พิษวัคซีนคนปกติเดี้ยง? จี้พิสูจน์ชดเชยเสมอภาค

ข่าว

    พิษวัคซีนคนปกติเดี้ยง? จี้พิสูจน์ชดเชยเสมอภาค

    ไทยรัฐฉบับพิมพ์

      30 มิ.ย. 2564 05:01 น.

      “การระบาดโควิด-19 คลัสเตอร์คลองเตย” แม้มีแนวโน้มคลี่คลายดีขึ้นแล้วแต่ยังคุกรุ่นไม่น่าไว้วางใจพร้อมปะทุระเบิดมาใหม่ได้ทุกเมื่อเพราะยังมีตัวเลขผู้ติดเชื้อรายใหม่คงเกิดขึ้นมีอยู่เรื่อยๆ

      ทั้งปรากฏปัญหาใหญ่ “คนชุมชนคลองเตยรับวัคซีนบางส่วนมีอาการผลข้างเคียงรุนแรง” นับแต่ฉีดกันไปตั้งแต่เดือน เม.ย.2564 ที่เริ่มมี “คลัสเตอร์คลองเตยใหม่ๆ” จากผู้ป่วยติดเชื้อพุ่งสูง 304 รายใน 12 ชุมชนด้วยเหตุสภาพพื้นที่เป็นชุมชนแออัดมีประชากรราว 7.5 หมื่นครัวเรือน ใน 39 ชุมชน

      อันมีปัจจัยจากลักษณะ “ชุมชนแออัดปลูกบ้านติดกัน” แต่ละครอบครัวอยู่รวมกันในพื้นที่จำกัด ทำให้การติดเชื้อโควิด-19 เกิดขึ้นง่ายแพร่กระจายไปหลายพื้นที่ในกรุงเทพฯ รวดเร็วด้วย กลายเป็นความโกลาหลอลหม่าน “กรุงเทพมหานคร และกระทรวงสาธารณสุข” ระดมเจ้าหน้าที่ควบคุมการระบาดเร่งด่วน

      ด้วย “การตรวจหาเชื้อเชิงรุก” คัดแยกผู้ป่วยติดเชื้อเข้าสู่กระบวนการรักษา มีการกักตัวผู้เสี่ยงสัมผัสใกล้ชิดเร่งด่วน ทั้งยังเร่งระดมฉีดวัคซีนครอบคลุมกลุ่มเป้าหมายราว 5 หมื่นคน น่าสนใจว่าในจำนวนนี้หลังฉีด 2-4 สัปดาห์เริ่มมีอาการไม่พึงประสงค์รุนแรง เช่น อาการชาหน้า...ตามร่างกาย แขนขาอ่อนแรงเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

      ผลกระทบข้างเคียงนี้ “บางคนเป็นเสาหลักของบ้าน” ไม่สามารถประกอบอาชีพได้ ส่งผลให้ “ขาดรายได้” ที่ไม่รู้ว่าจะได้กลับไปทำงานเหมือนเดิมอีกเมื่อไหร่?

      ตอกย้ำความเดือดร้อนแก่ผู้ยากไร้ในชุมชนคลองเตยหนักซ้ำ ที่ยังไม่ได้รับการพิสูจน์ผลกระทบนี้ให้ชัดเจนเพื่อนำไปสู่การเยียวยาจน “ครูประทีป อึ้งทรงธรรม ฮาตะ” ผู้ก่อตั้งมูลนิธิดวงประทีป ต้องออกสะท้อนความทุกข์ยากผ่าน “ทีมสกู๊ปหน้า 1” ที่จะเป็นกระบอกเสียงในเรื่องอาการไม่พึงประสงค์หลังจากรับวัคซีน

      “ครูประทีป” บอกว่า สถานการณ์โควิด-19 ในเขตคลองเตยค่อนข้างดีขึ้น ถ้าเทียบกับช่วงเดือน เม.ย.-พ.ค.2564 ที่มีผู้ป่วยวันละ 100 คน กระทั่งต้นเดือน มิ.ย.ตัวเลขผู้ติดเชื้อใหม่อยู่ที่ระดับไม่เกิน 10 คนต่อวัน

