิต” สูงขึ้นตามมาอีกด้วย
ดังนั้น “การตรวจคัดกรองหาผู้ติดเชื้อ” ต้องเพิ่มศักยภาพให้มากกว่านี้ 2-3 เท่าเป็นอย่างน้อย
หากว่า “การตรวจเข้าถึงง่ายคัดกรองหาคนติดเชื้อรวดเร็ว” ย่อมสะท้อนให้เห็นถึงจำนวนผู้ติดเชื้อได้ชัดเจน ถ้ามี “ยอดผู้ป่วยสูงขึ้น” ก็ออกมาตรการป้องกันได้ถูกต้องเหมาะสม ในการสกัดกั้นการระบาดตรงจุด ในส่วนคนรู้ว่า “ติดเชื้อ” ก็กักตัวแยกออกจากครอบครัว เพื่อตัดตอนได้เป็นอย่างดี
ตอกย้ำว่าในช่วง “ประกาศมาตรการล็อกดาวน์ และเคอร์ฟิว” สามารถทำให้มีประสิทธิภาพในการสกัดกั้นการระบาดโควิดอย่างยั่งยืนได้นี้ จำเป็นต้องทำควบคู่กับการปูพรมฉีดวัคซีนครอบคลุมประชากรให้เร็ว เพื่อเป็นตามแผนตั้งเป้าฉีดวัคซีนให้ได้วันละ 5 แสนโดสต่อวัน ครอบคลุม 50 ล้านคนในสิ้นปีนี้
แต่เท่าที่สังเกตพบว่า “การฉีดวัคซีนให้คนไทย” ค่อนข้างเป็นไปด้วยความล่าช้ามาหลายสัปดาห์ ดังนั้นแม้วันนี้ระดมปูพรมฉีดวันละ 5 แสนโดส ก็ไม่รู้จะครบตามกำหนดในสิ้นปีนี้ได้หรือไม่ เพราะถ้ามีการฉีดได้น้อยเพียงใด จะยิ่งทำให้เป้าหมายรายวันขยายเพิ่มออกไปอีกเรื่อยๆ
“ล็อกดาวน์ไม่ใช่การแก้ปัญหายั่งยืน แต่ต้องใช้ช่วงนี้ทำควบคู่สุ่มตรวจเชิงรุกค้นหาผู้ติดเชื้อ และเร่งกระจายวัคซีนครอบคลุมให้มาก สิ่งนี้จะเป็นมาตรการป้องกันอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุดตามมา”
จริงๆแล้ว “การระบาดระลอก 2 และระลอก 3” ส่วนหนึ่งเกิดจาก “ความชะล่าใจ” ที่เรียกว่า “การ์ดตกเชิงบริหาร” เปรียบเทียบเสมือน “กระต่ายกับเต่า” ที่กระต่ายคิดว่าสามารถควบคุมสถานการณ์ได้ดีแล้วจนไม่ดำเนินการใดๆ ทั้งรีๆรอๆเรื่องการจัดหาวัคซีน และรีๆรอๆเกี่ยวกับการขยายศักยภาพด้านสาธารณสุข
ตั้งแต่ “ระบบตรวจเชิงรุก และการเฝ้าระวังสกัดกั้นป้องกัน” เหตุนี้ในการระบาดที่เกิดขึ้นทุกครั้งสังเกตได้มัก “เจอการระบาดโดยบังเอิญทั้งสิ้น” ไม่ว่าจะเป็นคลัสเตอร์สมุทรสาคร คลัสเตอร์ทองหล่อของพันธุ์อัลฟา แม้แต่การระบาดสายพันธุ์เดลตาในคลัสเตอร์กลุ่มแคมป์คนงานก็ล้วนแล้วแต่เจอโดยบังเอิญทั้งนั้น
สุดท้ายนี้ในสถานการณ์การระบาดย่ำแย่จาก “ผู้ป่วยหนักล้นโรงพยาบาล” อยู่นี้แม้ว่า “คนมีเงิน” ก็ไม่อาจหาเตียงผู้ป่วยได้แล้ว ดังนั้นหนทางในการลดจำนวนผู้ป่วยหนักได้ก็คือ “มาตรการล็อกดาวน์” ที่ต้องทำให้ดีถึงมีผลต่อ “ตัวเลขผู้ป่วยลดลง” แบบช่วงระยะเวลาสั้นๆ เท่านั้น
เว้นแต่เพิ่มศักยภาพสุ่มตรวจเชิงรุกคัดแยก “ผู้ติดเชื้อ” ออกจากคนปกติสู่การรักษากักตัว ควบคู่เร่งกระจายวัคซีนที่มีประสิทธิภาพป้องกันให้ครอบคลุมโดยเร็วกว่านี้
มิเช่นนั้นเราก็เป็นได้แค่ “แมวกำลังพากันไล่จับหนูอยู่ตลอด” เมื่อเกิดการระบาดสร้างความเสียหายแล้ว “ค่อยมาคิดหาวิธีแก้ไขป้องกัน” ไม่ทันรับมือเหตุการณ์ได้ ต้องทนเจ็บซ้ำแล้วซ้ำเล่า.