ปิดแคมป์คนงานแตกฮือ ผลักเชื้อโควิดออกตจว.?

ข่าว

    ปิดแคมป์คนงานแตกฮือ ผลักเชื้อโควิดออกตจว.?

    ไทยรัฐฉบับพิมพ์

      6 ก.ค. 2564 05:01 น.

      ความปั่นป่วนโกลาหลบังเกิดทั่วประเทศเมื่อ “คนงานก่อสร้างแตกรัง” เผ่นหนีกลับบ้านนับแต่มีคำสั่งปิดแคมป์ผู้รับเหมาทุกแห่ง ห้ามนั่งรับประทานอาหารในร้าน ห้างสรรพสินค้าปิด 3 ทุ่ม เพื่อลดการระบาดโควิด-19 ในพื้นที่สีแดงเข้มเป็นเวลา 30 วัน มีผลตั้งแต่ 28 มิ.ย.2564 เป็นต้นไป

      ตามอำนาจความในมาตรา 9 แห่ง พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ฉบับที่ 25 บังคับใช้ในเขตพื้นที่ควบคุมสูงสุด คือกรุงเทพฯ และปริมณฑล รวมถึง 4 จชต. ตั้งแต่ จ.นราธิวาส ปัตตานี ยะลา สงขลา ทำให้ “คนงาน” ผู้ได้รับผลกระทบ ต่างเก็บข้าวของทยอยเดินทางกลับบ้านต่างจังหวัดกันอย่างต่อเนื่อง

      กรณีนี้กลายเป็น “ความวิตกกังวลกันทั้งประเทศ” เสมือนผลักให้มีการเคลื่อนย้าย “ผู้ติดเชื้อโควิด-19” นำไปแพร่กระจายตามภูมิลำเนาในภูมิภาคเป็นวงกว้างมากยิ่งขึ้น “ฝ่ายความมั่นคง ฝ่ายปกครอง ฝ่ายสาธารณสุข” ต่างเร่งเข้าควบคุมทุกแคมป์ ไซต์คนงานที่พบการระบาด “ห้ามเข้าออก” โดยทันที

      ทั้งยังขอให้ “เหล่าทัพ” จัดรถครัวสนามสนับสนุน “ทุกชุมชน ทุกคลัสเตอร์” ที่มีการควบคุมกำกับอยู่นี้ พร้อมเร่งตรวจคัดกรองเชิงรุกนำ “ผู้ป่วย” สู่ระบบการรักษาควบคุมโรค ท่ามกลางปัญหาการขาดแคลนเตียงรองรับผู้ป่วยที่อาการรุนแรงและอาการวิกฤติในกรุงเทพฯและปริมณฑล

      อีกด้าน “ทุกจังหวัด” ก็เพิ่มการควบคุมสูงสุดทุกช่องทางทั้งสถานีขนส่ง รถไฟ สนามบิน และตั้งจุดตรวจคัดกรองในการเดินทางสายหลัก เพื่อป้องปรามการเคลื่อนย้ายแรงงานข้ามเขตจังหวัด ทั้งติดตาม ค้นหา...คัดกรองผู้ที่เดินทางเข้าหมู่บ้านทุกราย ถ้าพบคนเดินทางมาจากพื้นที่ที่กำหนดควบคุมสูงสุดให้กักตัว 14 วันทันที

      สุดท้ายก็เป็นไปตามคาด “แรงงานก่อสร้างหนีกลับบ้านเกิด” ทำให้หลายจังหวัดเจอผู้ติดเชื้อโควิด-19 รายใหม่พุ่งพรวดขึ้น เช่นเดียวกับ “วิไลรัตน์” อายุ 32 ปี ชาว อ.เขาวง กาฬสินธุ์ ที่หนีกลับมาบ้าน เล่าว่า

      ปกติแล้ว “รับเหมาติดตั้งระบบสายไฟในอาคาร” เป็นซับคอนแทรคของบริษัทเอกชนที่มี “คนงาน 10 คน” รับจ้างทั่วไปตามไซต์งานตั้งแต่งานโครงการขนาดเล็กจนถึงโครงการขนาดใหญ่