      แต่ในวันที่ 18 มิ.ย. กลับมีผู้ติดเชื้อกระโดดเพิ่ม 30 คนต่อวัน “ตัวเลขเพิ่มขึ้น” เป็นสิ่งที่น่าห่วงไม่สบายใจอยู่มาก เพราะ “เขตคลองเตย” เป็นพื้นที่ชุมชนแออัดตามทะเบียนราษฎรอยู่ 39 ชุมชน ความจริงมีการแบ่งเป็นชุมชนขนาดเล็กถึงขนาดใหญ่มากกว่านั้นที่มีประชากรอาศัยอยู่ราว 1 แสนคน

      ดังนั้นมาตรการเว้นระยะห่างทางสังคมก็ค่อนข้างทำได้ยาก ถ้ามีผู้ติดเชื้ออาศัยในเขตคลองเตยเพียง 1 คน ก็ย่อมมีความเสี่ยงโอกาสเกิดการแพร่ระบาดขึ้นใหม่ได้สูงง่ายมาก

      ปัจจัยสาเหตุสำคัญที่ “คงมีผู้ติดเชื้อใหม่อยู่นี้” น่าจะมาจาก “นโยบายภาครัฐ” ที่ไม่ให้การดูแลด้านสาธารณสุข “ต่างชาตินอกระบบได้อย่างครอบคลุมทั่วถึง” แม้ทางทฤษฎีมักระบุดูแลทุกกลุ่มเสี่ยงแต่ว่าทางปฏิบัติกลับไม่ถูกรับการดูแลใดๆ ทำให้คนกลุ่มนี้กลายเป็น “พาหะนำโรค” ให้เกิดการระบาดขึ้นได้อยู่เสมอ

      สังเกตจาก “คนต่างด้าวผิดกฎหมาย” มีการขอเข้ารับการฉีดวัคซีนป้องกันโควิด-19 ก็ไม่ได้ ทั้งยังถูกปฏิเสธตรวจคัดกรองหาเชื้อด้วยซ้ำ ยกเว้น “แรงงานถูกต้องตามกฎหมายขึ้นทะเบียนประกันสุขภาพ” ที่ได้รับการคุ้มครอง สวัสดิการ ในการตรวจคัดกรองโรค ฉีดวัคซีน และการรักษาพยาบาลตามสิทธิประโยชน์นั้น

      ต้องเข้าใจว่า “เฉพาะพื้นที่ตลาดท่าเรือคลองเตย” มีต่างด้าวอยู่ประมาณ 4 พันคน ในจำนวนนี้น่าจะมีต่างด้าวผิดกฎหมายราว 30% อาศัยตามตึกแถวห้องเช่าซอยย่อยให้พักอยู่รวมกัน 6-7 คนต่อห้อง รวมทั้งที่ยังมีอาศัยอยู่ในชุมนุมอีกราว 400-500 คน เพื่อทำงานเป็นลูกจ้างค้าขาย รับจ้างเข็นผัก และรับจ้างทั่วไป

      ทุกครั้งที่มี “หน่วยงานรัฐเข้ามาให้บริการตรวจคัดกรองเชิงรุก” กลุ่มเสี่ยงในชุมชนเขตคลองเตย “แรงงานต่างด้าวผิดกฎหมาย” ก็จะพยายามเข้าไปตรวจเสมอ เพื่อหวังทราบผลเป็นบวกแล้วจะได้รับการช่วยเหลือนำเข้าสู่ระบบการรักษาพยาบาลโดยเร็ว แต่ก็มักต้องถูกปฏิเสธจากเจ้าหน้าที่รัฐอยู่ตลอดเช่นกัน

      “ในช่วงโรคระบาดรุนแรงเช่นนี้ควรผ่อนผัน “กฎหมายต่างด้าวชั่วคราว” อาจหลับตาข้างเดียวไปก่อนก็ได้ “ยึดหลักมนุษยธรรม” ในการช่วยเหลือด้านสาธารณสุข “ไม่แบ่งแยกฐานะและเชื้อชาติ” เพราะ “แรงงานต่างด้าว” ก็มีส่วนช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศให้ขยายตัวไม่มากก็น้อยมาตลอด” ครูประทีป ว่า

      ฉะนั้นควรต้อง “ดูแลแรงงานต่างด้าว” ควบคู่กันไปเช่นเดียวกับ “การดูแลคนไทย” โดยเฉพาะจุดเสี่ยงระบาดรุนแรง เพราะอย่างไรเสียถ้าไม่ช่วยทุกคนอาศัยอยู่ผืนแผ่นดินไทยทั่วถึงเท่าเทียมกันแล้ว “แรงงานผิดกฎหมาย” อาจกลายเป็น “พาหะนำเชื้อแพร่ระบาดในประเทศไทย” ที่ไม่มีความปลอดภัยเช่นเดิม

      ดังนั้น “นโยบายปฏิบัติ” ต้องเปิดช่วยเหลือด้านสาธารณสุข และปกป้องคุ้มครองต่างด้าว เพื่อยับยั้งการระบาดโควิด-19 เพราะเราไม่อาจไล่เขาออกนอกประเทศได้ จำต้องให้อยู่อย่างปลอดภัยสงบสุขเช่นกัน

      ปัจจุบันโชคดี “เจ้าอาวาสวัดสะพาน” อนุญาตให้ใช้อาคาร 9 ชั้น เป็นศูนย์ รพ.สนามชั่วคราว ในการช่วยเหลือรักษาเบื้องต้นแก่ต่างด้าวผิดกฎหมายติดเชื้อ ส่วนคนมีอาการหนักก็ส่งไปรักษาตัวในสถานพยาบาลสังกัดของรัฐ เพราะคนกลุ่มนี้ไม่อาจเข้ารักษาโดยตรงได้ ถ้าอาการไม่หนักจริงโรงพยาบาลมักจะไม่รับ

      ตอกย้ำว่าถ้าไม่มีวัดสะพานแล้ว “การระบาดเขตคลองเตยและพื้นที่กรุงเทพฯ” อาจมีผู้ติดเชื้อกระจายเพิ่มขึ้นอีกมาก เพราะ “ผู้นำชุมนุม” ก็เข้าไม่ถึงกลุ่มต่างด้าวผิดกฎหมาย ทั้งยังมีบางชุมนุมขับไล่ออกพื้นที่อีก ซึ่งเป็นเรื่องไม่ถูกต้องยามเกิดวิกฤติโรคระบาดเช่นนี้เพราะการไล่ออกจากจุดนี้ก็ไปแพร่เชื้อพื้นที่อื่นดังเดิม

      ทว่านับแต่ต้นเดือน พ.ค.มานี้ “เขตคลองเตย” มีการแพร่ระบาดหนักมาก “รัฐบาล” มีคำสั่งให้ “หน่วยงานภาครัฐ” ระดมฉีดวัคซีนให้กับผู้อาศัยในเขตคลองเตย 5 หมื่นคน “การฉีดเข็มแรก” บางคนมีอาการไม่พึงประสงค์จากผลข้างเคียงเล็กน้อย แต่ต้นเดือน มิ.ย.มีฉีดวัคซีนเข็ม 2 พบว่า “คนแพ้วัคซีน” ค่อนข้างรุนแรง

      เท่าที่ทราบมีผู้เสียชีวิตหลังฉีดวัคซีนไปแล้ว 4 ราย กลายเป็นอัมพฤกษ์ประมาณ 10 ราย เช่น “เพชรรุ้ง” (สงวนนามสกุล) อายุ 49 ปี เข้าฉีดเข็ม 2 กลับมาถึงบ้าน 1 ชม. มีอาการขาชาไม่รู้สึกรุนแรงกลายเป็นอัมพฤกษ์ซีกซ้าย เมื่อพบแพทย์วินิจฉัยเกิดจาก “การสูบบุหรี่” ทำให้ลิ่มเลือดอุดตันในสมอง

      อีกราย “สุนทรี” (สงวนนามสกุล) อายุ 49 ปี ฉีดวัคซีนเข็ม 2 วันที่ 11 มิ.ย.ก็มีอาการอ่อนเพลีย เจ็บหน้าอก ปวดท้องรุนแรง ในวันที่ 15 มิ.ย.ไปหา “หมอ” ตรวจวินิจฉัยนอนให้น้ำเกลือ 1 คืน ก่อนให้กลับบ้านพร้อมยาโรคกระเพาะอาหาร เมื่อถึงบ้านไม่นานก็เสียชีวิต “แพทย์” ลงความเห็นสาเหตุการเสียชีวิตด้วยภาวะหัวใจล้มเหลว