      ปีที่แล้วเริ่มมีโควิด-19 รับงานอยู่เขตสาทร กทม. ก็พยายามเน้นย้ำให้ “คนงาน” ป้องกันตัวเองอย่างรัดกุมด้วยการใส่หน้ากาก หมั่นล้างมือ และไม่จำเป็นอย่าไปยุ่งเกี่ยวกับแผนกส่วนอื่น เพราะงานในไซต์ก่อสร้างนี้ต้องอยู่กับ “แรงงานมากหน้าหลายตา” ทั้งคนไทยและคนต่างด้าวอยู่ทุกวัน

      ดังนั้นย่อมมี “ความเสี่ยงติดเชื้อโควิด-19” ได้ตลอดเวลา จึงต้องยึดหลักมาตรการป้องกันตัวเองสูงสุดเท่าที่สามารถทำได้ส่วนที่เหลือเป็น “เรื่องของดวงชะตาแต่ละคน” จนต่อมาเดือน เม.ย.2564 รับงานโครงการใหญ่ย่านพระราม 9 ซึ่งตอนนี้ “โควิด-19” กำลังระบาดในกลุ่มแรงงานต่างด้าวแนวโน้มสูงขึ้นเรื่อยๆ

      แต่เราคงทำงานปกติเน้นย้ำให้ “คนงาน” ระวังป้องกันตัวเองมากกว่าเดิมด้วยการไม่ดื่มน้ำในกระติกร่วมกับคนอื่น เว้นระยะห่างกับกลุ่มคนงานต่างด้าว งดการสังสรรค์ทุกกรณี จนต้นเดือน พ.ค.มานี้ก็มี “การติดเชื้อในแคมป์แรงงานก่อสร้าง” ทำให้ผู้รับเหมาโครงการบังคับทุกคนตรวจหาเชื้อครั้งแรก “ผลเป็นลบ” ทั้งหมด

      ปลายเดือน มิ.ย. ก็ปรากฏพบผู้ติดเชื้อคนแรก “แม่ค้าขายของในไซต์งาน” เหตุนี้ “จนท.สาธารณสุข กทม.” ก็เข้ามาทำการปูพรมคัดกรองเชิงรุกพบ “ผู้ติดเชื้อ” เพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมาก

      ไม่นาน “รัฐบาล” ก็มีคำสั่ง พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ฉบับที่ 25 ปิดแคมป์ในพื้นที่สีแดงเข้ม ทำให้ไซต์งานทั้งระบบไม่สามารถเดินหน้าต่อไปได้ต้องหยุดชั่วคราว ดังนั้น สำหรับ “ซับคอนแทรคทำงานกินเงินรายวัน” ถ้าไม่มีงานก็ไม่มีเงินรายได้ ทำให้ต้องแบกภาระค่าเช่าบ้าน ค่าเลี้ยงดูคนงาน และมีภาระ
      เลี้ยงดูครอบครัวที่ต่างจังหวัดอีก

      เริ่ม “ทบทวนตัดสินใจกลับบ้านเกิด” เพราะอยู่ไปก็ไม่มีงานทำไม่มีรายได้อยู่แล้ว โดยเฉพาะ “เพื่อนร่วมงานทั้งหมด 10 คน ติดโควิด–19 แล้ว 4 คน” แต่ไม่สามารถเข้าไปนอนรักษาในโรงพยาบาลเขตพื้นที่กรุงเทพฯได้ เหตุเพราะ “เตียงผู้ป่วยเต็มหมด” ต้องนอนรักษาอยู่ห้องเช่าย่านจรัญสนิทวงศ์ซอย 2 ไม่น้อยกว่า 7 วัน

      อีกทั้งก็เชื่อว่า “คนงานในทีม” ก็น่าจะติดเชื้อกันทั้งหมดแล้วด้วย จึงเตรียมตัวจะพากันเดินทางกลับบ้านเกิดที่ จ.กาฬสินธุ์ ในวันที่ 27 มิ.ย. ด้วยการแจ้งต่อ “ผู้ใหญ่บ้าน อสม.” ล่วงหน้าไว้แล้ว และก่อนกลับ 3 วันก็ได้เข้าตรวจหาเชื้อซ้ำปรากฏ “ผลเป็นลบ” ทำให้มีใบรับรองแพทย์ยืนยันด่านตรวจคัดกรองตามเส้นทางกลับบ้าน