      ย้ำว่า...อาการผลข้างเคียงเบื้องต้นนี้ยังเป็น “ข้อสมมติฐาน” ที่เกิดหลังการฉีดวัคซีนจาก “คนสุขภาพดีแข็งแรง” กลายมาเป็น “คนพิการหรือเสียชีวิตก่อนวัยอันควร” จึงอยากเรียกร้องให้สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) เข้ามาตรวจสอบพิสูจน์ข้อเท็จจริงให้ชัดเจนของผู้ได้รับผลข้างเคียงจากการฉีดวัคซีนนี้

      เพื่อช่วยเหลือเยียวยา “ประชาชนคนไทย” ที่ได้รับความเสียหายจากการเกิดผลข้างเคียง หรืออาการไม่พึงประสงค์ สาเหตุเพราะ “หลักฐานเอกสารที่แพทย์วินิจฉัยสาเหตุ” ไม่อาจนำยื่นคำร้องต่อ สปสช.ได้อันนำมาสู่ขัดต่อความรู้สึกชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบนี้จน “หลายคน” ไม่ยอมออกฉีดวัคซีนเข็ม 2 เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

      เพราะเชื่อว่า “การฉีดวัคซีน” มีความเสี่ยงต่อผลกระทบสูงกว่าผลประโยชน์ที่ได้รับ อีกทั้งถ้าดูแลตัวเองดีก็อาจไม่ติดโควิด-19 ก็ได้ แม้ “ติดเชื้อ” ก็ยังมีโอกาสรักษาหายด้วย “แพทย์ไทย” มีความสามารถเก่ง ในส่วนข้อมูลออกจาก “ภาครัฐ” ค่อนข้างสับสน ที่ไม่คิดว่า “ผลข้างเคียงจากวัคซีน” จะมีความรุนแรงขนาดนี้

      ฝากให้ “รัฐบาล” ผู้มีหน้าที่ดูแลประชาชนให้อยู่ดีมีสุขเสมอภาคเท่าเทียมกัน ควรมีกระบวนการพิสูจน์ทราบตามพยานหลักฐานแวดล้อมประกอบด้วย ที่ไม่ใช่พึ่งพยานเอกสารทางราชการเป็นองค์ประกอบหลักอย่างเดียว ในการเยียวยาจาก “คนปกติแข็งแรง” จนเข้ารับฉีดวัคซีนกลับต้อง “เดี้ยงกลายเป็นคนพิการ” ที่เกิดขึ้น

      เช่นนี้แล้วทุกกรณีที่ “ประชาชนสงสัย” ภาครัฐมีหน้าที่ “ไขพิสูจน์ความจริงให้กระจ่าง” ไม่ให้เคลือบแคลงใจต่อไป เพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม...สร้างความเชื่อมั่นก้าวข้ามวิกฤตินี้ไปด้วยกัน.

      อ่านเพิ่มเติม...

      แท็กที่เกี่ยวข้อง

      โควิด-19วัคซีนโควิดสถานการณ์โควิดคลัสเตอร์คลองเตยคลัสเตอร์แคมป์คนงานแรงงานต่างด้าวมูลนิธิดวงประทีปสกู๊ปหน้า1

      คุณอาจสนใจข่าวนี้

      thairath-logo

      ApplicationMy Thairath

      ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
      Trendvg3 logo
      Sonp logo
      inet logo
      วันศุกร์ที่ 15 ตุลาคม 2564 เวลา 20:30 น.
      ติดต่อโฆษณาร่วมงานกับเราติดต่อเรา
      เกี่ยวกับไทยรัฐมูลนิธิไทยรัฐศูนย์ข้อมูลไทยรัฐบริการข่าวไทยรัฐ - App & SMSFAQศูนย์ช่วยเหลือนโยบายความเป็นส่วนตัวเงื่อนไขข้อตกลงการใช้บริการไทยรัฐโลจิสติคส์