      กระทั่งมาถึง “อ.เขาวงอันเป็นบ้านเกิด” ก็เข้ารายงานตัว สนง.สธ.จ.กาฬสินธุ์ ปรากฏว่า “ผลตรวจคัดกรอง 4 คน ติดเชื้อโควิด-19” เข้าสู่การรักษาตัวในโรงพยาบาล จ.กาฬสินธุ์ และรอผลตรวจยืนยันอีก 2 คน

      “ความรู้สึกหลังทราบ ติดเชื้อโควิด-19 ค่อนข้างวิตกกังวลกลัวเฉพาะ เตียงผู้ป่วยเต็ม แต่เมื่อสาธารณสุขจังหวัดแจ้งว่า มีเตียงเพียงพอรับผู้ป่วย ทำให้สบายใจขึ้น ในส่วน อาการคงเหมือนคนปกติทั่วไป อาจเป็นเพราะไม่มีโรคประจำตัว และอายุยังน้อยด้วยเหตุนี้คิดว่าน่าจะมีโอกาสรักษาหาย
      รอดชีวิตได้” วิไลรัตน์ว่า

      เช่นเดียวกับ “นุ้ย อายุ 32 ปี ชาวกาฬสินธุ์” ช่างก่อสร้างไซต์งานใน จ.ชลบุรี เล่าว่า ตอนนี้ในพื้นที่ จ.ชลบุรี เริ่มมีการระบาดในแคมป์คนงานก่อสร้าง สถานประกอบการ และตลาด ทำให้มีเจ้าหน้าที่เข้าค้นหาเชิงรุกกันอย่างเข้มงวด ในส่วน “ไซต์งานก่อสร้างใด” ไม่พบมีการระบาดติดเชื้อก็คงทำงานกันปกติดังเดิมอยู่

      โชคดีไซต์งานที่ทำอยู่นี้ “ไม่มีผู้ติดเชื้อ” แต่ก็ไม่ประมาทในการทำงานต้องป้องกันตัวเองเข้มงวดยิ่งขึ้น เพราะมักอยู่ใกล้ชิดเพื่อนร่วมงานคนอื่น ทั้งคนไทยและแรงงานต่างด้าว ทำให้ความเป็นอยู่ค่อนข้างลำบาก โดยเฉพาะผลกระทบทางเศรษฐกิจตกต่ำจนถูกตัดโอทีรับเฉพาะค่าแรง 350 บาทต่อวัน

      อีกไม่นานสถานการณ์ก็น่าจะไม่ต่างจาก “ไซต์งานในกรุงเทพฯ” ที่มีเพื่อนหมู่บ้านเดียวกันทำงานช่างก่อสร้างต่างตกอยู่ในที่นั่งลำบากจากการแพร่ระบาดโควิด-19 ตามไซต์งานก่อสร้างหลายแห่ง ทำให้ “รัฐบาล” ต้องออกคำสั่งให้ปิดแคมป์คนงานก่อสร้างเป็นเวลา 1 เดือน ส่งผลให้ต้องหยุดงานขาดรายได้ชั่วคราว

      ผลกระทบนี้ทำให้ “เพื่อนหลายคน” ต่างพากันทยอยกลับบ้านต่างจังหวัดแล้ว ในจำนวนนี้มี “บางคน” เดินทางถึงบ้านแล้วตรวจคัดกรองซ้ำพบว่า “ติดเชื้อโควิด-19” ทั้งยังมี “บางส่วนติดเชื้อ” และกำลังนอนพักรักษาตัวอยู่ห้องเช่าในกรุงเทพฯ เพื่อรอคิวให้เตียงผู้ป่วยว่างในการเข้ารักษาตัวตามโรงพยาบาลต่อไป

      ตอกย้ำ “ความรู้สึกกลัวระแวงเพื่อนร่วมงานมากขึ้น” แต่ไม่สามารถถอยหลังหยุดทำงานกลับบ้านต่างจังหวัดได้เหมือนกับคนอื่น เพราะแบกรับภาระหนี้สินผูกพันอยู่มาก ทั้งค่าผ่อนรถ เลี้ยงดูพ่อแม่ และค่าเทอมลูก 2 คน ทำให้คงต้องดิ้นรนสู้เก็บเงินไปก่อนแล้วสิ้นเดือน ก.ค.นี้ค่อยกลับบ้านเกิดก็ได้

      เรื่องนี้ไม่ต่างจาก “จิ๋ว อายุ 32 ปี ชาว จ.ศรีสะเกษ” โฟร์แมนระบบติดตั้งไฟฟ้าในอาคารไซต์งานในพัทยา บอกว่า รู้สึกกังวลสถานการณ์การ ระบาดโควิด-19 ครั้งนี้มาก เพราะตอนนี้มี “เพื่อนช่างก่อสร้างหลายคน” ทำไซต์งานในเขตกรุงเทพฯ “ติดเชื้อ” ต้องนอนรอความตายอยู่ในห้องเช่า เพราะไม่มีเตียงผู้ป่วยว่างเลย

      ทั้งยังมี “บางคนติดเชื้อไม่รู้ตัว” ทยอยกลับบ้านต่างจังหวัดเป็นปกติต้องเข้าใจว่า “ช่างก่อสร้างคนไทย” ไม่พักในแคมป์เหมือนกับ “แรงงานต่างด้าว” จึงสามารถเดินทางกลับภูมิลำเนาได้ ดังนั้น ถ้าเจ้าหน้าที่แต่ละหมู่บ้านไม่เข้มงวดคัดกรองค้นหา “แรงงานจากพื้นที่เสี่ยงกลับบ้าน” ก็มีโอกาสแพร่ระบาดในพื้นที่เร็วๆนี้ก็ได้

      เหตุนี้แม้ทำงานไซต์งาน จ.ชลบุรี แต่พื้นที่ก็ห่างจากกรุงเทพฯไม่ถึง 100 กม. ต่างรู้สึกมีความเสี่ยงการแพร่ระบาดมาในพื้นที่นี้ได้เช่นกัน ทำให้ออกห้องไปทำงานมัก “พกเจลแอลกอฮอล์ล้างมือ สวมใส่หน้ากาก” ทั้งยังงดพบปะสังสรรค์หลังเลิกงาน ที่เชื่อว่าทุกคนมีโอกาสนำเชื้อมาสู่ตัวเองได้เสมอ

      เพราะเกรง “ติดเชื้อแล้วนำไปติดต่อคนในครอบครัว” ดังนั้น ในช่วงปลายเดือน มิ.ย.ที่ผ่านมานี้ได้พา “ภรรยา และลูกวัย 1 เดือน” กลับไปอยู่บ้านต่างจังหวัดก่อนชั่วคราว ในส่วนตัวเองคงจำต้องยอมรับความเสี่ยงก้มหน้าก้มตาทำงานต่อไป เพื่อแลกกับเงินเลี้ยงปากท้อง และครอบครัว...

      ทั้งหมดนี้สะท้อน “ชีวิตคนหาเช้ากินค่ำ” ส่งสัญญาณถึง “ภาครัฐ” คัดกรองค้นหา “ผู้มาจากพื้นที่เสี่ยงสูง” อย่าคลาดสายตา มิเช่นนั้น “เชื้อโควิด” จะกระจายในต่างจังหวัดเป็นวงกว้างมากกว่าที่เป็นอยู่นี้.

      อ่านเพิ่มเติม...

      แท็กที่เกี่ยวข้อง

      โควิด-19สถานการณ์โควิดปิดแคมป์ก่อสร้างปิดแคมป์คนงานคลัสเตอร์แคมป์คนงานคนงานก่อสร้างกลับบ้านเกิดผลกระทบสกู๊ปหน้า 1

      คุณอาจสนใจข่าวนี้

      thairath-logo

      ApplicationMy Thairath

      ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
      Trendvg3 logo
      Sonp logo
      inet logo
      วันพุธที่ 8 ธันวาคม 2564 เวลา 16:19 น.
      ติดต่อโฆษณาร่วมงานกับเราติดต่อเรา
      เกี่ยวกับไทยรัฐมูลนิธิไทยรัฐศูนย์ข้อมูลไทยรัฐบริการข่าวไทยรัฐ - App & SMSFAQศูนย์ช่วยเหลือนโยบายความเป็นส่วนตัวเงื่อนไขข้อตกลงการใช้บริการไทยรัฐโลจิสติคส์